กระทู้นี้ จะขอเสนอบทความข้อเขียนความคิดของข้าพเจ้า ที่ได้เขียนไว้ในที่ต่างๆ ซึ่งยึดตามแนวทางพุทธศาสนา โดยอาจมีการนำวิทยาศาสตร์มาอธิบายร่วมบ้าง พอสมควรแก่เหตุ ตามยุคสมัย โดยจะชี้ให้เห็นข้อแตกต่างข้อเหมือนตามกำลังสติปัญญา บางอย่างอาจเหมือนเป็นเรื่องใหม่ เพราะเกิดจากจินตมยปัญญาของข้าพเจ้า จากที่ได้ศึกษาศาสนาพุทธมาพอสมควร และมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์บ้าง โดยเฉพาะการอธิบายในเรื่องของ สรรพสิ่ง กรรม รูป นาม ชีวิต รวมถึงเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ ขอให้ลองเปิดใจ อาจจะพบบางอย่างที่เป็นประโยชน์ แต่หากไร้สาระหรือมีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าขอน้อมรับ ด้วยความเคารพต่อปัญญาแห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า หากมีสิ่งใดล่วงเกินก็ขออภัยมา ณ ที่นี้
บทความนี้ ไม่ได้เรียบเรียง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพียงแต่รวบรวมมาตามที่ต่างๆ ที่เคยคิด เคยพิมพ์ แต่ถ้าค่อยๆ อ่านก็อาจพอเข้าใจได้
=============================
"สรรพสิ่งล้วนเกิดจากความไม่มี"
ไม่ใช่เพียงแต่สำนวนเล่นลิ้นว่า เพราะไม่มีก่อนแล้วจึงมี
แต่เกิดความมีจากความไม่มีอะไรเลยจริงๆ
เท่าที่เห็นและคิดได้คือ เพราะสิ่งนั้นมีจึงมีสิ่งนี้ สืบต่อกันไม่สิ้นสุด
แต่เพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงไม่ทำนายเบื้องต้นของโลกและสรรพสิ่ง
ลองนึกย้อนไปถึงต้นเหตุการเกิดของจักรวาลหรือสรรพสิ่ง
สมมติให้มีสิ่งหนึ่งเป็นต้นเหตุแรกสุด
ก็ต้องเกิดคำถามต่อไปว่า
แล้ว สิ่งแรกสุดเกิดจากอะไร
นี่คือทางตันของตรรกะ
เพราะเมื่อมีสิ่งที่เป็นต้นเหตุก่อนหน้า
มันก็ไม่ใช่สิ่งแรกสุด
ความจริงของตรรกะที่ได้คือ
ก่อนสิ่งแรกสุดต้องเป็น ความว่างหรือความไม่มีอะไรเลย
ถ้าเช่นนัน สิ่งแรกสุดก็คือความว่าง หรือความไม่มีอะไรเลย งั้นหรือ??
