ชาวพุทธที่ไม่ได้ศึกษาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ก็จะมีความเชื่อกัน (ผิดๆ) ว่าการมีดวงตาเห็นธรรมนั้นจะต้องนั่งหรือเดินฝึกสมาธิมากๆและอ่านตำรามากๆ แล้วก็พิจารณาตามตำรา รวมทั้งเชื่อตำรา จึงจะเกิดดวงตาเห็นธรรม
แต่ในความเป็นจริงนั้นการเกิดวงตาเห็นธรรมก็คือการเกิดปัญญาเห็นแจ้งในหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าว่าดับทุกข์ได้จริง โดยการเห็นแจ้งนี้จะต้องมีหลักการศึกษาและปฏิบัติไปตามลำดับ คือต้องค่อยๆศึกษาจากพื้นฐานไปสู่ยอด และมีการพิสูจน์หรือทดลองอย่างจริงจัง จึงจะเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้ ซึ่งหลักในการศึกษานั้นก็พอจะสรุปได้ดังนี้
๑. ต้องเห็นว่า ความทุกข์ คือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ซึ่งความทุกข์นี้คือความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน (ไม่ใช่ความทุกข์ทางกาย เพราะจิตใจสำคัญกว่าร่างกาย) ซึ่งก็ได้แก่ ความเศร้าโศก หรือความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความไม่สบายใจ เป็นต้น (นี่คือความทุกข์ในอริยสัจ ๔) ถ้าเราจะสามารถมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความทุกข์ทางใจนี้เลยได้ ก็นับว่าเรานั้นเป็นผู้ที่โชคดีอย่างที่สุดแล้ว ซึ่งจุดเริ่มต้นนี้เราต้องอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องอื่น คือให้มาสนใจเรื่องทุกข์นี้ก่อนว่า มันจริงหรือไม่ที่ว่าความทุกข์ทางใจนี้คือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน? โดยเราต้องเอาเรื่องความทุกข์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตมาพิจารณา รวมทั้งเพ่งดูความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่จริงในขณะนี้ (ถ้ามี) และยังต้องใช้จินตนาการถึงอนาคตว่ามันจะต้องเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน (เช่นเมื่อเราแก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก ผิดหวัง เป็นต้น) ถ้าเข้าใจและเห็นแจ้งแล้วว่าความทุกข์ของจิตใจนี้คือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนแล้ว จึงจะเลื่อนระดับไปศึกษาเรื่องที่สูงขึ้นได้ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับก็จะไม่สามารถเลื่อนไปศึกษาระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ และเมื่อเข้าใจและเห็นแจ้งแล้วว่าความทุกข์ใจคือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนแล้ว เราจะต้องยึดหลักนี้ไว้ให้ดี เพราะการศึกษาและปฏิบัติต่อไปนี้ของเราทั้งหมด จะมุ่งไปที่เพื่อแก้ไขปัญหาใหญ่หลวงที่สุดนี้เท่านั้น คือเพื่อดับทุกข์ของจิตใจนี้เท่านั้น (ไม่ใช่ศึกษาเพื่อหวังเรื่องทางกามารมณ์ เรื่องทางวัตถุ หรือเรื่องทางเกียรติยศชื่อเสียง อย่างที่ชาวโลกเขาทำกัน) ส่วนขั้นต่อไปก็คือ
๒. ต้องเข้าใจว่า ความทุกข์ทางกายนั้นมันเป็นธรรมชาติที่ไม่มีใครจะแก้ไขหรือดับมันได้ (เช่นร่างกายแก่ เจ็บ ตาย คนรักจากไป เป็นต้น) แต่ความทุกข์ทางใจนั้นมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการที่จิตใจที่คิดนึกหรือปรุงแต่งให้เกิดขึ้น (หรือจินตนาการ) ขึ้นมาเอง ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่สามารถที่จะแก้ไขหรือดับมันได้ ซึ่งวิธีการดับก็คือ หยุดการปรุงแต่งคิดนึกหรือจินตนาการนี้ให้ได้ ถ้าทำได้ทุกข์มันก็ดับ (ขั้นนี้เรายอมรับหรือเปล่า? ถ้ายอมรับก็ผ่าน ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ผ่าน)
