ชีวิตผมนับจากวันเรียนจบ ชีวิตจริงที่ต้องเผชิญ ตอนเรียนสนุกที่สุดแล้วคุณคิดเหมือนกันว่ามั๊ย???????

หลังจากพ่อแม่ส่งเสียให้เรียนเกือบตาย หมดไปเป็นล้านตั้งแต่อนุบาลยัน ป.ตรี กว่าจะจบมาได้ ผมก็ออกมาหางานทำ
งานก็ไม่ใช่จะหาง่ายๆ มีอะไรทำได้ก็ต้องทำอย่าเลือกมากคนมีประสบการณ์เขาบอกมา ด้วยใจหวังจะได้ดูแลพ่อแม่บ้าง
-เริ่มต้นจากเป็น PCขายโน๊ตบุ๊ก
สัมภาษณ์ผมสารพัด ถามนู่นนี่ ให้เงินเดือนสตาร์ท 6,500.- (แต่หักประกันทุกเดือน500.- นี่ยังไม่บวกประกันสังคม)
งานนี้มีคอมมิชชั่น ถ้าขายโน๊ตบุ๊กได้ได้ตัวละ 200.- ถาเป็นพวกอุปกรณ์ก็ได้ชิ้นละ 10.-บ้าง 20.- ใจชื้นขึ้นมาหน่อย
แต่โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ส่งผมไปอยู่ ณ ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า
และมันเป็นร้านของเอกชน ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า(ในใจคิดว่าจะได้อยู่ห้าง) แถมกำหนดยอดว่าต้องขายโน็ตบุ๊กขั้นต่ำ
เดือนละ30 ตัว ไม่อย่างนั้น จะไม่ได้คอมมิชชั่นสักบาทเดียว(คือถ้ากูขายได้ 28 ตัว นี่คือกูอดเลยใช้มั๊ย สัส!)
แล้วที่ที่ส่งผมไปอยู่ ส่วนใหญ่มีแต่ชาวบ้านมาซื้อหม้อหุงข้าว พัดลม กระทะไฟฟ้า ทั้งเดือนผมขายได้แค่ 2 ตัว
แล้วหัวหน้าก็โทรมาด่าผม ว่าผมไม่ได้เรื่อง ถ้าขืนเป็นเช่นนี้จะไม่ผ่านงาน ขู่สารพัด มันทำให้รู้สึกท้อแท้อยากร้องไห้
ผมทนทำอยู่ 2 เดือนกว่า ก็ตัดสินใจออกเลย เพราะทำงานทั้งเดือนได้แต่เงินเดือนโทนๆประมาณ 5,000 เศษๆ
ค่าเช่าบ้านผมก็ 3,000.-แล้ว แถมยังมีน้องสาวที่ผมต้องดูแล ผมตัดสินใจ ออก!!
-ต่อมา นักดนตรีโฟล์คซอง
บอกตรงๆงานนี้เดิมทีผมแฮปปี้มาก ด้วยความที่ผมมีความสามารถทางด้านการเล่นกีตาร์ร้องเพลงอยู่แล้ว จึงมีเพื่อนพี่ชาย
มาแนะนำให้ไปเล่นดนตรีร้องเพลงสดๆที่ร้านอาหารที่เขาเปิดใหม่ จ้างผมคืนละ 100.-บาท เวา 1ทุ่มถึงเที่ยงคืน แต่ถ้า
ลูกค้าให้ทิปผมเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยว ให้ผมทั้งหมด บางวันโชคดีผมก็ได้ 600.- บางวันก็ได้200.- บางวันน้อยสุดก็ได้ 50.-
ถึงแม้จะได้เงินดีเพียงใด ด้วยความที่เป็นงานกลางคืน บางทีเราก็เลี่ยงที่จะสังสรรค์ต่อไม่ได้ โดยมากไม่ค่อยเหลือถึงบ้าน
และพอเริ่มนานๆไปผมเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราชอบดนตรีก็จริง แต่การที่เราต้องมาเล่นและร้องเพลงเดิมซ้ำๆทุกวัน มันทำให้
อารมณ์ศิลปินของผมหายไป เล่นให้ผ่านไปวันๆ แถมบางทีต้องมาเจอลูกค้าขี่โวยวาย เจอวัยรุ่นทะเลาะกัน บางทีแย่งกัน
จะมาร้องเพลง พอเราเล่นไม่ได้ก็ด่าว่าเรากระจอก เล่นได้ 3 เดือนกว่า สุดท้ายก็ เลิก!!!!
