หวั่นเก็บภาษีบ้านทำราคาพุ่ง
อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียม จะต้องเสียภาษีที่เรียกว่า “ภาษีที่อยู่อาศัย” เนื่องจากกระทรวงการคลังยืนยันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษี โดยจะยกเลิกภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับผู้มีรายได้น้อย แต่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เป็นห่วงว่าจะทำให้ราคาบ้านสูงขึ้น จึงแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจกำหนดนโยบายที่มีผลกระทบกับคนหมู่มาก
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า วันที่ 5 มีนาคม คณะกรรมการปฎิรูปภาษี จะหารือแนวทางการร่างจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้ได้ข้อสรุปอัตราภาษีที่จะจัดเก็บและให้การร่างกฎหมายเสร็จทันภายในปีนี้ ซึ่งจะเสนอที่ประชุมการลดเพดานการจัดเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ประมาณครึ่งหนึ่ง
ที่ดินสำหรับทำการเกษตรจากเดิมเพดานจัดเก็บอยู่ที่ร้อยละ 0.5 จะลดเหลือร้อยละ 0.25 ที่อยู่อาศัยเพดานเดิมร้อยละ 1 เหลือ ร้อยละ 0.5 ที่ดินพาณิชยกรรมและรกร้างว่างเปล่า เดิมมีเพดานจัดเก็บร้อยละ 4 ลดเหลือร้อยละ 2
ส่วนที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะกำหนดอัตราจัดเก็บในขั้นแรกคือร้อยละ 0.5 หลังจากนั้นจะเพิ่มอีก 1 เท่าทุก 3 ปี แต่สูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 2 การจัดเก็บในช่วงแรกจะออกกฎหมายลูก ประกาศอัตราการจัดเก็บทุกประเภท ใหม่
นอกจากนี้จะเก็บภาษีที่อยู่อาศัยแทนภาษีโรงเรือนและบำรุงท้องที่ โดยจะจัดเก็บจากเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียม กำหนดกรอบไว้สำหรับบ้านราคา 1-3 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา ร้อยละ 0.25 ของราคาประเมิน หากเป็นบ้านที่มีราคาเกินกว่า 3 ล้านบาทเสียในอัตราเต็มเพนดาน คือ ร้อยละ 0.50
โดยปลัดกระทรวงการคลังยืนยันว่า การจัดเก็บภาษีแบบใหม่ ไม่กระทบกับเจ้าของบ้านหรือผู้ที่ผ่อนชำระบ้าน หรือ คอนโดมิเนียม
ความเห็นของกระทรวงการคลังสวนทางกับ ผู้ซื้อบ้าน ที่มองว่า แนวคิดการจัดเก็บภาษีบ้านและคอนโดมิเนียม หรือภาษีที่อยู่อาศัย มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นภาระเพิ่มขึ้น แต่บางส่วน มองว่า รายได้ภาษีส่วนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. นำไปพัฒนาชุมชนได้ จากเดิมที่เคยมีผู้หลบเลี่ยงภาษีโรงเรือน
ส่วนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ มองว่า การเก็บภาษีแบบใหม่จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น ตามราคาประเมินที่ดิน ที่กรมธนารักษ์จะปรับสูงขึ้นทุก 3 ปี
รายงานข้อมูลตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีอยู่ร้อยละ 20-25 ราคา 1-3 ล้านบาท มีร้อยละ 40-45 บ้านราคา 3-5 ล้านบาท มีร้อยละ 20-25 ที่เหลืออยู่ในกลุ่มระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาท
ที่มา
http://www.thairath.co.th/clip/13874
หวั่นเก็บภาษีบ้านทำราคาพุ่ง
อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียม จะต้องเสียภาษีที่เรียกว่า “ภาษีที่อยู่อาศัย” เนื่องจากกระทรวงการคลังยืนยันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษี โดยจะยกเลิกภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับผู้มีรายได้น้อย แต่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เป็นห่วงว่าจะทำให้ราคาบ้านสูงขึ้น จึงแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจกำหนดนโยบายที่มีผลกระทบกับคนหมู่มาก
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า วันที่ 5 มีนาคม คณะกรรมการปฎิรูปภาษี จะหารือแนวทางการร่างจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้ได้ข้อสรุปอัตราภาษีที่จะจัดเก็บและให้การร่างกฎหมายเสร็จทันภายในปีนี้ ซึ่งจะเสนอที่ประชุมการลดเพดานการจัดเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ประมาณครึ่งหนึ่ง
ที่ดินสำหรับทำการเกษตรจากเดิมเพดานจัดเก็บอยู่ที่ร้อยละ 0.5 จะลดเหลือร้อยละ 0.25 ที่อยู่อาศัยเพดานเดิมร้อยละ 1 เหลือ ร้อยละ 0.5 ที่ดินพาณิชยกรรมและรกร้างว่างเปล่า เดิมมีเพดานจัดเก็บร้อยละ 4 ลดเหลือร้อยละ 2
ส่วนที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะกำหนดอัตราจัดเก็บในขั้นแรกคือร้อยละ 0.5 หลังจากนั้นจะเพิ่มอีก 1 เท่าทุก 3 ปี แต่สูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 2 การจัดเก็บในช่วงแรกจะออกกฎหมายลูก ประกาศอัตราการจัดเก็บทุกประเภท ใหม่
นอกจากนี้จะเก็บภาษีที่อยู่อาศัยแทนภาษีโรงเรือนและบำรุงท้องที่ โดยจะจัดเก็บจากเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียม กำหนดกรอบไว้สำหรับบ้านราคา 1-3 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา ร้อยละ 0.25 ของราคาประเมิน หากเป็นบ้านที่มีราคาเกินกว่า 3 ล้านบาทเสียในอัตราเต็มเพนดาน คือ ร้อยละ 0.50
โดยปลัดกระทรวงการคลังยืนยันว่า การจัดเก็บภาษีแบบใหม่ ไม่กระทบกับเจ้าของบ้านหรือผู้ที่ผ่อนชำระบ้าน หรือ คอนโดมิเนียม
ความเห็นของกระทรวงการคลังสวนทางกับ ผู้ซื้อบ้าน ที่มองว่า แนวคิดการจัดเก็บภาษีบ้านและคอนโดมิเนียม หรือภาษีที่อยู่อาศัย มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นภาระเพิ่มขึ้น แต่บางส่วน มองว่า รายได้ภาษีส่วนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. นำไปพัฒนาชุมชนได้ จากเดิมที่เคยมีผู้หลบเลี่ยงภาษีโรงเรือน
ส่วนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ มองว่า การเก็บภาษีแบบใหม่จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น ตามราคาประเมินที่ดิน ที่กรมธนารักษ์จะปรับสูงขึ้นทุก 3 ปี
รายงานข้อมูลตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีอยู่ร้อยละ 20-25 ราคา 1-3 ล้านบาท มีร้อยละ 40-45 บ้านราคา 3-5 ล้านบาท มีร้อยละ 20-25 ที่เหลืออยู่ในกลุ่มระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาท
ที่มา http://www.thairath.co.th/clip/13874