๓. เมื่อยอมรับว่าความทุกข์ทางใจนี้มันเกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของจิต และสามารถดับได้โดยการหยุดการปรุงแต่งของจิตแล้ว ปัญหาต่อไปก็คือ เราไม่สามารถหยุดการปรุงแต่งของจิตที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจนี้ได้ (ซึ่งจุดนี้คิดว่าใครๆก็เข้าใจ แต่ไม่รู้วิธีการดับมันอย่างถูกต้องเท่านั้น) ซึ่งนี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือสอนวิธีการดับทุกข์ทางใจนี้ โดยใช้ปัญญา ศีล สมาธิ มาทำงานร่วมกัน (เอาละนี่คือการปูพื้นฐานก่อน เพื่อให้เข้าใจหลักพื้นฐานแล้วจึงค่อยเลื่อนไปศึกษาเรื่อง ปัญญา ศีล สมาธิอีกที)
๔. เรื่องศีลนั้นก็คือ การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย ซึ่งสรุปอยู่ที่การมีเจตนาที่จะไม่เบียดเบียน ชีวิต ทรัพย์สิน และกามารมณ์ของผู้อื่น รวมทั้งการไม่พูดโกหก หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ซึ่งเราก็ตั้งใจปฏิบัติเอาเองได้
๕. ส่วนสมาธิก็คือ การที่เรามีความตั้งใจอยู่เสมอในการคิด พูด และกระทำทางกาย ซึ่งจิตที่มีสมาธิที่ถูกต้อง (สัมมาสมาธิ) จะมีลักษณะ บริสุทธิ์จากกิเลส ตั้งมั่นเข้มแข็ง อ่อนโยน (โดยศัตรูของสมาธิก็คือกิเลสและนิวรณ์ ซึ่งเราก็ต้องศึกษาเรื่องกิเลสและนิวรณ์นี้ให้เข้าใจด้วย ถ้าเป็นสมาธิหรือความตั้งใจด้วยกิเลสก็จัดเป็นสมาธิผิดหรือมิจฉาสมาธิ) ซึ่งเราสามารถฝึกฝนสมาธิได้ทั้งจากการตั้งใจคิด พูด ทำ ของเราในชีวิตประจำวัน และจากการตั้งใจเพ่งหรือกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยมีการกำหนดการหายใจของเราเองควบคู่ไปด้วยอยู่ตลอดเวลา (ที่เรียกว่าอานาปานสติ) ก็ได้
๖. ที่นี้เรื่องสำคัญที่สุดก็คือเรื่องปัญญา ที่หมายถึง ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ และเท่าที่ควรจะรู้ (ไม่ใช่จะต้องรู้ไปเสียหมดทุกเรื่องซึ่งเป็นไปไม่ได้) โดยเรื่องที่ควรรู้นั้นก็สรุปอยู่ที่เรื่อง การดับทุกข์ (ทางใจอย่างที่ได้บอกไว้แล้วตั้งแต่ต้น) ซึ่งก็คือเรื่องอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง ซึ่งหลักปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ของอริสัจ ๔ นั้นสรุปอยู่ที่ ปัญญา ศีล สมาธินี่เอง และเรื่องที่สำคัญที่ควรรู้ที่สุดก็คือเรื่องปัญญานี่เอง เพราะปัญญาก็คือหัวใจของอริยสัจ ๔ อีกทีหนึ่ง
๗. ปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ ซึ่งสิ่งที่ควรจะรู้นั้นก็คือ ความรู้ที่จะทำให้ความทุกข์ดับลงได้ (ไม่ว่าจะอย่างชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม) ซึ่งความรู้ที่จะทำให้ความทุกข์ดับลงได้นั้นก็คือ ความรู้เรื่องพื้นฐานของชีวิตและโลก ซึ่งความรู้นี้จะต้องรู้จากฟังหรืออ่านมา อย่างถูกต้องก่อน แล้วนำมาคิดพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล จนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วนำมาพิสูจน์หรือทดลองปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนเกิดความเห็นแจ้ง (หรือเห็นจริง) ขึ้นมาในที่สุด (ซึ่งนี่ก็คือหลักวิทยาศาสตร์นั่นเอง) เราจะเอาความเชื่อจากตำราหรือจากใครๆหรือแม้จากเหตุผลหรือจากสามัญสำนึกของเราเองมาเป็นความรู้ของปัญญาไม่ได้ เพราะความเชื่อยังเป็นแค่ความมั่นใจว่าจะเป็นจริงเท่านั้น ดังนั้นความเชื่อจึงยังไม่ใช่ปัญญา ที่จะนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้
ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อกับความจริง เรื่องดวงตาเห็นธรรม
แต่ในความเป็นจริงนั้นการเกิดวงตาเห็นธรรมก็คือการเกิดปัญญาเห็นแจ้งในหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าว่าดับทุกข์ได้จริง โดยการเห็นแจ้งนี้จะต้องมีหลักการศึกษาและปฏิบัติไปตามลำดับ คือต้องค่อยๆศึกษาจากพื้นฐานไปสู่ยอด และมีการพิสูจน์หรือทดลองอย่างจริงจัง จึงจะเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้ ซึ่งหลักในการศึกษานั้นก็พอจะสรุปได้ดังนี้
๑. ต้องเห็นว่า ความทุกข์ คือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ซึ่งความทุกข์นี้คือความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน (ไม่ใช่ความทุกข์ทางกาย เพราะจิตใจสำคัญกว่าร่างกาย) ซึ่งก็ได้แก่ ความเศร้าโศก หรือความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความไม่สบายใจ เป็นต้น (นี่คือความทุกข์ในอริยสัจ ๔) ถ้าเราจะสามารถมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความทุกข์ทางใจนี้เลยได้ ก็นับว่าเรานั้นเป็นผู้ที่โชคดีอย่างที่สุดแล้ว ซึ่งจุดเริ่มต้นนี้เราต้องอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องอื่น คือให้มาสนใจเรื่องทุกข์นี้ก่อนว่า มันจริงหรือไม่ที่ว่าความทุกข์ทางใจนี้คือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน? โดยเราต้องเอาเรื่องความทุกข์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตมาพิจารณา รวมทั้งเพ่งดูความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่จริงในขณะนี้ (ถ้ามี) และยังต้องใช้จินตนาการถึงอนาคตว่ามันจะต้องเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน (เช่นเมื่อเราแก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก ผิดหวัง เป็นต้น) ถ้าเข้าใจและเห็นแจ้งแล้วว่าความทุกข์ของจิตใจนี้คือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนแล้ว จึงจะเลื่อนระดับไปศึกษาเรื่องที่สูงขึ้นได้ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับก็จะไม่สามารถเลื่อนไปศึกษาระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ และเมื่อเข้าใจและเห็นแจ้งแล้วว่าความทุกข์ใจคือปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนแล้ว เราจะต้องยึดหลักนี้ไว้ให้ดี เพราะการศึกษาและปฏิบัติต่อไปนี้ของเราทั้งหมด จะมุ่งไปที่เพื่อแก้ไขปัญหาใหญ่หลวงที่สุดนี้เท่านั้น คือเพื่อดับทุกข์ของจิตใจนี้เท่านั้น (ไม่ใช่ศึกษาเพื่อหวังเรื่องทางกามารมณ์ เรื่องทางวัตถุ หรือเรื่องทางเกียรติยศชื่อเสียง อย่างที่ชาวโลกเขาทำกัน) ส่วนขั้นต่อไปก็คือ
๒. ต้องเข้าใจว่า ความทุกข์ทางกายนั้นมันเป็นธรรมชาติที่ไม่มีใครจะแก้ไขหรือดับมันได้ (เช่นร่างกายแก่ เจ็บ ตาย คนรักจากไป เป็นต้น) แต่ความทุกข์ทางใจนั้นมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการที่จิตใจที่คิดนึกหรือปรุงแต่งให้เกิดขึ้น (หรือจินตนาการ) ขึ้นมาเอง ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่สามารถที่จะแก้ไขหรือดับมันได้ ซึ่งวิธีการดับก็คือ หยุดการปรุงแต่งคิดนึกหรือจินตนาการนี้ให้ได้ ถ้าทำได้ทุกข์มันก็ดับ (ขั้นนี้เรายอมรับหรือเปล่า? ถ้ายอมรับก็ผ่าน ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ผ่าน)
