ครอบครัวเรามี 4 คน พ่อ แม่ เราเป็นลูกสาวคนพี่ มีน้องชายอายุห่างกัน 5 ปี
ชีวิตในวัยเด็กก็ไม่มีไรมากมาย มีทะเลาะกันบ้างตามปกติ สองคนพี่น้องก็สนิทกันดี อาจมีเล่นกันจนทะเลาะกันเป็นปกติ
พอมาถึงช่วงเวลาเข้าสู่วัยรุ่น เรา ลูกสาวถูกส่งไปเรียน รร.ประจำที่ต่างจ. กลับบ้านเดือนละ 1-2 ครั้ง ส่วนน้องชายก็เรียนประถมแถวบ้าน พอขึ้นม.1 ก็เรียนรร.ในเมือง ไปกลับทุกวัน ช่วงนั้น เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อมันเริ่มเกเร มีเรื่องทะเลาะกับที่บ้านประจำ เวลาทะเลาะ ก็ชอบเอาเราไปเกี่ยวประจำ (เรา ซึ่งถือว่าเป็นเด็กดี อยู่ในกรอบเรื่องเรียนติดอันดับของรร.ตลอด) อาทิ เวลาเรากลับต้องมีอาหารพิเศษ แต่สำหรับมันไม่เคยมี เวลาจะซื้อไรเค้าซื้อให้ตลอดพอกับมัน ต้องอาละวาสถึงจะซื้อให้ (ถ้าพูดถึงความเป็นจริง เราจะขออะไรสักอย่าง เราคิดก่อนว่ามันมากเกินไปมั้ย อย่างโทรศัพท์ถือว่าจำเป็นเพราะเราเรียนต่างจ. หรืออะไรก็ต้องทำให้ได้ตามเป้าถึงจะได้เหมือนเป็นรางวัลประมาณนี้ ในความคิดเราไม่ค่อยได้อะไรง่ายๆสักอย่าง ) เวลากลับบ้านส่วนใหญ่มีเรื่องทุกที ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเรา จนทำให้เรามักเป็นคนที่เก็บตัว อยู่แต่ในห้องนอน ซึ่งเป็นที่ส่วนตัว
ไม่มีใครมายุ่งเวลาเราอยู่ แต่เวลาที่เราไปเรียน น้องชายมันมานอนในห้องเราตลอด บอกตรงเราเป็นคนไม่ชอบให้ใครมายุ่งของส่วนตัว จนมีเรื่องทะเลาะกันอีก ช่วงหลัง พอเราจะกลับแม่ก็เข้าไปเคลียร์ห้องให้ก่อนเพราะกลัวเกิดปัญหาอีก จนกระทั้ง เราเรียนมหาลัยก็เหมือนเดิมไม่ค่อยได้อยู่บ้าน อยู่หอมหาลัย มีรถมอไซ1คัน ซึ่งมันดีกว่ารร.ประจำเพราะ เรามีอิสระ ช่วงนั้น ซึ่งมันอาละวาดซื้อรถยนต์มือสอง คือเราก็น้อยใจนะ แต่เราเป็นประเภทๆม่พูด เก็บคนเดียว อยู่คนเดียว แต่เวลาอยู่กะเพื่อจะเป็นอีกแบบร่าเริงเฮฮา พอช่วงมันอยู่ม.4 มันถูกไล่ออกจาก รร. ม.4ได้มั่ง กลับบ้านมา บางที่ก็ดี บางที่ก็อาละวาดมีทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเรา (แต่ก็เอาเราไปเปรียบเทียบด้วยตลอด)แต่ส่วนใหญ่เราจะเลี่ยง กลับบ้านก็อยู่บนห้อง ไม่ก็ออกบ้านญาติ ช่วงนั้นก็คุยปกติ แล้วเรามีแฟน มาสักพัก และพามารู้จักที่บ้าน สุดท้ายก็มีเรื่องอีก อาละวาดกับแม่บอกไม่ให้แฟนเรามาที่บ้าน ทั้งที่แรกๆก็คุยกันดีๆ แม่ก็ไม่รู้จะบอกเรายังไง เก็บไว้คนเดียว แล้ววันนั้น แฟนเรามาที่บ้าน เป็นเรื่อง มันชักปืนออกมา จะไปยิงขู่แฟนเรา