ก็ไม่ใช่อีก
เพราะถ้าเช่นนั้น จะเกิดความมีขึ้นมาได้อย่างไร
ดังนั้น
สิ่งที่สรุปได้ เท่าที่สติปัญญามนุษย์ปุถุชนจะคิดได้ก็คือ
ความมีและความไม่มีคือสิ่งๆ เดียวกัน
ไม่มีอะไรเกิดก่อน ไม่มีอะไรเกิดหลัง
แต่มันเกิดพร้อมๆ กัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นี่คือ ธรรมชาติของ สรรพสิ่ง
นี่เป็นเหตุแห่งสัญลักษณ์หยินหยางของเต๋า
และเชื่อว่า เป็นเหตุแห่งสามัญลักษณะที่เรียกว่า ไตรลักษณ์
หรือลักษณะสามัญของสรรพสิ่งที่มีการปรุงแต่ง หรือ สังขตธรรม
อันได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เทียง) ทุกขัง (ไม่ทน) อนัตตา (ไม่มีตัวตนแก่นสาร)
สรรพสิ่งนั้น มีเพียง ทุกข์
ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป
นอกจากทุกข์แล้ว
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป
ความมี ความไม่มีเกิดจากอะไร
ปราชญ์ท่านกล่าวว่า เกิดเพราะการเคลื่อนไหวของจิต
เพราะความโง่คืออวิชชา ของจิตจึงมองไม่เห็น สัจจะ คือความจริงนี้
จึงหลงคิดไปว่า สิ่งนั้นมี สิ่งนั้นไม่มี สิ่งนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เพราะหลงไปจึงคิดว่า มีเรา มีเขา มีความมี มีความไม่มี
เกิดความชอบ ความไม่ขอบ
เกิดความพอใจ ไม่พอใจ
สรรพสิ่งจึงวิ่งวน ระหว่างมีกับไม่มี ทั้งที่มันเป็นสิ่งเดียวกัน
ยิ่งวิ่งวนยิ่งไม่เห็น
จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อรู้จักหยุด รู้จักพอ
=== ไอส์ไตน์ พูดแต่เรื่องรูป แต่ของพุทธมีทั้งรูปและนาม ผมเพิ่งตีโจทย์แตกเมื่อไม่นานมานี้เอง บทสรุปนี้ จะทำให้เข้าใจเรื่องของ กรรม มากขึ้นถึงเหตุผลว่าทำไมศาสนาพุทธถึงบอกว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แถมยังได้ในสัดส่วนที่เท่ากันอีกต่างหาก คือทำดีมากก็ได้ผลดีมาก ฝากให้คิดก่อนว่าเพราะอะไรเดี๋ยวจะมาเฉลย
==== คือเมื่อก่อนเขาบอกว่า ไตรลักษณ์ คือลักษณะ ๓ อย่าง มันก็จบไง เขาไม่ได้บอกต่อว่าทำไม ทำไมมันถึงไม่เที่ยง ทำไมมันถึงไม่ทน ทำไมมันถึงไม่มีตัวตนเป็นแก่นสาร เมื่อก่อนก็จบอยู่แค่นี้ ถือเป็นบทสรุปสุดท้ายห้ามเถียง เกิดอะไรก็บอกว่ามันเป็นลักษณะอย่างนั้นเอง เพิ่งคิดได้จากปัญหาเรื่องการเกิดโลก ที่วิทยาศาสตร์เขาค้นหาต้นเหตุของมวล จนถึงอนุภาคพระเจ้า (ฮิค) เขาบอกว่ามวลเกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่มวล มันเลยกระตุกให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ เอามาเผยแพร่ให้คิดเล่นๆ เผื่อจะมีประโยชน์หรือจะได้เข้าใจพุทธมากขึ้น ในแง่ที่ว่า มันมีเหตุผลอย่างไร ที่พุทธไม่พูดเรื่องพวกนี้ ก็เพราะมันเข้าใจยากและบางครั้งก็ขัดกับหลักตรรกะ เช่น มีกับไม่มีคือสิ่งเดียวกัน ต้องมองว่ามันเป็นสูตรคณิตศาสตร์อย่างหนึ่งที่เป็นเหมือนจำนวนอตรรกยะ ไอส์ไตน์จริงๆ ก็คิดไม่ได้หรอก แต่เริ่มจากสูตรคณิตศาสตร์แก้ไปเรื่อยจนได้ข้อสรุป ที่คิดได้ยังไม่เคยเห็นใครพูดแบบนี้นะ แต่ถ้าเอาไปเทียบกันจะเห็นว่าเข้ากันได้ เป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นเหตุผลได้อย่างประหลาด จึงสรุปได้ว่า เป็นสูตรที่ใช้ได้
