สวัสดีค่า จริงๆ อยากเขียนกระทู้แบ่งปันนี้ตั้งนานแล้ว แบบว่าคันปากมากอยากให้เพื่อนๆ ได้รู้ แต่ก็วุ่นๆ วันนี้มีโอกาสต้องรีบบอก...
คือ เมื่อเดือนก่อนเราไปฟังผลตรวจสุขภาพกับคุณหมอที่รู้จักกัน (ขอไม่เอ่ยนาม) ท่านเป็นหมออายุรกรรมฝีมือดี อ่านผลและวิเคราะห์โรคละเอียด คนไข้ตั้งแต่เด็กถึงแก่นั่งรอคิวกันเพียบ
แล้วก็ถึงตาเราพบหมอ พอนั่งปุ๊บไม่ทันได้อ่านผลตรวจ หมอก็มองมาที่แขนเราแล้วพูดว่า "แขนมีแต่เขม่าควันพิษเคลือบเต็มไปหมด" เราก็งงๆ หมอเลยบอกจะทำอะไรให้ดู แล้วหมอก็หยิบน้ำใสๆ ที่ใส่อยู่ในขวดเล็กๆ มาเทใส่ทิชชู่ (เราไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำเปล่า หรือ Cleaning Water ที่เช็ดเครื่องสำอาง) แล้วหมอก็นำทิชชู่มาปาดที่แขน ถูๆ อยู่ 2-3 รอบ แล้วโชว์ทิชชู่ให้ดู โอ้โห! บร๊ะเจ้าจอร์ด มันดำมากกกก นาทีนั้นเราก็โวยลั่นว่า หมอคะหนูอาบน้ำสะอาดนะ สปาขัดผิวทุกอาทิตย์ (อารมณ์แบบออกตัวว่า ไม่นะ ชั้นไม่ใช่คนสกปรก)
บอกพื้นฐานผิวเรานิดนึงค่ะ เราเป็นคนผิวสองสีออกทางโทนเหลือง ทากันแดดตัวทุกวัน > ไม่ได้ทำงานออฟฟิศ มีธุรกิจส่วนตัวที่ต้องติดต่อกับช่างตัดเสื้อผ้า และโรงงานผ้า ดังนั้นกิจวัตรประจำวันคือ ขับรถ ไปซื้อผ้า ไปบ้านช่างตัด ไปพบลูกค้า วนๆ อยู่แค่นี้ค่ะ
กลับมาที่ห้องตรวจต่อ คุณหมอบอกให้เราใจเย็น (ประมาณว่า รู้แล้วว่าอาบน้ำสะอาดอย่าร้อนตัว 555) หมออธิบายว่า อากาศในกรุงเทพฯ มันแย่มาก อากาศไม่ถ่ายเท มลพิษ มลภาวะต่างๆ มันก็ลอยวนอยู่ในอากาศที่เราหายใจเพราะมันไม่มีที่ไป ต้นไม้ก็ดูสารพิษพวกนี้แล้วก็คายออกมา ต้นไม้ก็เหมือนคน ดังนั้น จะอาบน้ำให้สะอาดแค่ไหนมันก็ไม่ช่วย เพราะเราได้สูดสารพิษพวกนี้เข้าไปในปอดแล้ว การที่หมอเช็ดให้ดูเพื่อให้เราได้รู้ ได้เห็นความจริง เพื่อป้องกันมลภาวะเท่าที่ทำได้
ฟังผลเสร็จ กะว่าเดี๋ยวตอนเย็นก่อนอาบน้ำจะเช็ดแขนดูอีกทีแต่ก็ลืม วันรุ่งขึ้นกิจกรรมไม่เยอะมาก ไปเดินห้างซื้อของ บ่ายๆ เพื่อนโทรมาว่าซื้อขนมอร่อยมาฝาก แต่ให้มานัดเจอกันที่ทางผ่านแถวบ้าน โดยนัดที่ปั๊มน้ำมัน ปั๊มนี้ไม่ใหญ่ไม่มีร้านกาแฟ เราเลยยืนเม้าท์มอยกันสัก 15 นาทีก็แยกย้าย >แวะทานข้าวเย็นที่ร้านในห้องแอร์ > เสร็จกลับบ้าน แล้วก็มาถึงภารกิจพิสูจน์เขม่าควันพิษ จัดแจงเท Cleansing Water เทบนสำลี แล้วเช็ดที่แขน อื้อหืออออ
