เมื่อความสุขหล่นหายระหว่างทาง

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆในพันทิปทุกคน
นี่เป็นกระทู้แรกนะคะ ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะคะ
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวของ จขกท และความทรมานได้ก่อตัวขึ้นอย่างเรื้อรัง
เมื่อสมัย จขกท อยู่ป.5 เรื่องราวเมื่อ10ปีที่แล้ว
ก่อนอื่นเลยเจ้าของกระทู้มีครอบครัวที่อบอุ่น (จนร้อน)
แต่จขกทมีพ่อซึ่งเป็นคนใจร้อน โมโหร้าย อารมณ์เกรี้ยวกราด กลับกัน พ่อของจขกทก็ใจดีนะคะ
ส่วนแม่เป็นคนใจเย็นค่ะ มีน้องสาวอีก1คน ที่บ้านอยู่กันค่อนข้างสบายและมีความสุขค่ะ
เมื่อตอนป.4 จขกท ได้ย้ายบ้านจากกรุงเทพไปอยู่ที่ นนทบุรี ค่ะ บ้านใหม่ค่อนข้างดีค่ะ บ้านเดี่ยวสองชั้น บรรยากาศเงียบสงบ
เข้าเรื่องเลยนะคะ จขกท เป็นคนที่รักพ่อแม่มากๆ กลัวความสูญเสียสุด
มีอยู่คืนหนึ่ง ปกติเราจะแยกห้องนอนค่ะ เรานอนคนเดียว แล้วกลางดึกของคืนนั้นเอง เราตื่นกลางดึกค่ะ แต่เราไม่กล้าลืมตา เพราะเราได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังรื้อของในห้องเราอยู่ ซึ่งแน่นอนเรานอนล็อคห้องค่ะ ไม่น่าจะมีใครในครอบครัวเข้ามาได้ เรานอนฟังด้วยความหวาดกลัวเราไม่กล้าขยับตัวไปไหนเลยค่ะ เราคิดว่าต้องมีโจรเข้ามาในบ้านเราแน่ๆ เราวิตกจนนอนหลับไป คืนแรกผ่านพ้นไป และคืนต่อๆมาเราเป็นแบบนี้ทุกคืนค่ะ
เราเป็นคนเงียบๆ คิดมาก หวาดกลัว ระแวง มองโลกในแง่ร้าย ตอนเด็กๆชอบนั่งคุยคนเดียว ไม่ชอบการเข้าสังคม
เวลาเราทะเลาะกับน้องเราจะโดนพ่อตีทุกครั้ง แต่เราไม่เคยร้องไห้เลย เหมือนเราเป็นเด็กเก็บกด เราโกรธที่พ่อตีเรา แต่น้ำตาเราไม่ไหล พอเราอยู่คนเดียว เราก็จะทำร้ายตัวเอง ตบตีต่อยตัวเอง เราเป็นแบบนี้มาเรื่องๆ เราชอบกังวลแทนพ่อแม่ เรื่องบางเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเราเราก็ชอบเอามาคิดให้เครียด
ตอนประถมเราเคยทะเลาะกับเพื่อน เราโกรธเพื่อนมาก เราก็เป็นคนใจร้อนค่ะ เวลาเราโกรธใคร มือเท้าเราจะเกร็ง ชา ใจเต้นเร็ว น้ำตาไหลออกมาเองทั้งๆที่ไม่ได้อยากร้องไห้เลย
พอเราขึ้นมัธยมเราก็มีอาการ ทำร้ายตัวเอง มองโลกในแง่ร้าย แต่เราจะเป็นคนที่ร้องไห้ยากมาก จนกระทั่งเรามีแฟน เราคิดว่าเขาคงเข้ามาทำให้เรารู้สึกว่าเรามีเรื่องอะไรก็เล่าให้ฟังได้เหมือนเป็นการระบาย เพราะว่าเรามีเรื่องอะไรเราไม่เคยปรึกษาพ่อแม่เพราะปรึกษาแล้วผลลัพท์ที่ได้เราจะโดนด่าว่ากลับมาทุกครั้ง ทำอะไรขัดใจพ่อไม่ได้ เราจะโดนดุโดนด่าทันที มันเลยทำให้เรากลัวพ่อมากๆ เวลาจะขอไปไหน เราเคยขอแล้วพ่อไม่ให้ไป