ยังต้องใช้คำว่าเพื่อนอยู่อีกมั้ย?

ก่อนอื่นเลยต้องเล่าถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยเรียน ม.ต้นและ ม.ปลาย เราเรียนโรงเรียนสตรีที่มีแต่ผู้หญิง ในกลุ่มมีกัน 6 คน แน่นอนเลยที่เพื่อนๆ ก็จะไปคบกับชายต่างสถาบัน ในกลุ่ม 6 คนนี้จะมี 4 คนที่มีแฟนเป็นเด็กเทคนิค แต่มีเพียงเรากับเพื่อนอีกคนที่ไม่มีแฟน เพราะเรากับเพื่อน ยังไม่คิดเรื่องแฟน เราเองก็มีเวลาจะช่วยที่บ้านขายของตลอด เสาร์ อาทิตย์จึงไม่เคยได้ไปเที่ยวไหน ส่วนเพื่อนอีกคนพ่อเป็นทหาร และแม่เป็นครู จึงโดนคุมเข้มตลอด ไม่ได้ไปเที่ยวกับอีก 4 คนที่มีแฟนเป็นเด็กเทคนิค จนมีปัญหาเรื่องท้อง ต้องทำแท้ง ทั้ง 4 คน แต่ช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน ราวๆ ม. 3-5 เราเห็นตัวอย่างก็ยิ่งกลับกลัวการท้องก่อนแต่ง กลัวแม่ พ่อ เสียใจ กลัววงศ์ตระกูลอับอาย จึงไม่คิดมีแฟน ทั้งๆที่เพื่อนก็เป็นแม่สื่อให้เด็กเทคนิคมาจีบ เรื่องแท้งเราก็ช่วยอะไรเพื่อนไม่ได้นอกจากจะบอกครูว่าเพื่อนลาป่วย เป็นอย่างนี้ทั้ง 4 คน บางคนก็ 2 รอบ อันนั้นก็เรื่องส่วนตัว เราก็เห็นแก่คำว่าเพื่อน ไหนๆก้เรียนด้วยกันแล้ว ก้อยากจะจบพร้อมๆกัน เราจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียน งานกลุ่มใส่ชื่อเพื่อนทุกคนแต่ทำกัน 2 คน ก็ไม่ว่าอะไร เวลานัดทำงานเพื่อนๆ ก็เอาแฟนมานั่นคลอเคลียร์ งายการก็ไม่ทำ ไม่เคยว่า จนทุกคนจบ ม.6 พร้อมกัน
ทุกคนติดมหาลัย มีเพียงเพื่อนที่พ่อเป็นทหารเข้ามาเรียนมหาลัยชื่อดัง ใน กทม. นอกนั้นทั้ง 5 เรียนที่มหาลัยประจำจังหวัด เราก็ติดมหาลัยดังในเชียงใหม่แต่ไม่ไป เนื่องจากต้องช่วยทางบ้านขายของ และขยายธุรกิจทางบ้านให้ใหญ่ขึ้น ก็เหมือนเดิม เพื่อนๆกลุ่มนี้ทั้ง 4 ก็ยังคงทำตัวแบบเดิม เที่ยว เปลี่ยนแฟนไปเรื่อย ทำแท้ง บางทีเราก็คิดนะ ทำไมเพื่อนๆ เราทำอะไรไม่คิดถึงพ่อ แม่บ้าง ก้เหมือนเดิมทุกคนไม่เปลี่ยน จนมาอยู่หอ เราอยู่หอในด้วยกันทั้งหมด อีกคนไปอยู่หอนอกกับแฟน เป็นไปอย่างที่คิดเวลาส่วนมาก หอนั้นเราอยู่คนเดียว เอาเงินเก็บไว้ในห้องก็หาย ทีละ 300 บ้าง หนักขึ้น 500 พอเราไม่โวยวายอะไร หายทีเป็น 1,000 ก็มี เราไม่อยากโทษใคร ไม่มีหลักฐาน เพราะเพื่อนในหอเวลาเรียนไม่ตรงกัน นานไป โน๊ตบุคเครื่องแรกที่เก็บเงินค่าแรงจากการทำงานช่วยที่บ้านขายของ แม่จะให้เป็นค่าจ้างเหมือนลูกจ้างพาร์ทไทม์ มาซื้อ ตอนนั้นราคาประมาณ 29,900 บาท ยี่ห้อเอเซอร์ เราดีใจและภูมิใจที่สุด สมบัติที่เราแลกกับความเหนื่อย เพื่อใช้ในการเรียน จะเอาไว้ในตู้เสื้อผ้า อยู่ดีดีหายไป กลับมาก็หาไม่เจอ ร้องไห้ตลอด เพื่อนๆกลับจากเรียนเห็นเราร้องไห้ก็เฉยๆ เราจึงไปแจ้งความที่โรงพัก ขอที่หอดูกล้องวงจรปิด เห็นคนร้าย ใส่เสื้อคลุม ใส่หมวกกันน๊อก ถือโน๊ตบุคเราเดินออกจากห้องอย่างหน้าตาเฉย แต่เราจำลักษณะได้ เพื่อนที่อยู่ด้วยกันชัดๆ เราก็โทรไปอ้อนวอนเพื่อนว่าขอคืนเถอะนะ เพื่อนก็ปฏิเสธ บอกไม่รู้ ไม่เห็น แต่เราไม่ได้บอกว่าดูกล้องแล้ว จนเราให้พ่อเราโทรไปว่าได้แจ้งความและใส่ชื่อผูต้องสงสัยไปแล้ว เพื่อนจึงยอมรับว่าเอาไป เพราะจะเอาไปขาย เนื่องจากแฟนเพื่อนติดพนันบอล หาเงินไม่ได้จะต้องเดือดร้อนแน่ๆ เราก็โกรธมาก แต่ยอมถอนแจ้งความ ขอแลกกับโน๊ตบุค และขากนั้นเราก็ขนของย้ายออกทันที มาเช่าหออยู่ข้างนอกกับญาติ สบายใจกว่า พอเรื่องเงียบ เพื่อนก็มาขอโทษ เราก็ไม่อยากจะเคืองอะไรอีก เสียดายเวลา ที่คบกันมา 7-8 ปี แต่ไม่ได้คลุกคลีกันเหมือนแต่ก่อน เพราะเราก็มีแฟนเป็นหนุ่มวิศวะ จนเรียนจบ แม่กับพ่อก็ยกกิจการค้าขายให้ดูแล 1 สาขา ระหว่างนั้นก็ลองความรู้ด้วยการสอบข้าราชการครั้งแรกก้สอบติดเลย แต่เพื่อนๆ ทั้ง 4 คนจบช้ากว่า มีปัญหาด้านการเงินตลอด ทุกครั้งที่เพื่อนกลุ่มนี้โทรหา จะมีแค่เรื่องยืมเงินเท่านั้น เราก็ให้ยืมตลอด ได้คืนบ้าง ไม่ได้บ้างก็ไม่ซีเรียส