ดีที่แม่รู้ก่อน ไม่ทันได้เข้าบ้าน ญาติๆผู้ชายจับมันประมาณ4คนได้มั่ง แล้วมีลุงโดนมันแตะที่ขานวดกันอยู่เป็น2-3อาทิตย์ เราทำเป็นชวนไปบ้านญาติ รอดไป ดีที่แฟนเราไม่รู้เรื่อง เพราะอารมร้อนไม่ยอมใครเช่น หลังจากนั้น แม่เราโทรไปบอกว่าอย่ามาที่บ้าน เราทุกข์มาก เวลาจะพบ เราไปหาเองตลอด มีช่วงนึ่งเรากลับไปมหาลัยคงเครียดมากไป ร้องจนเกิดอาการชัก ไฮเปอร์เวนเตอเรชัน ดีที่เมดเราเรียนด้านศาสตร์แพทย์ เอาถุงมาครอบปากเราจนคลายลง หลังจากนั้นเราไม่กลับบ้านนานมาก3-4เดือนได้มั่ง ซึ่งแม่ก็ไม่เคยถามและไม่เคยบอกให้กลับบ้านเลย เราน้อยใจมาก ไม่มีตังก็ไม่โทรไปหา จ่ายเงินที่เก็บไป ประหยัดเอาบ้าง บ้างทีซื้อผักมาแกงจืดไม่กินข้าว อยู่2วัน คือเราไม่โทรกลับบ้านเลย รอให้เค้าโทรมาอย่างเดียวและรอจนเค้าถามว่ามีตังส์อีกหรือเปล่าถึงบอกว่าไม่มี แม่พูดมาคำนึ่ง ขนาดหมดตังส์ก็ไม่คิดจะโทรมาขอเลยใช่มั้ย แล้วกินอะไร แล้วเราก็ร้อง ฟังเหมือนแม่ก็ร้อง แล้วก็วาง เราก็เที่ยวทุกวัน ไม่ก็อยู่กับเพื่อนตลอด และเพื่อนก็พยายามไม่ให้เราอยู่คนเดียวเหมือนกัน.... กว่าจะผ่านจุดตรงนั้นมาได้ ทรมารมาก ไมเกรนประจำ แถมเรียนหนักอีก .....จำได้ แม่มาหาเราแค่ครั้งเดียว หลังวันเกิดเรา1วัน และที่สำคัญเค้ามาเพื่อจุดประสงค์อื่น มาให้วันเกิดเราแค่ผลพลอยได้น้อยใจมากกกก.....แรกๆดีใจมากที่เค้ายังไม่ลืมเรา.....ช่วงนั้นเราเข้าหอก่อนกำหนดหอเปิด และอยู่เลยกำหนดหอปิดประจำภาคเรียน พอถึงกำหนดปิดหอเราไปเที่ยวภาคอีสานกะเพื่อน คือช่วงนั้นใช่เงินเยอะมากแต่เค้าก็ไม่บ่นสักคำและคงไม่มีปัญหาการเงินด้วย คือเราไม่อยากกลับบ้าน......พอกลับจากอีสาน นอนบ้านคืนนึ่ง ไม่ทันได้เห็นใคร เช้าก็กลับมหาลัยเลย......จนเป็นเรื่องธรรมดา ที่เรากลับบ้าน1-2เดือนครั้ง ซึ่งบ้านเรากับมหาลัยไม่ถือว่าไกลมาก แค่ข้ามจ.เดียวเอง
แล้วผ่านได้จน มันเริ่มผ่อนลงแฟนเราก็มาที่บ้านได้ แล้วมันก็แต่งงาน แฟนเราก็มาช่วยงาน แล้วผ่านไปแล้ว..แล้วก็ไม่สิ้นสุด มีเรื่องตลอด... มีเรื่องแล้ว พาลมาตลอด....คือเราเหนื่อย เราไม่รู้ว่าทำไมต้องมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตเราขนาดมีครอบครัวไปแล้ว แม่ก็ซื้อบ้านให้ แยกไปอยู่ เมียมันทำงานแต่มันไม่ทำไรสักอย่างกินกะนอน เงินที่จะจ่ายเหรอ แม่หักกำไรจากธุระกิจเล็กๆของที่บ้านให้ทุกวัน ซึ่งเราไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุระกิจนี้เลย บอกตามตรงกลัวมีปัญหา รำคาญแต่มันก็กลับมาที่บ้านทุกวันหยุดของเมียมัน...คือมีครอบครัวแล้วควรแยกไปได้แล้วป่ะ และอีกอย่างหลังจากเกิดเรื่องเราไม่เคยคุยกับมันเลย แต่มีมั่งอ่านะที่ คือเรามันคนใจอ่อน แบบมันจะสอบตำรวจ(เรียนกสน.จนจบม.6แระ) คือเรารู้นิสัยมันไง