-มาอยู่ภูเก็ต อยากได้งานโรงแรม ได้ข่าวมาว่าเงินดี
ช่วงนั้นพ่อแม่ผมประสบวิกฤติชีวิตหนัก น้ำท่วมธุรกิจล้มละลาย ต้องไปอาศัยอยู่กับลุงที่กาญจนบุรี อย่างว่า ไปอยู่กับเขา
อาศัยเขาถึงญาติกันก็เหอะ ก็ต้องมีซ้ำเติมให้บอบช้ำอยู่ทุกคราไป ส่วนตัวผมเองตั้งแต่ทำงานมา ก็ยังไม่เคยได้ส่งให้
พ่อแม่ใช้เลย มันไม่พอจะ-อยู่แล้วจริงๆ ครั้งนี้มาแสวงหางานที่ภูเก็ตเพราะมีญาติอยู่ที่นี่ เขาว่ากันว่างานโรงแรมรายได้ดี
บางคนมาทำ 4-5 ปี ซื้อบ้านซื้อรถกันได้เป็นหลังๆ จะตำแหน่งอะไรก็ได้ จะเบลบอย FB หรือ เกี่ยวกับนันทนาการ
เพราะมันมีเซอร์วิสช๊าต ผมตระเวนสมัครงานไปทั่ว โรงแรมที่เขาว่าดีๆ(ไม่อยากจะเอ่ยชื่อ) แต่ไม่เลย ไม่มีใครเรียกเลย
โรงแรมที่เรียกก็โรงแรมที่ไม่ค่อยมีสวัสดิการ มีแต่เงินเดือน 9,000.-โทนๆ แล้วที่ภูเก็ตนี้ค่าครองชีพสูงมาก
จะที่อยู่อาศัยยันอาหารการกิน แพงฉิบหาไม่เจอเลย ผมพยายามจะเข้าทำงานในโรงแรมใหญ่ๆให้ได้อยู่ 3-4 เดือน
ก็ได้เรียนรู้ความจริงที่ว่า คนที่ทำงานโรงแรมส่วนใหญ่เมื่อเข้าไปได้แล้ว พอมีตำแหน่งอะไรว่าง เขาก็จะชักชวน
ญาติพี่น้อง ผองเพื่อน มาทำกันซะหมด แม้แต่ในใบสมัครยังมีช่องให้กรอกช่องผู้แนะนำที่ทำงานในโรงแรมนั้นๆเลย
และคนส่วนใหญ่ที่ทำงานในโรงแรมที่ได้เงินดีๆเขาก็มาจากต่างจังหวัดทั้ง ส่วนใหญ่คนบ้านเดียวกัน ไม่ก็เพื่อนกัน
คนโนเนมอย่างเราไม่รู้จักใคร ถ้าไม่ใช่ตำแหน่งเฉพาะทางจริงๆอย่าหวังจะได้ทำ แม้ตำแหน่งเบลล์ยกกระเป๋าก็อย่าหวัง
ผมพิจารณาดูแล้วว่าคงหมดหวัง ยิ่งถ้าภาษาเราไม่ถึงระดับเทพก็เลิกคิดไปเลย พวกงูๆปลาๆมีเยอะอยู่แล้ว สุดท้ายผม
ก็ลงเอยด้วยการมาเป็นลูกน้องขายเสื้อผ้าแฟชั่นกับพี่สะใภ้ ขายตามตลาดนัด ตามงานประเพณีต่างๆในภูเก็ต พังงา
ขายไปทั่ว ทำแบบเดิมซ้ำๆทุกวัน ขับรถ ตั้งร้าน จัดร้าน ขายของ เก็บร้าน ส่วนใหญ่ออกจากบ้านเที่ยงๆ กลับมาก็เที่ยงคืน
เป็นกิจกวรรต ผมทำงานนี้อยู่เป็นเวลา 2 ปี เต็ม ปีแรกได้เงินเดือน 6,500.- ปีที่สองขึ้นให้พันนึงเป็น 7,500.- แต่อาศัยอยู่กับ
พี่สะใภ้เลย ด้วยความที่ทำงานทุกวันจนแทบไม่มีเวลาใช้เงิน บางทีทำงาน 20 วันติดกันไม่มีหยุด แล้วก็มาหยุด 3 วัน แล้วก็
มีงานขายต่อเป็นอย่างนี้ตลอด2ปี ระยะนี้ผมเริ่มเหลือเงิน ได้ส่งเสียให้น้องสาวที่อยู่หาดใหญ่บ้าง ให้พ่อแม่บางส่วน อีกส่วนก็