-------------=========แล้วเรื่องที่ว่ามีกับไม่มีคือสิ่งเดียวกันเกี่ยวกับ กรรมและผลของกรรมอย่างไร
เรื่องมีเท่ากับไม่มี(อันเดียวกัน) ความจริงมีพูดหลายๆ ที่ ในพุทธก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ได้ความคิดขึ้นมาจากการสังเกตสิ่งรอบตัวว่าทุกอย่างเป็นของคู่ มีร้อน มีเย็น มีมืด มีสว่าง ฯลฯ ดังนั้น เมื่อมีทุกข์ ต้องมีสภาพไร้ทุกข์ เป็นที่มาของการออกแสวงหาทางดับทุกข์ ในเต๋าก็พูดเรื่องทวิลักษณะ เหมือนกันจนเป็นที่มาของสัญลักษณ์หยินหยาง เรื่องพวกนี้เต๋าจะพูดไว้เยอะในคัมภีร์เต๋า ในวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งค้นพบหรืออย่างน้อยก็ในทางทฤษฎีว่า มีสสาร มีแอนตี้สสาร มีพลังงานก็มีพลังงานมืด หรือพื้นๆ ก็คือ มีกริยา ก็มีปฏิกิริยา ในจำนวนที่เท่าๆ กัน นี่คือสิ่งบอกใบ้ว่า สรรพสิ่งนั้น เป็นศูนย์ แต่ไม่ใช่ศูนย์ แบบไม่มีอะไรเลย ให้นึกถึงจำนวนจินตภาพ ไม่ต้องคิดตาม แต่ให้รู้ไว้ในลักษณะเป็นสูตรคณิตศาสตร์ นี่แหละคือสภาพของสรรพสิ่ง (ความจริงมีเรื่องบิ๊กแบงด้วย คือกำเนิดของจักรวาล จากจุดๆหนึ่ง หรือ singularity ซึ่งมีสภาพยิ่งยวดแต่เหมือนไม่มีอะไรเลย)
เรื่องมีคือไม่มี (เพราะเป็นสิ่งเดียวกัน) เทียบสมการได้คือ มี = ไม่มี หรือ 1 = 1(แต่คนละด้าน) เมื่อมาอยู่ด้านเดียวกันก็เป็น 0 แต่ถ้าเอาไปหารกันก็เป็น 1 สรรพสิ่งมีสมการเป็นแบบนี้ จะว่า 0 ก็ใช่ จะว่า 1 ก็ใช่ เหมือนที่ว่า จะว่ามีก็ใช่ จะว่าไม่มีก็ใช่
สรรพสิ่งจึงเกิดแบบเป็นสมการ คือ มีสมดุล ทั้งรูปและนาม รูปก็เช่น เมื่อออกแรงทำกับอะไรก็ตาม จะมีแรงปฏิกิริยาเท่าๆกัน (ฟิสิกส์) หรือในเรื่องเคมีก็เหมือนกัน เรียกว่า สมการเคมี ระบบต่างๆ ของสรรพสิ่งจะรักษาสมดุลไว้เสมอ สมดุลความเป็นหนึ่ง และศูนย์ หรือมีกับไม่มี
ในเรื่องของกรรม ก็เช่นกัน ไม่พ้นไปจากหลักการนี้ กรรม เป็นการที่จิตกระทำการกับโลกหรือสรรพสิ่ง(รูปนาม) ผ่านทางรูป(กาย วาจา) และนาม(ใจ) ผลของกรรมหรือวิบากกรรมจะเกิดทันทีในสภาพหลักการที่เท่ากันๆ เพื่อรักษาสมดุลที่ว่านั่นเอง (ที่ว่ารักษา ไม่มีใครรักษาหรอกมันเป็นของมันเอง เพราะมันเป็นศูนย์อยู่แล้ว เป็นแต่การเคลื่อนไหวภายใต้ความเป็นศูนย์เท่านั้น) จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ว่า ทำไมทำกรรมดี ถึงได้ผลดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งไม่ใช่พิจารณาแต่ในเรื่องนามคือ เจตนา -ของผู้กระทำเท่านั้น