เห็นเสื้อตากอยู่ ถุงเท้า คือจะไปสอบพรุ้งนี้ คืนนั้นกางเกงยังไม่รู้อยู่ไหน คิดว่ามันคงหากางเกงวอมกันวุ่นแน่หัวรุ่ง จำได้เราเคย
สอบมีกางเกงวอมอยู่ คือไซใกล้เคียงกัน เลยเอามาวางไว้ให้ที่รีดผ้า คือยังไงมันต้องเห็นแต่ไม่มีการบอกการพูด แล้วสุดท้ายก็จริง
คือจะไปสอบยังไม่รู้เลยว่าเค้าไม่ให้ใส่ถุงเท้า เฮ้ย! คือคืนก่อนที่จะสอบมันก็อาละวาดอะไรไม่รู้ แล้วมาพาดพิงถึงเราอีกตามเคย
เรานั่งอยู่ในครัว กินขนมของเราไปไม่สนใจแต่ในใจนิกลัวจะตายอยู่แล้ว กลัวว่าอยู่ๆมันจะมาทำร้ายเรา เคยมีเหตุการนี้มาแล้วไง
แต่ยังดีที่ไม่โดนในวันนี้แต่มัน จะเอาน้ำในตู้เย็น มันกินเสร็จมันก็เอาชั้นวางของในตู้เย็นออกมาเคลื่อนบ้าน มันวางให้น้ำหกราดในตู้เย็น
แถมมคำรามเฮ้ยฮาย อะไรไม่รู้ เสียวสันหลังมาก ถ้าอยู่ๆมันมาแตะที่หลังกานคอทำไง พอมันกลับเข้าห้อง คือตอนนั้นก็นั่งอยู่กะเมียมัน
ซึ่งก็นั่งเงียบเช่นกัน ก็ทำใจดีสู้เสือพูดกะเมียมันว่า ไปดูทีแล้วเก็บด้วย พอหลังจากนั้น เราก็คิดต้องอพยพตัวเองชั่วคราวแล้วล่ะ
ยังไม่ทันไป แม่ก็เข้ามาในครัว บอกเรา ให้ไปบ้านญาติก่อนบ้านพี่สาวอยู่ไม่ไกลกัน ...พอไปถึงก็พยายามทำปกติ พูดคุยกะเค้า
แต่ถึงยังไงเค้าก็สงสัยแหละเพราะเราไม่ค่อยไปช่วงค่ำๆ พอเค้าทำกิจของเค้า เรานั่งเล่นโทรศัพท์สุดท้ายก็คลั้นน้ำตาไม่ไหวร้องออกมา พอดีพี่สาวหันมาเห็นพอดีถามว่าทำไม คือเราก็ไม่อยากพูดนะ เค้าก็ไม่ถามไม่พูดไรต่อ แล้วก็ทำเราชวนคุยเรื่องอื่นไป สุดท้ายคืนนั้เราได้กลับบ้านเกือบ3ทุ่มคือแม่โทรมาแล้วบอกว่า กลับมาได้แล้วพอกลับมาถึงเราก็เข้าห้องเลย....ถ้าใครเจอแบบเราจะทำไง บอกหน่อยเหอะ ไม่รู้อีทำยังไงแล้ว
เมื่อก่อนเราก็มีตอบโต้บ้าง แต่พอหันมาเห็นพ่อกะแม่ คือนะ.....เค้ายิ่งกว่าเราอีก ....กาลเวลาทำให้เราโตขึ้นจริงๆ
แล้วตอนนี้ เรามีแพลนจะแต่งงาน แต่งเข้าบ้าน คือเรากลัว จะทำไงล่ะ ในเมื่อ3วันดี4วันร้าย จะให้เราแยกออกไปอยู่ที่อื่น
แล้วพ่อแม่ล่ะ แก่ไปทุกวันแถมดื้อยังกะอะไรดี ขนาดตรวจสุขภาพกว่าจะเกลี่ยกล่อมให้ตรวจสักทีทำเราเหนื่อย
....บางที อยากออกไปอยู่ข้างนอก คือหนีปัญหาอ่ะไม่อยากรับรู้แระ แต่ก็นะสงสารเค้าอีกเดี่ยวก็น้อยใจว่าเราไม่อยากดูแลอีก
เราเหนื่อย.....บอกไม่ถูก....เมื่อไรมันจะโต
ควรทำยังไงดี...