๓. เมื่อยอมรับว่าความทุกข์ทางใจนี้มันเกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของจิต และสามารถดับได้โดยการหยุดการปรุงแต่งของจิตแล้ว ปัญหาต่อไปก็คือ เราไม่สามารถหยุดการปรุงแต่งของจิตที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจนี้ได้ (ซึ่งจุดนี้คิดว่าใครๆก็เข้าใจ แต่ไม่รู้วิธีการดับมันอย่างถูกต้องเท่านั้น) ซึ่งนี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือสอนวิธีการดับทุกข์ทางใจนี้ โดยใช้ปัญญา ศีล สมาธิ มาทำงานร่วมกัน (เอาละนี่คือการปูพื้นฐานก่อน เพื่อให้เข้าใจหลักพื้นฐานแล้วจึงค่อยเลื่อนไปศึกษาเรื่อง ปัญญา ศีล สมาธิอีกที)
๔. เรื่องศีลนั้นก็คือ การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย ซึ่งสรุปอยู่ที่การมีเจตนาที่จะไม่เบียดเบียน ชีวิต ทรัพย์สิน และกามารมณ์ของผู้อื่น รวมทั้งการไม่พูดโกหก หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ซึ่งเราก็ตั้งใจปฏิบัติเอาเองได้
๕. ส่วนสมาธิก็คือ การที่เรามีความตั้งใจอยู่เสมอในการคิด พูด และกระทำทางกาย ซึ่งจิตที่มีสมาธิที่ถูกต้อง (สัมมาสมาธิ) จะมีลักษณะ บริสุทธิ์จากกิเลส ตั้งมั่นเข้มแข็ง อ่อนโยน (โดยศัตรูของสมาธิก็คือกิเลสและนิวรณ์ ซึ่งเราก็ต้องศึกษาเรื่องกิเลสและนิวรณ์นี้ให้เข้าใจด้วย ถ้าเป็นสมาธิหรือความตั้งใจด้วยกิเลสก็จัดเป็นสมาธิผิดหรือมิจฉาสมาธิ) ซึ่งเราสามารถฝึกฝนสมาธิได้ทั้งจากการตั้งใจคิด พูด ทำ ของเราในชีวิตประจำวัน และจากการตั้งใจเพ่งหรือกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยมีการกำหนดการหายใจของเราเองควบคู่ไปด้วยอยู่ตลอดเวลา (ที่เรียกว่าอานาปานสติ) ก็ได้
๖. ที่นี้เรื่องสำคัญที่สุดก็คือเรื่องปัญญา ที่หมายถึง ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ และเท่าที่ควรจะรู้ (ไม่ใช่จะต้องรู้ไปเสียหมดทุกเรื่องซึ่งเป็นไปไม่ได้) โดยเรื่องที่ควรรู้นั้นก็สรุปอยู่ที่เรื่อง การดับทุกข์ (ทางใจอย่างที่ได้บอกไว้แล้วตั้งแต่ต้น) ซึ่งก็คือเรื่องอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง ซึ่งหลักปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ของอริสัจ ๔ นั้นสรุปอยู่ที่ ปัญญา ศีล สมาธินี่เอง และเรื่องที่สำคัญที่ควรรู้ที่สุดก็คือเรื่องปัญญานี่เอง เพราะปัญญาก็คือหัวใจของอริยสัจ ๔ อีกทีหนึ่ง
๗. ปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ ซึ่งสิ่งที่ควรจะรู้นั้นก็คือ ความรู้ที่จะทำให้ความทุกข์ดับลงได้ (ไม่ว่าจะอย่างชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม) ซึ่งความรู้ที่จะทำให้ความทุกข์ดับลงได้นั้นก็คือ ความรู้เรื่องพื้นฐานของชีวิตและโลก ซึ่งความรู้นี้จะต้องรู้จากฟังหรืออ่านมา อย่างถูกต้องก่อน แล้วนำมาคิดพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล จนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วนำมาพิสูจน์หรือทดลองปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนเกิดความเห็นแจ้ง (หรือเห็นจริง) ขึ้นมาในที่สุด (ซึ่งนี่ก็คือหลักวิทยาศาสตร์นั่นเอง) เราจะเอาความเชื่อจากตำราหรือจากใครๆหรือแม้จากเหตุผลหรือจากสามัญสำนึกของเราเองมาเป็นความรู้ของปัญญาไม่ได้ เพราะความเชื่อยังเป็นแค่ความมั่นใจว่าจะเป็นจริงเท่านั้น ดังนั้นความเชื่อจึงยังไม่ใช่ปัญญา ที่จะนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้