แต่พิจารณาในเรื่องของรูปและนามของผู้ถูกกระทำ ว่ามีค่าต่อระบบโลกหรือมีค่า(คุณค่า)ต่อผู้กระทำหรือโลกโดยรวมด้วย เช่น ทำกรรมกับสัตว์เดรัจฉาน คนธรรมดา ผู้มีพระคุณ พ่อแม่ ผู้มีศีล พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า ก็ไม่เท่ากัน แม้จะด้วยเจตนาที่แรงเท่ากัน ก็เพราะเหตุของการรักษาสมดุลของระบบสรรพสิ่งนั่นแหละ รูปนามพิเศษพวกนี้ มีความเชื่อมโยงกับรูปนามของผู้กระทำในทางที่มีคุณหรือเป็นรูปนามที่มีคุณต่อโลก(รูปนาม) หรือสรรพสิ่ง(ซึ่งต้องรวมผู้กระทำไปด้วยโดยอัตโนมัติ) แตกต่างกัน จึงเป็นเหมือนตัวขยายกรรม ทำให้วิบากกรรมที่มีผลต่อผู้กระทำไม่เท่ากัน (เรื่องพวกนี้พุทธบอกเรื่องกรรมว่าทำกับสิ่งที่ไม่เท่ากัน ให้ผลไม่เหมือนกัน ก็ไม่เคยมีใครอธิบายเหตุผล มีแต่บอกว่า ทำอะไรให้ผลอย่างไร เช่น ฆ่าคนธรรมดาก็บาปธรรมดา แต่ฆ่าพ่อแม่พระอรหันต์ เป็นอนันตริยกรรม และเรื่อง กรรมวิบากกรรมเป็นอจินตไตย ไม่ต้องคิดไม่ต้องสงสัย แต่จริงๆ มันคิดได้แต่ต้องมีสติกำกับ ไม่งั้นนักวิทยาศาสตร์เป็นบ้ากันหมดแล้ว เพราะคิดเรื่องโลก ต้นกำเนิดโลกซึ่งเป็นอจินไตยเหมือนกัน) ทั้งนี้ ก็คือกระบวนการในการรักษาสมดุลนั่นเอง สมดุลของความมีไม่มีที่เป็นอันเดียวกัน .... น่าไปจดลิขสิทธิ์หรือขอรางวัลโนเบลนะเนี่ย เพราะยังไม่เคยเห็นใครอธิบายแบบนี้ (อาจจะมี แต่ยังไม่รู้ว่ามีก็ได้ )
นี่แหละ ทำให้เห็นว่าพุทธมีความเป็นวิทยาศาสตร์ขนาดไหน ใครจะรู้ว่า เรื่อง ไตรลักษณ์ กับเรื่องของวิบากกรรม จะเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสัพพัญญู คือรู้ทุกสิ่งถึงไม่ตอบคำถามเรื่องเกี่ยวกับโลกและกรรม เพราะมันเป็นอจินไตย หรือจำนวนจินตภาพ นั่นเอง
สรรพสิ่งในความคิดของข้าพเจ้า ตามแนวทางพุทธศาสนา
บทความนี้ ไม่ได้เรียบเรียง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพียงแต่รวบรวมมาตามที่ต่างๆ ที่เคยคิด เคยพิมพ์ แต่ถ้าค่อยๆ อ่านก็อาจพอเข้าใจได้
=============================
"สรรพสิ่งล้วนเกิดจากความไม่มี"
ไม่ใช่เพียงแต่สำนวนเล่นลิ้นว่า เพราะไม่มีก่อนแล้วจึงมี
แต่เกิดความมีจากความไม่มีอะไรเลยจริงๆ
เท่าที่เห็นและคิดได้คือ เพราะสิ่งนั้นมีจึงมีสิ่งนี้ สืบต่อกันไม่สิ้นสุด
แต่เพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงไม่ทำนายเบื้องต้นของโลกและสรรพสิ่ง
ลองนึกย้อนไปถึงต้นเหตุการเกิดของจักรวาลหรือสรรพสิ่ง
สมมติให้มีสิ่งหนึ่งเป็นต้นเหตุแรกสุด
ก็ต้องเกิดคำถามต่อไปว่า
แล้ว สิ่งแรกสุดเกิดจากอะไร
นี่คือทางตันของตรรกะ
เพราะเมื่อมีสิ่งที่เป็นต้นเหตุก่อนหน้า
มันก็ไม่ใช่สิ่งแรกสุด
ความจริงของตรรกะที่ได้คือ
ก่อนสิ่งแรกสุดต้องเป็น ความว่างหรือความไม่มีอะไรเลย
ถ้าเช่นนัน สิ่งแรกสุดก็คือความว่าง หรือความไม่มีอะไรเลย งั้นหรือ??