ชีวิตในวัยเด็กก็ไม่มีไรมากมาย มีทะเลาะกันบ้างตามปกติ สองคนพี่น้องก็สนิทกันดี อาจมีเล่นกันจนทะเลาะกันเป็นปกติ
พอมาถึงช่วงเวลาเข้าสู่วัยรุ่น เรา ลูกสาวถูกส่งไปเรียน รร.ประจำที่ต่างจ. กลับบ้านเดือนละ 1-2 ครั้ง ส่วนน้องชายก็เรียนประถมแถวบ้าน พอขึ้นม.1 ก็เรียนรร.ในเมือง ไปกลับทุกวัน ช่วงนั้น เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อมันเริ่มเกเร มีเรื่องทะเลาะกับที่บ้านประจำ เวลาทะเลาะ ก็ชอบเอาเราไปเกี่ยวประจำ (เรา ซึ่งถือว่าเป็นเด็กดี อยู่ในกรอบเรื่องเรียนติดอันดับของรร.ตลอด) อาทิ เวลาเรากลับต้องมีอาหารพิเศษ แต่สำหรับมันไม่เคยมี เวลาจะซื้อไรเค้าซื้อให้ตลอดพอกับมัน ต้องอาละวาสถึงจะซื้อให้ (ถ้าพูดถึงความเป็นจริง เราจะขออะไรสักอย่าง เราคิดก่อนว่ามันมากเกินไปมั้ย อย่างโทรศัพท์ถือว่าจำเป็นเพราะเราเรียนต่างจ. หรืออะไรก็ต้องทำให้ได้ตามเป้าถึงจะได้เหมือนเป็นรางวัลประมาณนี้ ในความคิดเราไม่ค่อยได้อะไรง่ายๆสักอย่าง ) เวลากลับบ้านส่วนใหญ่มีเรื่องทุกที ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเรา จนทำให้เรามักเป็นคนที่เก็บตัว อยู่แต่ในห้องนอน ซึ่งเป็นที่ส่วนตัว
ไม่มีใครมายุ่งเวลาเราอยู่ แต่เวลาที่เราไปเรียน น้องชายมันมานอนในห้องเราตลอด บอกตรงเราเป็นคนไม่ชอบให้ใครมายุ่งของส่วนตัว จนมีเรื่องทะเลาะกันอีก ช่วงหลัง พอเราจะกลับแม่ก็เข้าไปเคลียร์ห้องให้ก่อนเพราะกลัวเกิดปัญหาอีก จนกระทั้ง เราเรียนมหาลัยก็เหมือนเดิมไม่ค่อยได้อยู่บ้าน อยู่หอมหาลัย มีรถมอไซ1คัน ซึ่งมันดีกว่ารร.ประจำเพราะ เรามีอิสระ ช่วงนั้น ซึ่งมันอาละวาดซื้อรถยนต์มือสอง คือเราก็น้อยใจนะ แต่เราเป็นประเภทๆม่พูด เก็บคนเดียว อยู่คนเดียว แต่เวลาอยู่กะเพื่อจะเป็นอีกแบบร่าเริงเฮฮา พอช่วงมันอยู่ม.4 มันถูกไล่ออกจาก รร. ม.4ได้มั่ง กลับบ้านมา บางที่ก็ดี บางที่ก็อาละวาดมีทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเรา (แต่ก็เอาเราไปเปรียบเทียบด้วยตลอด)แต่ส่วนใหญ่เราจะเลี่ยง กลับบ้านก็อยู่บนห้อง ไม่ก็ออกบ้านญาติ ช่วงนั้นก็คุยปกติ แล้วเรามีแฟน มาสักพัก และพามารู้จักที่บ้าน สุดท้ายก็มีเรื่องอีก อาละวาดกับแม่บอกไม่ให้แฟนเรามาที่บ้าน ทั้งที่แรกๆก็คุยกันดีๆ แม่ก็ไม่รู้จะบอกเรายังไง เก็บไว้คนเดียว แล้ววันนั้น แฟนเรามาที่บ้าน เป็นเรื่อง มันชักปืนออกมา จะไปยิงขู่แฟนเรา