รูปซ้ายคือ เขม่าก่อนอาบน้ำ แขนนึงเราใช้สำลีไปประมาณ 3 แผ่นหน้า-หลัง เช็ดจนไม่มีคราบดำ /รูปขวาคือ หลังอาบน้ำ อันนี้ตกใจว่า ก็อาบน้ำแล้วทำไมยังมีคราบสกปรกอีก อี๋ ไม่อยากนึกภาพว่า เวลาเรากลับบ้านมาเหนื่อยๆ แล้วกระโดดนอนเล่นบนเตียงก่อนไปอาบน้ำ พวกปลอกหมอน ผ้าปู จะติดความสกปรกนี้ไปด้วยแค่ไหน
เพิ่มเติมคำแนะนำจากคุณหมออีกนิดค่ะ หมอบอกว่าในเมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุง สิ่งที่ทำได้คือ เวลาไปข้างนอกอย่าอายที่จะใส่หน้ากากปิดปาก ยิ่งพวกที่ทำงานอยู่ในโรงงานทุกสาขา ต้องใช้ที่ปิดปากแบบกรองอากาศอย่างดี เพื่อดูแลปอดเราบ้าง
เราลองบอกเพื่อนให้ลองเช็ดดูก่อนอาบน้ำ เพื่อนก็มีเขม่าเหมือนกัน แต่ระดับความดำก็ต่างกันไป
*เช็ดหน้าสวยแล้ว ก็แวะมาเช็ดแขนกันบ้างนะคะ แนะนำให้ซื้อ Cleansing Water ราคาถูกหน่อยมาเช็ดแขนดีกว่า ไม่งั้นมีสิทธิ์กระเป๋าฉีก 555
*เพื่อนเราเอาวิธีนี้ไปทำทุกวัน มันบอกรู้สึกว่าผิวใสขึ้นจริงๆ คือไม่ได้ขาวกลูต้า แต่ดูผ่องสะอาด
*กระทู้นี้ เราตั้งใจแบ่งปันเรื่องดีๆ ที่เราได้รับมา เห็นว่าเป็นประโยชน์เลยไม่อยากเก็บไว้คนเดียว
*อยากเห็นรูปว่าเพื่อนๆ เช็ดแล้วจะสกปรกแค่ไหน แวะมาแปะรูปให้ดูกันบ้างนะคะ จะได้ร่วมกันอี๋ 555
ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ ^_^
ช็อค! เมื่อคุณได้เห็นว่า อะไรติดอยู่บนผิวคุณตลอดทั้งวัน อึ๊ยยย
คือ เมื่อเดือนก่อนเราไปฟังผลตรวจสุขภาพกับคุณหมอที่รู้จักกัน (ขอไม่เอ่ยนาม) ท่านเป็นหมออายุรกรรมฝีมือดี อ่านผลและวิเคราะห์โรคละเอียด คนไข้ตั้งแต่เด็กถึงแก่นั่งรอคิวกันเพียบ
แล้วก็ถึงตาเราพบหมอ พอนั่งปุ๊บไม่ทันได้อ่านผลตรวจ หมอก็มองมาที่แขนเราแล้วพูดว่า "แขนมีแต่เขม่าควันพิษเคลือบเต็มไปหมด" เราก็งงๆ หมอเลยบอกจะทำอะไรให้ดู แล้วหมอก็หยิบน้ำใสๆ ที่ใส่อยู่ในขวดเล็กๆ มาเทใส่ทิชชู่ (เราไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำเปล่า หรือ Cleaning Water ที่เช็ดเครื่องสำอาง) แล้วหมอก็นำทิชชู่มาปาดที่แขน ถูๆ อยู่ 2-3 รอบ แล้วโชว์ทิชชู่ให้ดู โอ้โห! บร๊ะเจ้าจอร์ด มันดำมากกกก นาทีนั้นเราก็โวยลั่นว่า หมอคะหนูอาบน้ำสะอาดนะ สปาขัดผิวทุกอาทิตย์ (อารมณ์แบบออกตัวว่า ไม่นะ ชั้นไม่ใช่คนสกปรก)
บอกพื้นฐานผิวเรานิดนึงค่ะ เราเป็นคนผิวสองสีออกทางโทนเหลือง ทากันแดดตัวทุกวัน > ไม่ได้ทำงานออฟฟิศ มีธุรกิจส่วนตัวที่ต้องติดต่อกับช่างตัดเสื้อผ้า และโรงงานผ้า ดังนั้นกิจวัตรประจำวันคือ ขับรถ ไปซื้อผ้า ไปบ้านช่างตัด ไปพบลูกค้า วนๆ อยู่แค่นี้ค่ะ