ก็ไม่ใช่อีก
เพราะถ้าเช่นนั้น จะเกิดความมีขึ้นมาได้อย่างไร
ดังนั้น
สิ่งที่สรุปได้ เท่าที่สติปัญญามนุษย์ปุถุชนจะคิดได้ก็คือ
ความมีและความไม่มีคือสิ่งๆ เดียวกัน
ไม่มีอะไรเกิดก่อน ไม่มีอะไรเกิดหลัง
แต่มันเกิดพร้อมๆ กัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นี่คือ ธรรมชาติของ สรรพสิ่ง
นี่เป็นเหตุแห่งสัญลักษณ์หยินหยางของเต๋า
และเชื่อว่า เป็นเหตุแห่งสามัญลักษณะที่เรียกว่า ไตรลักษณ์
หรือลักษณะสามัญของสรรพสิ่งที่มีการปรุงแต่ง หรือ สังขตธรรม
อันได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เทียง) ทุกขัง (ไม่ทน) อนัตตา (ไม่มีตัวตนแก่นสาร)
สรรพสิ่งนั้น มีเพียง ทุกข์
ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป
นอกจากทุกข์แล้ว
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป
ความมี ความไม่มีเกิดจากอะไร
ปราชญ์ท่านกล่าวว่า เกิดเพราะการเคลื่อนไหวของจิต
เพราะความโง่คืออวิชชา ของจิตจึงมองไม่เห็น สัจจะ คือความจริงนี้
จึงหลงคิดไปว่า สิ่งนั้นมี สิ่งนั้นไม่มี สิ่งนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เพราะหลงไปจึงคิดว่า มีเรา มีเขา มีความมี มีความไม่มี
เกิดความชอบ ความไม่ขอบ
เกิดความพอใจ ไม่พอใจ
สรรพสิ่งจึงวิ่งวน ระหว่างมีกับไม่มี ทั้งที่มันเป็นสิ่งเดียวกัน
ยิ่งวิ่งวนยิ่งไม่เห็น
จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อรู้จักหยุด รู้จักพอ
=== ไอส์ไตน์ พูดแต่เรื่องรูป แต่ของพุทธมีทั้งรูปและนาม ผมเพิ่งตีโจทย์แตกเมื่อไม่นานมานี้เอง บทสรุปนี้ จะทำให้เข้าใจเรื่องของ กรรม มากขึ้นถึงเหตุผลว่าทำไมศาสนาพุทธถึงบอกว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แถมยังได้ในสัดส่วนที่เท่ากันอีกต่างหาก คือทำดีมากก็ได้ผลดีมาก ฝากให้คิดก่อนว่าเพราะอะไรเดี๋ยวจะมาเฉลย
==== คือเมื่อก่อนเขาบอกว่า ไตรลักษณ์ คือลักษณะ ๓ อย่าง มันก็จบไง เขาไม่ได้บอกต่อว่าทำไม ทำไมมันถึงไม่เที่ยง ทำไมมันถึงไม่ทน ทำไมมันถึงไม่มีตัวตนเป็นแก่นสาร เมื่อก่อนก็จบอยู่แค่นี้ ถือเป็นบทสรุปสุดท้ายห้ามเถียง เกิดอะไรก็บอกว่ามันเป็นลักษณะอย่างนั้นเอง เพิ่งคิดได้จากปัญหาเรื่องการเกิดโลก ที่วิทยาศาสตร์เขาค้นหาต้นเหตุของมวล จนถึงอนุภาคพระเจ้า (ฮิค) เขาบอกว่ามวลเกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่มวล มันเลยกระตุกให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ เอามาเผยแพร่ให้คิดเล่นๆ เผื่อจะมีประโยชน์หรือจะได้เข้าใจพุทธมากขึ้น ในแง่ที่ว่า มันมีเหตุผลอย่างไร ที่พุทธไม่พูดเรื่องพวกนี้ ก็เพราะมันเข้าใจยากและบางครั้งก็ขัดกับหลักตรรกะ เช่น มีกับไม่มีคือสิ่งเดียวกัน ต้องมองว่ามันเป็นสูตรคณิตศาสตร์อย่างหนึ่งที่เป็นเหมือนจำนวนอตรรกยะ ไอส์ไตน์จริงๆ ก็คิดไม่ได้หรอก แต่เริ่มจากสูตรคณิตศาสตร์แก้ไปเรื่อยจนได้ข้อสรุป ที่คิดได้ยังไม่เคยเห็นใครพูดแบบนี้นะ แต่ถ้าเอาไปเทียบกันจะเห็นว่าเข้ากันได้ เป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นเหตุผลได้อย่างประหลาด จึงสรุปได้ว่า เป็นสูตรที่ใช้ได้
-------------=========แล้วเรื่องที่ว่ามีกับไม่มีคือสิ่งเดียวกันเกี่ยวกับ กรรมและผลของกรรมอย่างไร
เรื่องมีเท่ากับไม่มี(อันเดียวกัน) ความจริงมีพูดหลายๆ ที่ ในพุทธก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ได้ความคิดขึ้นมาจากการสังเกตสิ่งรอบตัวว่าทุกอย่างเป็นของคู่ มีร้อน มีเย็น มีมืด มีสว่าง ฯลฯ ดังนั้น เมื่อมีทุกข์ ต้องมีสภาพไร้ทุกข์ เป็นที่มาของการออกแสวงหาทางดับทุกข์ ในเต๋าก็พูดเรื่องทวิลักษณะ เหมือนกันจนเป็นที่มาของสัญลักษณ์หยินหยาง เรื่องพวกนี้เต๋าจะพูดไว้เยอะในคัมภีร์เต๋า ในวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งค้นพบหรืออย่างน้อยก็ในทางทฤษฎีว่า มีสสาร มีแอนตี้สสาร มีพลังงานก็มีพลังงานมืด หรือพื้นๆ ก็คือ มีกริยา ก็มีปฏิกิริยา ในจำนวนที่เท่าๆ กัน นี่คือสิ่งบอกใบ้ว่า สรรพสิ่งนั้น เป็นศูนย์ แต่ไม่ใช่ศูนย์ แบบไม่มีอะไรเลย ให้นึกถึงจำนวนจินตภาพ ไม่ต้องคิดตาม แต่ให้รู้ไว้ในลักษณะเป็นสูตรคณิตศาสตร์ นี่แหละคือสภาพของสรรพสิ่ง (ความจริงมีเรื่องบิ๊กแบงด้วย คือกำเนิดของจักรวาล จากจุดๆหนึ่ง หรือ singularity ซึ่งมีสภาพยิ่งยวดแต่เหมือนไม่มีอะไรเลย)
เรื่องมีคือไม่มี (เพราะเป็นสิ่งเดียวกัน) เทียบสมการได้คือ มี = ไม่มี หรือ 1 = 1(แต่คนละด้าน) เมื่อมาอยู่ด้านเดียวกันก็เป็น 0 แต่ถ้าเอาไปหารกันก็เป็น 1 สรรพสิ่งมีสมการเป็นแบบนี้ จะว่า 0 ก็ใช่ จะว่า 1 ก็ใช่ เหมือนที่ว่า จะว่ามีก็ใช่ จะว่าไม่มีก็ใช่
สรรพสิ่งจึงเกิดแบบเป็นสมการ คือ มีสมดุล ทั้งรูปและนาม รูปก็เช่น เมื่อออกแรงทำกับอะไรก็ตาม จะมีแรงปฏิกิริยาเท่าๆกัน (ฟิสิกส์) หรือในเรื่องเคมีก็เหมือนกัน เรียกว่า สมการเคมี ระบบต่างๆ ของสรรพสิ่งจะรักษาสมดุลไว้เสมอ สมดุลความเป็นหนึ่ง และศูนย์ หรือมีกับไม่มี