ดีที่แม่รู้ก่อน ไม่ทันได้เข้าบ้าน ญาติๆผู้ชายจับมันประมาณ4คนได้มั่ง แล้วมีลุงโดนมันแตะที่ขานวดกันอยู่เป็น2-3อาทิตย์ เราทำเป็นชวนไปบ้านญาติ รอดไป ดีที่แฟนเราไม่รู้เรื่อง เพราะอารมร้อนไม่ยอมใครเช่น หลังจากนั้น แม่เราโทรไปบอกว่าอย่ามาที่บ้าน เราทุกข์มาก เวลาจะพบ เราไปหาเองตลอด มีช่วงนึ่งเรากลับไปมหาลัยคงเครียดมากไป ร้องจนเกิดอาการชัก ไฮเปอร์เวนเตอเรชัน ดีที่เมดเราเรียนด้านศาสตร์แพทย์ เอาถุงมาครอบปากเราจนคลายลง หลังจากนั้นเราไม่กลับบ้านนานมาก3-4เดือนได้มั่ง ซึ่งแม่ก็ไม่เคยถามและไม่เคยบอกให้กลับบ้านเลย เราน้อยใจมาก ไม่มีตังก็ไม่โทรไปหา จ่ายเงินที่เก็บไป ประหยัดเอาบ้าง บ้างทีซื้อผักมาแกงจืดไม่กินข้าว อยู่2วัน คือเราไม่โทรกลับบ้านเลย รอให้เค้าโทรมาอย่างเดียวและรอจนเค้าถามว่ามีตังส์อีกหรือเปล่าถึงบอกว่าไม่มี แม่พูดมาคำนึ่ง ขนาดหมดตังส์ก็ไม่คิดจะโทรมาขอเลยใช่มั้ย แล้วกินอะไร แล้วเราก็ร้อง ฟังเหมือนแม่ก็ร้อง แล้วก็วาง เราก็เที่ยวทุกวัน ไม่ก็อยู่กับเพื่อนตลอด และเพื่อนก็พยายามไม่ให้เราอยู่คนเดียวเหมือนกัน.... กว่าจะผ่านจุดตรงนั้นมาได้ ทรมารมาก ไมเกรนประจำ แถมเรียนหนักอีก .....จำได้ แม่มาหาเราแค่ครั้งเดียว หลังวันเกิดเรา1วัน และที่สำคัญเค้ามาเพื่อจุดประสงค์อื่น มาให้วันเกิดเราแค่ผลพลอยได้น้อยใจมากกกก.....แรกๆดีใจมากที่เค้ายังไม่ลืมเรา.....ช่วงนั้นเราเข้าหอก่อนกำหนดหอเปิด และอยู่เลยกำหนดหอปิดประจำภาคเรียน พอถึงกำหนดปิดหอเราไปเที่ยวภาคอีสานกะเพื่อน คือช่วงนั้นใช่เงินเยอะมากแต่เค้าก็ไม่บ่นสักคำและคงไม่มีปัญหาการเงินด้วย คือเราไม่อยากกลับบ้าน......พอกลับจากอีสาน นอนบ้านคืนนึ่ง ไม่ทันได้เห็นใคร เช้าก็กลับมหาลัยเลย......จนเป็นเรื่องธรรมดา ที่เรากลับบ้าน1-2เดือนครั้ง ซึ่งบ้านเรากับมหาลัยไม่ถือว่าไกลมาก แค่ข้ามจ.เดียวเอง
แล้วผ่านได้จน มันเริ่มผ่อนลงแฟนเราก็มาที่บ้านได้ แล้วมันก็แต่งงาน แฟนเราก็มาช่วยงาน แล้วผ่านไปแล้ว..แล้วก็ไม่สิ้นสุด มีเรื่องตลอด... มีเรื่องแล้ว พาลมาตลอด....คือเราเหนื่อย เราไม่รู้ว่าทำไมต้องมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตเราขนาดมีครอบครัวไปแล้ว แม่ก็ซื้อบ้านให้ แยกไปอยู่ เมียมันทำงานแต่มันไม่ทำไรสักอย่างกินกะนอน เงินที่จะจ่ายเหรอ แม่หักกำไรจากธุระกิจเล็กๆของที่บ้านให้ทุกวัน ซึ่งเราไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุระกิจนี้เลย บอกตามตรงกลัวมีปัญหา รำคาญแต่มันก็กลับมาที่บ้านทุกวันหยุดของเมียมัน...คือมีครอบครัวแล้วควรแยกไปได้แล้วป่ะ และอีกอย่างหลังจากเกิดเรื่องเราไม่เคยคุยกับมันเลย แต่มีมั่งอ่านะที่ คือเรามันคนใจอ่อน แบบมันจะสอบตำรวจ(เรียนกสน.จนจบม.6แระ) คือเรารู้นิสัยมันไง