กลับมาที่ห้องตรวจต่อ คุณหมอบอกให้เราใจเย็น (ประมาณว่า รู้แล้วว่าอาบน้ำสะอาดอย่าร้อนตัว 555) หมออธิบายว่า อากาศในกรุงเทพฯ มันแย่มาก อากาศไม่ถ่ายเท มลพิษ มลภาวะต่างๆ มันก็ลอยวนอยู่ในอากาศที่เราหายใจเพราะมันไม่มีที่ไป ต้นไม้ก็ดูสารพิษพวกนี้แล้วก็คายออกมา ต้นไม้ก็เหมือนคน ดังนั้น จะอาบน้ำให้สะอาดแค่ไหนมันก็ไม่ช่วย เพราะเราได้สูดสารพิษพวกนี้เข้าไปในปอดแล้ว การที่หมอเช็ดให้ดูเพื่อให้เราได้รู้ ได้เห็นความจริง เพื่อป้องกันมลภาวะเท่าที่ทำได้
ฟังผลเสร็จ กะว่าเดี๋ยวตอนเย็นก่อนอาบน้ำจะเช็ดแขนดูอีกทีแต่ก็ลืม วันรุ่งขึ้นกิจกรรมไม่เยอะมาก ไปเดินห้างซื้อของ บ่ายๆ เพื่อนโทรมาว่าซื้อขนมอร่อยมาฝาก แต่ให้มานัดเจอกันที่ทางผ่านแถวบ้าน โดยนัดที่ปั๊มน้ำมัน ปั๊มนี้ไม่ใหญ่ไม่มีร้านกาแฟ เราเลยยืนเม้าท์มอยกันสัก 15 นาทีก็แยกย้าย >แวะทานข้าวเย็นที่ร้านในห้องแอร์ > เสร็จกลับบ้าน แล้วก็มาถึงภารกิจพิสูจน์เขม่าควันพิษ จัดแจงเท Cleansing Water เทบนสำลี แล้วเช็ดที่แขน อื้อหืออออ
รูปซ้ายคือ เขม่าก่อนอาบน้ำ แขนนึงเราใช้สำลีไปประมาณ 3 แผ่นหน้า-หลัง เช็ดจนไม่มีคราบดำ /รูปขวาคือ หลังอาบน้ำ อันนี้ตกใจว่า ก็อาบน้ำแล้วทำไมยังมีคราบสกปรกอีก อี๋ ไม่อยากนึกภาพว่า เวลาเรากลับบ้านมาเหนื่อยๆ แล้วกระโดดนอนเล่นบนเตียงก่อนไปอาบน้ำ พวกปลอกหมอน ผ้าปู จะติดความสกปรกนี้ไปด้วยแค่ไหน
เพิ่มเติมคำแนะนำจากคุณหมออีกนิดค่ะ หมอบอกว่าในเมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุง สิ่งที่ทำได้คือ เวลาไปข้างนอกอย่าอายที่จะใส่หน้ากากปิดปาก ยิ่งพวกที่ทำงานอยู่ในโรงงานทุกสาขา ต้องใช้ที่ปิดปากแบบกรองอากาศอย่างดี เพื่อดูแลปอดเราบ้าง
เราลองบอกเพื่อนให้ลองเช็ดดูก่อนอาบน้ำ เพื่อนก็มีเขม่าเหมือนกัน แต่ระดับความดำก็ต่างกันไป
*เช็ดหน้าสวยแล้ว ก็แวะมาเช็ดแขนกันบ้างนะคะ แนะนำให้ซื้อ Cleansing Water ราคาถูกหน่อยมาเช็ดแขนดีกว่า ไม่งั้นมีสิทธิ์กระเป๋าฉีก 555
*เพื่อนเราเอาวิธีนี้ไปทำทุกวัน มันบอกรู้สึกว่าผิวใสขึ้นจริงๆ คือไม่ได้ขาวกลูต้า แต่ดูผ่องสะอาด
*กระทู้นี้ เราตั้งใจแบ่งปันเรื่องดีๆ ที่เราได้รับมา เห็นว่าเป็นประโยชน์เลยไม่อยากเก็บไว้คนเดียว
*อยากเห็นรูปว่าเพื่อนๆ เช็ดแล้วจะสกปรกแค่ไหน แวะมาแปะรูปให้ดูกันบ้างนะคะ จะได้ร่วมกันอี๋ 555
ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ ^_^