เก็บไว้แต่งงาน ตั้งแต่เรียนจบมาผมก็คบหากับกับผู้หญิงคนหนึ่งอดีตเคยเป็นเพื่อนเรียนคณะเดียวกัน พัฒนาความสัมพันธ์มาเป็น
คนรู้ใจ อาศัยคุยกันทางโทรศัพ 2-3 วันครั้ง เพราะเธอกลับไปอยู่กับครอบครัวที่พิษณุโลก ค่อนข้างไกลกับภูเก็ตมาก จนสุดท้าย
เมื่อตกลงปลงใจเธอก็ย้ายมาหางานที่ภูเก็ต ช่วยกันหาเงิน แต่งงานกันให้ถูกต้องตามประเพณี จนในที่สุดเราก็แต่งงานกัน
ด้วยเงินเก็บของผมและเธอ หลังแต่งเสร็จเรียกได้ว่า"หมดตัว" แต่ไม่เสียใจเลย ภูมิใจด้วยซ้ำ แต่พอผมเริ่มมีครอบครัว
ก็เริ่มมีปัญหากับพี่ชายและพี่สะใภ้ ผมจำต้องเลิกงานขายของที่ทำแล้วย้ายมาหาบ้านเช่าอยู่กับภรรยาสองคน ตอนย้ายออกมาง
ผมมีเงินมาแค่ 10,000 บาท เศษอีกไม่กี่ร้อย มาเสียมัดจำเช่าบ้านไป 6,000.- ย้ายเข้าอยู่ ซื้อได้แค่พัดลมกับหม้อหุงข้าว
แรกๆก็นอนปูเสื่อ ทีวี ตู้เย็น ไม่มีสักอย่าง มีคอมพิวเตอร์เก่าๆเครื่องนึงของผม แล้วก็ไวไฟแอบขโมยคนข้างบ้านใช้(อิอิอิ)
มันเป็นอะไรที่ลำบากจริงๆตั้งแต่ผมเกิดมา(ผมหมายถึงตัวผมเองไม่เปรียบเทียบกับใครนะครับ) ยังโชคดีที่สวรรค์เมตตาให้แฟนผม
ได้เข้าในทำงานโรงแรมที่ดีพอใช้แห่งหนึ่ง งานที่ผมไม่เคยได้เลย รายได้ต่อเดือนของแฟนรวมก็ประมาณ 15,000.-
ส่วนผมแรกๆตกงานอยู่ 3-4 เดือน จากนั้นผมก็ได้งานที่บริษัทน้ำผลไม้แห่งหนึ่ง ที่ส่งให้กับโรงแรมทั่วเกาะภูเก็ต เงินเดือน
11,000.- แต่พอทำจริงๆได้เป็นตัวเงินก็ประมาณ 9พันกว่าบาท โดนหักนู่นหักนี่ ใช้แรงงานเราสารพัด งานที่เราทำ
เรียกได้ว่ารับผิดชอบตั้งแต่ผู้จัดการยันภารโรง ด้วยความที่เจ้าของธุรกิจเป็นคนจีน และมาเป็นผู้บริหารเอง เงินเกินไม่เคย
แต่เงินขาดบ่อย หักลูกน้องเป็นว่าเล่น เน้นประหยัดทุกอย่าง พอเราทำงานเยอะก็มาบอกจะขึ้นเงินเดือนให้ จนแล้วจนรอด
พอเงินเดือนออกก็เป็นอันเท่าเดิมทุกครั้งไป หลอกเราจนหมดกำลังใจไปหลายหน ทุกวันนี้ผมกับแฟนก็ยังไม่สบาย ถึงราย
ได้ผมจะน้อย ผมก็ให้เงินแม่ได้ไปหาหมออยู่บ่อยๆ โอนให้น้องสาวทีละ 500.- ส่วนแฟนเขาก็ต้องรับผิดชอบทางบ้านเขา
เราก็คงไม่ไปเบียดเบียนเขา เราลูกผู้ชาย ถ้าจะสัมเรเทเมาก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ มันเป็นสัจธรรม ช่วงหลังมานี้
ผมทำงานเสริมอีก เลิกจากงานหลัก 5 โมงครึ่ง ไปทำไวนิลต่อ ใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่ได้ร่ำเรียนมา ออกแบบงาน