เราเลยไม่กล้าขออีกเลยเวลาเพื่อนชวนไปไหนเราก็จะบอกว่าพ่อไม่ให้ไปทั้งๆที่เรายังไม่ได้ขอ เหมือนเรารู้คำตอบอยู่แล้วตอนม.2เราทะเลาะกับแม่เรื่องเล็กน้อยมาก เราไม่ได้คุยกับแม่มาเป็นเวลา6ปี ตลอดเวลาที่ทะเลาะกับแม่เราจะคุยกับพ่อกับน้องแค่นั้นค่ะ เหมือนเราอยู่ตัวคนเดียวมากในโลกใบนี้ เราก็สร้างโลกของเราขึ้นมาคุยคนเดียวทำอะไรคนเดียว และเราชอบไปไหนมาไหนคนเดียว
ตลอดเวลาที่เรามีอาการแบบนี้เราไม่เคยรู้เลยว่ามันคืออาการอะไร มันคือโรคอะไร บางทีก็เศร้าไม่มีสาเหตุ บางทีก็อยากร้องไห้ นอนไม่หลับ นอนหลับมากไป กินไม่ได้ กินมากไป บางทีก็อารมณ์ดีไม่มีสาเหตุ บางทีก็อารมณ์เกรี้ยวกราด เสพติดความเจ็บปวดชอบทำร้ายตัวเอง คิดมาก วิตกกังวลทุกเรื่อง ย้ำคิดและย้ำทำ
จนมาวันหนึ่งเรา เกิดบ้าอะไรไม่รู้ตอนนั้นเราอยู่ปี1แล้วนะคะ เรากรอกยาพาราใส่ปาก รู้นะคะว่ามันไม่ตายหรอก แต่ก็หวังว่าจะทรมานกว่าความรู้สึกที่มี เสพติดความทรมานค่ะ  พอเข้าโรงพยาบาลเท่านั้นแหละค่ะ รู้เลยว่าการล้างพิษพารานี่มันทรมานแค่ไหน แพทย์ที่ดูอาการเราถามเราว่าเราต้องการจะพบจิตแพทย์ไหม เราก็เลยได้พบจิตแพทย์ตั้งแต่นั้นมา จิตแพทย์บอกว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า (ตอนนั้นพ่อแม่เสียใจมากค่ะ แต่พ่อแม่ก็ยังไม่เปิดใจนะคะ พ่อแม่ยังไม่เข้าใจตัวโรค ) ยาชุดแรกที่ได้ทานคือ Sertarline 50 mg Lorazepam 0.5mg ยาเซทแรกผ่านไปด้วยดีค่ะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หมดนัดรอบต่อไปค่ะ หมอจ่ายยา haloperidoneและ nortriptyline ให้ ผลข้างเคียงแรงมากค่ะ แรงจนพ่อเราบอกว่าให้เราเลิกกินยา เราก็เลิกนะคะ เลิกเพราะพ่อไม่เข้าใจ ตอนเราเลิกกินยาเอง เรานอนไม่หลับเลย1อาทิตย์ เป็นอะไรที่ทรมานมากค่ะ ช่วงที่เราหยุดทานเป็นช่วงที่เรากำลังเตรียมตัวแอดใหม่ (เราเป็นเด็กซิ่วค่ะ) พอเราติดมหาวิทยาลัยที่เราอยากเรียน เราได้ไปเรียนค่ะ แต่ด้วยความไกลบ้าน เราเลยต้องอยู่หอ ความโหดร้ายก็เกิดขึ้น เราต้องความรู้จักเมทใหม่ เพื่อนใหม่ ไม่ใช่ทางของเราเลยค่ะ ช่วงรับน้องไม่ค่อยได้กลับบ้าน บวกกับพักผ่อนไม่เพียงพอ อาการทรุดหนักขึ้นค่ะ จนต้องเข้าพบจิตแพทย์อีก1ครั้ง เป็นโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยค่ะคุณหมอใจดีมากค่ะ ยาที่ได้รับก็มีsertraline  risperidone lorazepam ค่ะ นัดอาทิตย์ต่ออาทิตย์เลยนะคะ เรื่องที่เราป่วยรู้กันไปทั่วคณะเลยค่ะ ยาที่เราได้มาทานมีหลายชนิดมาก sertraline
risperidone
haloperidone
lorazepam
amitiptyline
trazodone
chlopromazine
mianserine
nortriptyline
ลองถูกลองผิดกันไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนหาที่เหมาะสมและลงตัวได้
เราเรียนที่นั่นได้1เทอมค่ะ ระหว่างเรียนที่นั่น เรารู้สึกอาการเราทรุดหนักมาก ทำร้ายตัวเองหนักขึ้น คิดมากหนักขึ้น เครียดทั้งเรื่องเรียน เรื่องที่บ้าน เรื่องพ่อแม่ เราก็ใช้ชีวิตที่นั่นได้ประมาณ6เดือน เราทำงานพาร์ทไทม์ค่ะหารายได้ระหว่างเรียน ผลไม่เป็นที่น่าพอใจมาก เราเข้ากับสังคมไม่ได้ เราหวาดกลัวไปหมด หวาดระแวง คิดว่าคนอื่นว่าร้ายเรา ไม่ชอบเรา เราไม่แฮปปี้เลยค่ะ จนมีวันหนึ่งวันสุดท้ายที่เราไปทำงาน เราถึงขึ้นเสียสติไปเลยค่ะ เดินกรีดแขนตัวเองไปร้องไห้ไปเพ้อไปคนเดียว นั่งตากยุงอยู่หลายชั่วโมง โชคดีที่มีแฟนดีค่ะ เขาพยายามทำให้เรากลับมาเป็นปกติมากที่สุด แล้วคืนนั้นก็ผ่านไปค่ะ จนคืนต่อมา เราจำไม่ได้แล้วว่าเราเครียดอะไรแต่เรารู้สึกไม่อยู่แล้วดีกว่า เรากรอกยา Lorazepam1.0Mg 63เม็ดเข้าไปทีเดียว เราไม่รู้สึกเสียใจที่กินยาเกินขนาดเลย แต่เรามีเพื่อนดีค่ะ พาเราไปส่งโรงพยาบาลระหว่างไปโรงพยาบาลเราก็ยังมีสติดี แต่พอถึงโรงพยาบาลเราเสียสติไปเลยค่ะ เพ้อเพราะฤทธิ์ยาด้วย เราอาละวาด จนพยาบาลต้องมาช่วยกันจับ แล้วเราก็หมดสติค่ะ มันจะมีช่วงที่มีสติอยู่บ้างเล็กน้อย เราหลับไป2วัน ตื่นขึ้นมาก็ยังรู้สึกหลอนๆนิดหน่อย วันนั้นพ่อแม่เรามาเยี่ยมค่ะ เรากลับอาละวาดใส่ทั้งพยาบาล ใส่ทั้งพ่อแม่ เราโดนจับมัด แต่เราแก้เชือกออกมาได้ค่ะ เราหนีออกจากโรงพยาบาล คือตอนนั้นเราบ้าสุดๆ วิ่งเหมือนจะลอยได้ ไปหลบอยู่ในซอกโทรศัพท์หาพ่อ บอกพ่อว่าเราอยากเรียนที่นี่ต่อเราไม่อยากกลับบ้านเราอยากเรียน โอเค พ่อเราให้เราเรียนต่อ เราก็มีสติมากขึ้นค่ะ ก็มีเพื่อนมีบุคลากรที่คณะมาเยี่ยมนะคะ
ตอนที่บุคลากรที่คณะมาเยี่ยม ทั้งสองคนนั่งขนาบข้างเรา แล้วถามเราด้วยสีหน้าเครียดมากว่า เราทำแบบนี้ทำไม เราทำแบบนี้ทำไม ถามเราซ้ำๆ ด้วยความเกรงใจเราจึงได้แต่ยิ้ม เพราะไม่คิดว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะแย่มากมาก พอเขากลับไปเราจึงคิดได้ว่า เขาเคยบอกพ่อแม่เราว่าเขาอยากให้เราดรอปเรียนไปรักษาตัว เราจึงเก็บมาคิดว่าเขาอยากให้เราดรอป เราเครียดมาก เราเลยโทรไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา หวังจะปรึกษาให้สบายใจขึ้น แต่เปล่าเลยค่ะ กลับยิ่งแย่แบบแย่โคตรๆเลยนะคะ เราบอกอาจารย์ว่าเราไม่อยากดรอป เราอยากเรียนต่อ อาจารย์ก็ถามเราค่ะว่าแล้วเรามีอะไรมายืนยันว่าเราจะไม่ทำ"พฤติกรรม"แบบนี้อีก เราเลยตอบไปว่า ถ้าเราทำอีกเราคงไม่ได้เรียนที่นี่แล้วล่ะค่ะ โอเค อ.