ในเรื่องของกรรม ก็เช่นกัน ไม่พ้นไปจากหลักการนี้ กรรม เป็นการที่จิตกระทำการกับโลกหรือสรรพสิ่ง(รูปนาม) ผ่านทางรูป(กาย วาจา) และนาม(ใจ) ผลของกรรมหรือวิบากกรรมจะเกิดทันทีในสภาพหลักการที่เท่ากันๆ เพื่อรักษาสมดุลที่ว่านั่นเอง (ที่ว่ารักษา ไม่มีใครรักษาหรอกมันเป็นของมันเอง เพราะมันเป็นศูนย์อยู่แล้ว เป็นแต่การเคลื่อนไหวภายใต้ความเป็นศูนย์เท่านั้น) จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ว่า ทำไมทำกรรมดี ถึงได้ผลดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งไม่ใช่พิจารณาแต่ในเรื่องนามคือ เจตนา -ของผู้กระทำเท่านั้น แต่พิจารณาในเรื่องของรูปและนามของผู้ถูกกระทำ ว่ามีค่าต่อระบบโลกหรือมีค่า(คุณค่า)ต่อผู้กระทำหรือโลกโดยรวมด้วย เช่น ทำกรรมกับสัตว์เดรัจฉาน คนธรรมดา ผู้มีพระคุณ พ่อแม่ ผู้มีศีล พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า ก็ไม่เท่ากัน แม้จะด้วยเจตนาที่แรงเท่ากัน ก็เพราะเหตุของการรักษาสมดุลของระบบสรรพสิ่งนั่นแหละ รูปนามพิเศษพวกนี้ มีความเชื่อมโยงกับรูปนามของผู้กระทำในทางที่มีคุณหรือเป็นรูปนามที่มีคุณต่อโลก(รูปนาม) หรือสรรพสิ่ง(ซึ่งต้องรวมผู้กระทำไปด้วยโดยอัตโนมัติ) แตกต่างกัน จึงเป็นเหมือนตัวขยายกรรม ทำให้วิบากกรรมที่มีผลต่อผู้กระทำไม่เท่ากัน (เรื่องพวกนี้พุทธบอกเรื่องกรรมว่าทำกับสิ่งที่ไม่เท่ากัน ให้ผลไม่เหมือนกัน ก็ไม่เคยมีใครอธิบายเหตุผล มีแต่บอกว่า ทำอะไรให้ผลอย่างไร เช่น ฆ่าคนธรรมดาก็บาปธรรมดา แต่ฆ่าพ่อแม่พระอรหันต์ เป็นอนันตริยกรรม และเรื่อง กรรมวิบากกรรมเป็นอจินตไตย ไม่ต้องคิดไม่ต้องสงสัย แต่จริงๆ มันคิดได้แต่ต้องมีสติกำกับ ไม่งั้นนักวิทยาศาสตร์เป็นบ้ากันหมดแล้ว เพราะคิดเรื่องโลก ต้นกำเนิดโลกซึ่งเป็นอจินไตยเหมือนกัน) ทั้งนี้ ก็คือกระบวนการในการรักษาสมดุลนั่นเอง สมดุลของความมีไม่มีที่เป็นอันเดียวกัน .... น่าไปจดลิขสิทธิ์หรือขอรางวัลโนเบลนะเนี่ย เพราะยังไม่เคยเห็นใครอธิบายแบบนี้ (อาจจะมี แต่ยังไม่รู้ว่ามีก็ได้ )
นี่แหละ ทำให้เห็นว่าพุทธมีความเป็นวิทยาศาสตร์ขนาดไหน ใครจะรู้ว่า เรื่อง ไตรลักษณ์ กับเรื่องของวิบากกรรม จะเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสัพพัญญู คือรู้ทุกสิ่งถึงไม่ตอบคำถามเรื่องเกี่ยวกับโลกและกรรม เพราะมันเป็นอจินไตย หรือจำนวนจินตภาพ นั่นเอง