ไทยรัฐ: นิด้า ชี้เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อหด หนี้พุ่ง แนะคงดอกเบี้ย 2% จับตาภาวะเงินฝืด, หอการค้า ชี้ไทยส่วนแบ่งตลาดโลกลด


นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

นิด้าชี้ ศก.ไทยไม่สู้ดี หนี้พุ่ง แนะ กนง.ตรึงดอกเบี้ย

นิด้าชี้ ศก.ไทยไม่ค่อยสู้ดี กำลังซื้อหด หนี้พุ่ง แนะ กนง.คงดอกเบี้ย 2% ระบุเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ต้องดูเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 3-6 เดือนหรือไม่ แนะใช้เครื่องมือตลาดทุน ระดมกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้น ศก.อีกทาง...

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.0% เช่นเดิม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเรียกได้ว่ากำลังเผชิญกับภาวะติดกับดักสภาพคล่อง เพราะกำลังซื้อหดหาย จากรายได้จากพืชผลทางการเกษตรลดต่ำลง ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่เป็นหนี้สินในระบบมีสัดส่วนสูงถึง 85% ของ GDP ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่รวมภาระหนี้นอกระบบ ทำให้รายได้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยในภาคครัวเรือนชะลอตัวลง

ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลัง ด้วยการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐนำร่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนในช่วงแรก ซึ่งช่องว่างสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ในระดับหนึ่ง หรือใช้เงื่อนไขการลงทุนแบบ PPP ให้สัมปทานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะก็สามารถดำเนินการได้


อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทางการคลังมีหลายตัว ไม่ใช่มีเพียงมาตรการทางด้านภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะนอกจากจะดำเนินการจัดเก็บไม่ได้ตามเป้าแล้ว ยังส่งผลต่อบรรยากาศในเชิงลบอีกด้วย โดยรัฐบาลสามารถเลือกใช้ เครื่องมือตลาดทุน เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การระดมทุนจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีอยู่แล้วได้ เข้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

“เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่สู้ดีนัก สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาติดลบต่อเนื่อง โดยเดือนกุมภาพันธ์เงินเฟ้อติดลบร้อยละ -0.52 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งเป็นตัวเลขสะท้อนเศรษฐกิจภายในประเทศในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 1.45 แต่อัตราเงินเฟ้อดังกล่าว ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการพิจารณาภาวะติดลบที่ต้องต่อเนื่องกัน 3-6 เดือน”

พร้อมระบุ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณเชิงลบที่สะท้อนภาพแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะน่ากังวล โดยตัวเลขส่งออกในเดือน ม.ค.ชะลอตัวร้อยละ -7.95 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ชะลอตัวร้อยละ -2.34 ในขณะเดียวกัน ตัวเลขการท่องเที่ยวของไทย มีนักท่องเที่ยวชะลอตัวลงจากปีก่อนร้อยละ -6.66 ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากอาเซียน ซึ่งมีมาเลเซียเป็นสำคัญ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวจากจีน และรัสเซียที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ จากการค้าน้ำมัน ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศและความขัดแย้งทางการเมืองกับยูเครน ต่างก็ลดจำนวนเข้ามาท่องเที่ยวในไทยลง ทำให้เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันค่อนข้างซบเซา เพราะรายได้หลักที่สำคัญของไทย ทั้งการส่งออก และการท่องเที่ยว ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ อุปสงค์ภายในประเทศเองก็ไม่สู้ดีนัก ทั้งปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ดัชนีหมวดยานยนต์ และดัชนีหมวดเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ซึ่งจัดเก็บได้ชะลอตัวลงในเดือนมกราคมร้อยละ -2.0 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รวมทั้งปริมาณการนำเข้าสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคก็หดตัวลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็หดตัว ลงร้อยละ -4.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่า กลไกการบริโภคภาคครัวเรือน ภาคการลงทุน และภาคการส่งออกของไทย อยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวล มีภาวะของการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

ที่มา - ไทยรัฐ



ส่วนแบ่งตลาดโลกไทยลดลง

ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุถึงความสามารถในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยเทียบกับกลุ่มอาเซียนปี 2557 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดโลกเท่ากับสิงคโปร์ร้อยละ 1.23  มาเลเซียมีส่วนแบ่งสูงสุดร้อยละ 1.71  ตามด้วยอินโดนีเซียร้อยละ 1.12 ฟิลลิปปินส์ร้อยละ 0.47 และบรูไนร้อยละ 0.06

ส่วนประเทศที่มีอัตราขยายตัวส่วนแบ่งตลาดโลกมากที่สุดได้แก่ ฟิลลิปปินส์เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.44  รองลงมาเป็นบรูไน ร้อยละ 4.53  มาเลเซียร้อยละ 3.20  ไทยร้อยละ 0.73  สิงคโปร์ และอินโดนีเซียส่วนแบ่งในตลาดโลกลดลงร้อยละ 0.03 และร้อยละ 2.83 ตามลำดับ

หากเปรียบเทียบขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศระหว่างปี 2557 ถึง 2558 ใน 5 อันดับแรกของอาเซียน จากการรายงานของเวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรัม ระบุว่า มาเลเซียขยับขึ้นจากอันดับ 2 ขึ้นมาอันดับ 1 ของอาเซียน และเป็นอันดับที่ 15 ของโลก  ตามด้วยสิงคโปร์ ลดลงจากเดิมที่อยู่อันดับหนึ่ง อยู่อันดับ 19 ของโลก  อันดับ 3 อินโดนีเซีย อยู่อันดับที่ 34ของโลก  ส่วนไทยอันดับ 4 อาเซียน อันดับ 41 ของโลก และฟิลลิปปินส์ อยู่อันดับ46 ของโลก

ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ในปี 2558 ไทยมีแนวโน้มครองส่วนแบ่งตลาดโลกลดลงเหลือร้อยละ 1.21 จากเดิมร้อยละ 1.23 เนื่องจากเสียส่วนแบ่งตลาดให้ประเทศ CLMV ที่มีสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น ผลิตภัณฑ์ประมง น้ำตาล เครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์กระดาษ เป็นต้น

การส่งออกไทยปี 2558 ในภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา ขยายตัวร้อยละ 3.1 หรือคิดเป็นมูลค่า 234,745 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 7.6 ล้านล้านบาท ตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญานการฟื้นตัว

ที่มา - ไทยรัฐ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ



อุตสาหกรรมไทยเสี่ยงถดถอย

การย้ายฐานผลิตทีวีจากไทยไปเวียดนาม ของผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ ส่งผลกระทบต่อยอดส่งออกทีวี และสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยที่เริ่มถดถอย ติดตามจากรายงาน

ที่มา - ไทยรัฐ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่