บอกเราว่าออกจากโรงพยาบาลให้มาหาอาจารย์มาเขียนหนังสือยืนยันว่าถ้าเราทำแบบนี้อีกเราจะไม่เรียนต่อ (วลีเด็ดเลยนะคะ การที่เราทำแบบนี้มันไม่ส่งผลทิ้งตัวเราหรือพ่อแม่เราอย่างเดียวมันส่งผลถึง "คณะ" รองอธิการบดีเขาค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องแบบนี้มาก เราเข้าใจนะแต่มันไม่ใจร้ายกับเด็กคนหนึ่งไปหน่อยหรอ) เรารู้สึกแย่มากจนเราตัดสินใจ เราจะลาออก แล้วอาจารย์ก็โทรกลับมา อาจารย์บอกว่าอาจารย์ไปถามที่คณะแล้วว่ามีใครมาพูดให้เราดรอปหรือเปล่าที่คณะบอกว่าไม่มี ใช่ค่ะ ตอนที่เราเข้าโรงพยาบาลไม่มีใครบอกให้เราดรอป แต่ก่อนหน้านั้นมันเคยมีคนบอกพ่อเรา และอาจารย์พูดคนละอย่างกับตอนแรกเลย เราเลย งง ว่า ทำไมเราสื่อสารไม่ตรงกันหรอ ? เราเลยเครียดและคิดมาก กังวลเกินเหตุ อยากได้ความสบายใจ แต่กลับได้ความทุกข์ใจกลับมาแทน เรารู้สึกว่าเราไม่เหมาะกับที่นี่ เราก็ไม่ได้ว่าเขาผิดอะไรหรอกนะคะ เราอาจจะผิดเองที่ทำตัวแบบนี้ แต่คนทีป่วยจะทราบดีนะคะ ว่ามันทรมานแค่ไหน ไม่ได้คิดสั้นหรอกค่ะ รักพ่อรักแม่มากค่ะ แต่เพราะตัวโรคที่ทำให้เรามาถึงจุดๆนี้ ก่อนเราจะออกจากที่นั่นเราได้ขอประวัติการรักษาจากคุณหมอ คุณหมอบอกว่าเราเป็น โรคซึมเศร้า จิตเภท วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ โรคสองบุคลิก แล้วเราก็กลับมารักษาตัวแถวบ้านเราค่ะ เราคิดว่าไม่เป็นไร เราเรียนรามก็ได้ ไม่เป็นไรอยู่บ้านเราสบายใจกว่า เราพยายามมองในแง่ดี แต่เราก็คิดเรื่องที่ผ่านมาทุกวันละคะ และเราก็รู้สึกเสียใจและเสียดาย แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมามันยิ่งใหญ่กว่าค่ะ ตรงที่พ่อแม่เข้าใจเราเข้าใจในตัวโรคที่เราเป็นมากขึ้น
พยายามพูดดีดีกับเรา ไม่ทะเลาะกันต่อหน้าเรา เราจะรู้สึกแย่มากๆเวลาพ่อแม่ทะเลาะกัน
    ทุกวันนี้ถึงอาการจะดีขึ้นแต่ก็ยังมีช่วงที่แย่ลงนะคะ แต่เราก็มีกำลังใจพอที่จะผ่านมันไป เราเคยเป็นคนที่ศรัทธาในศาสนามากแต่มาตอนนี้เรากลับรู้สึกไม่เลื่อมใสเลย แต่เราก็ไม่ได้หลบหลู่นะคะ พยายามจะทำสมาธิเหมือนกันนะคะหลังจากที่ป่วยความจำก็แย่ลงมากกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมคิดอะไรไม่ออก แต่ก็ทำไม่ได้ค่ะ ไม่มีสมาธิมากพอ


ปล.ตอนนี้จขกทอาการดีขึ้นมามากเลยค่ะกำลังใจดีจิตใจก็ดีขึ้นค่ะ
ปล.กระทู้นี้อาจจะเหมือนบ่นซะมากกว่านะคะ แต่อยากแชร์ประสบการณ์ค่ะ
ปล.เจ้าของกระทู้มีรูปที่ทำร้ายตัวเองนะคะ เป็นแผลเป็น แต่เราไม่เคยแคร์เลยว่าคนอื่นจะมองไม่ดี เรากลับชอบด้วยซ้ำ อาจจะดูโรคจิตนะ แต่เราก็โรคจิตจริงๆ




ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่