ไปพิมพ์ไวนิล คุมเครื่องพิมพ์เอง พิมพ์แต่ละครั้งเมาสีเหมือคนดมกาว แต่ก็ต้องทำ แต่ผมบอกตรงๆ ในใจลึกๆผมยังไม่มรู้เลย
ว่าคนอย่างผมกับภรรยา เราจะมีปัญหาซื้อบ้านเป็นของตนเองมั๊ย มีมีโอกาสนั่งรถยนต์กับเขาบ้างมั๊ย พ่อแม่ผม มีลูก 4 คน
ผมเป็นคนที่3 พี่ชายคนโตย่าเอาไปเลี้ยงดูแต่เกิด พอย่าเสียไป ย่าก็ยกสมบัติให้ มีบ้านมีทรัพย์สินไม่ลำบาก พี่ชายคนที่2
อยู่หาดใหญ่ พ่อแม่รักดุจหัวแก้วหัวแหวน เพราะพ่อแม่เลี้ยงเองมากับมือ สมบัติอะไรที่พอมี รถยนต์อีซูซุคันสุดท้ายก็ยกให้
พี่ชายคนที่2 ส่วนผมลูกชายคนที่3ตั้งแต่เกิดจนอายุ 5 ขวบอยู่กับพี่เลี้ยง พอ6ขวบส่งมาอยู่กับย่า ย่าก็ไม่ได้อะไรกับเรา
มากมาย รวมทั้งพ่อแม่ก็ไม่ได้อะไรกับเรามากมาย อาจรักเราในความเป็นลูกเท่านั้น ไม่มีสมบัติใดๆมอบให้แม้แต่แดงเดียว
ผมยอมรับ เคยน้อยใจนั่งร้องไห้คนเดียวบ่อยๆ แต่ ณ วันนี้ไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นอีกแล้ว มีแต่อยากจะตอบแทนพ่อแม่ที่ได้
ส่งเสียเราเรียนหนังสือจนจบ นี่อาจเป็นสิ่งมีค่าที่สุดที่ท่านมอบให้กับผม คือ "ความรู้" ที่พอทำมาหากินเลี้ยงตนเองได้เท่านั้นเอง
เพราะงั้น มีแต่ตัวกับหัวใจ มันก็ยากไปที่จะฝันจะมีนู่มีนี่ แถมงานที่ทำก็ใช่ว่าจะดี แค่มีกินไปวันๆ ได้ส่งให้แม่สัก 2-3 พัน ให้
น้องสาวสัก 500.- มันก็หมดไปในแต่ละเดือน แต่ผมมีความสุขดีนะตอนนี้!
-สุดท้ายนี้ที่อยากฝากถึงเจ้าของกิจการ หรือผู้ประกอบการ
ท่านได้โปรกเห็นใจลูกจ่างของท่านด้วย หากพนักงานคนใดทำงานให้ท่านดี ทำประโยชน์ให้กับกิจการของท่าน ขอท่านได้โปรด
อย่าเมินเฉย ดูแลเขา ให้เขามีชีวิตที่ดี ท่านเองอยากให้กิจการท่านเจริญก้าวหน้า มีกำไรเยอะท่านจะได้ร่ำรวย แต่อย่าลืม
ลูกจ้างของท่านทุกคน ตั้งแต่ระดับบริหาร จนถึงระดับแรงงาน เขาก็อยากมีคุณภาพชีวิจที่ดี บอกๆตรงๆสิ่งที่ผมเป็นอยู่ทุกวันนี้
กับรายได้ที่รับมันไม่สมเหตุสมผลเลย จนบางครั้งมันทำให้ผมท้อ ทำงานให้ผ่านๆไปวันๆทั้งที่สามารถทำให้ดีได้
ท่านดูแลพนักงานของท่านให้ดี พนักงานจะดูแลลูกค้าของท่านเอง แบบนี้มันแฟร์ ทุกอย่างเดินไปด้วยกัน ผมอยากเห็น
อนาคตข้างหน้า ประเทศชาติไทยเราพัฒนา แรงงานมีสวสดิการคุณภาพชีวิตที่ดี เจริญก้าวหน้าทุกฝ่าย ขอบคุณครับ
********************************************************************************************
นี่ภาพผมกับภรรยาครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่