เห็นเสื้อตากอยู่ ถุงเท้า คือจะไปสอบพรุ้งนี้ คืนนั้นกางเกงยังไม่รู้อยู่ไหน คิดว่ามันคงหากางเกงวอมกันวุ่นแน่หัวรุ่ง จำได้เราเคย
สอบมีกางเกงวอมอยู่ คือไซใกล้เคียงกัน เลยเอามาวางไว้ให้ที่รีดผ้า คือยังไงมันต้องเห็นแต่ไม่มีการบอกการพูด แล้วสุดท้ายก็จริง
คือจะไปสอบยังไม่รู้เลยว่าเค้าไม่ให้ใส่ถุงเท้า เฮ้ย! คือคืนก่อนที่จะสอบมันก็อาละวาดอะไรไม่รู้ แล้วมาพาดพิงถึงเราอีกตามเคย
เรานั่งอยู่ในครัว กินขนมของเราไปไม่สนใจแต่ในใจนิกลัวจะตายอยู่แล้ว กลัวว่าอยู่ๆมันจะมาทำร้ายเรา เคยมีเหตุการนี้มาแล้วไง
แต่ยังดีที่ไม่โดนในวันนี้แต่มัน จะเอาน้ำในตู้เย็น มันกินเสร็จมันก็เอาชั้นวางของในตู้เย็นออกมาเคลื่อนบ้าน มันวางให้น้ำหกราดในตู้เย็น
แถมมคำรามเฮ้ยฮาย อะไรไม่รู้ เสียวสันหลังมาก ถ้าอยู่ๆมันมาแตะที่หลังกานคอทำไง พอมันกลับเข้าห้อง คือตอนนั้นก็นั่งอยู่กะเมียมัน
ซึ่งก็นั่งเงียบเช่นกัน ก็ทำใจดีสู้เสือพูดกะเมียมันว่า ไปดูทีแล้วเก็บด้วย พอหลังจากนั้น เราก็คิดต้องอพยพตัวเองชั่วคราวแล้วล่ะ
ยังไม่ทันไป แม่ก็เข้ามาในครัว บอกเรา ให้ไปบ้านญาติก่อนบ้านพี่สาวอยู่ไม่ไกลกัน ...พอไปถึงก็พยายามทำปกติ พูดคุยกะเค้า
แต่ถึงยังไงเค้าก็สงสัยแหละเพราะเราไม่ค่อยไปช่วงค่ำๆ พอเค้าทำกิจของเค้า เรานั่งเล่นโทรศัพท์สุดท้ายก็คลั้นน้ำตาไม่ไหวร้องออกมา พอดีพี่สาวหันมาเห็นพอดีถามว่าทำไม คือเราก็ไม่อยากพูดนะ เค้าก็ไม่ถามไม่พูดไรต่อ แล้วก็ทำเราชวนคุยเรื่องอื่นไป สุดท้ายคืนนั้เราได้กลับบ้านเกือบ3ทุ่มคือแม่โทรมาแล้วบอกว่า กลับมาได้แล้วพอกลับมาถึงเราก็เข้าห้องเลย....ถ้าใครเจอแบบเราจะทำไง บอกหน่อยเหอะ ไม่รู้อีทำยังไงแล้ว
เมื่อก่อนเราก็มีตอบโต้บ้าง แต่พอหันมาเห็นพ่อกะแม่ คือนะ.....เค้ายิ่งกว่าเราอีก ....กาลเวลาทำให้เราโตขึ้นจริงๆ
แล้วตอนนี้ เรามีแพลนจะแต่งงาน แต่งเข้าบ้าน คือเรากลัว จะทำไงล่ะ ในเมื่อ3วันดี4วันร้าย จะให้เราแยกออกไปอยู่ที่อื่น
แล้วพ่อแม่ล่ะ แก่ไปทุกวันแถมดื้อยังกะอะไรดี ขนาดตรวจสุขภาพกว่าจะเกลี่ยกล่อมให้ตรวจสักทีทำเราเหนื่อย
....บางที อยากออกไปอยู่ข้างนอก คือหนีปัญหาอ่ะไม่อยากรับรู้แระ แต่ก็นะสงสารเค้าอีกเดี่ยวก็น้อยใจว่าเราไม่อยากดูแลอีก
เราเหนื่อย.....บอกไม่ถูก....เมื่อไรมันจะโต