จนกระทั่งเราจะแต่งงาน เพื่อน 1 ใน 4 โทรมายืมเงิน แต่เราไม่มีจริงๆ เพราะต้องสำรองค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่ง ก็ปฏิเสธไป ว่าไม่มีจริงๆ หลังจากนั้น เราก็โทรไปเชิญเพื่อนทั้ง 4 คน ว่าเราจะแต่งงาน แต่ได้คำตอบแต่ละคนถึงกับอึ้ง

คนที่ 1 ที่ยืมตังค์ล่าสุด บอกว่า กูน่าจะตื่นไม่ทัน ไม่ไปหรอก เราก็เงียบไปพักนึง ทั้งๆ ที่บ้านเพื่อนกับบ้านเราก็ไม่ห่างกันมาก ตอนเพื่อนคลอดลูกเราก็ไปเยี่ยม ให้เงินรับขวัญหลานอีก แต่เพื่อนกลับตอบแบบนี้ เราก็ตอบได้คำเดียวว่า อืม ไม่เป็นไร
คนที่ 2  กูไปไม่ได้นะ ไม่อยากลา เด๋วได้โบนัสน้อย
คนที่ 3  อยู่ไกลคุยกันยาว เพื่อนก็ถามว่า แต่งเท่าไร เราก็บอกไปตามจริง ว่าแต่ง 1 ล้าน ทอง 10 บาท มันพูดมาบอกว่าขี้เหร่อย่างขายออกเป็นล้านเลยหรอว่า ( เราคิดว่าคุณค่ามันไม่ได้อยู่ที่หน้าตามั้ย ) เราก็บอกไปว่า ถ้าไม่สะดวกก้ไม่เป็นไร
คนที่ 4  บอกก่อนเลยว่าไม่ไปนะ ไม่มีตังค์ซื้อชุดใหม่  อยากให้ไปก็ออกค่าชุดให้หน่อย พูดไม่ออกจ้า ก้บอกไม่เป็นไรเหมือนเดิม

นั่งคิดคำนวนในใจอยู่พักนึง เราไปทำอะไรให้เพื่อนโกรธรึป่าว ก็ไม่มีนะ ?

จนล่าสุด เพื่อนคนที่ 2 รับปริญญา เราก็จะไปแสดงความยินดีแต่ไม่ยอมบอกว่าจะเจอกันที่ไหนอย่างไง ก้เลยงงอีก ว่าพวกมันยังเห็นเราเป็นเพื่อนอยู่มั้ย?  ทำไมต้องอิจฉากัน? เพื่อนกันเค้าไม่อิจฉากันหลอก

บอกตรงๆ เลยว่าเสียใจ เสียดายเวลาที่คบกันมา ที่เราช่วยเหลือมาตลอด

แต่สิ่งที่ได้กลับมา...มันคุ้มยิ่งกว่า คือการรู้จักคนที่เราจะให้ยังไงก็ไม่รู้จักพอ แล้วอย่างนี้จะยังใช้คำว่าเพื่อนได้อีกมั้ย?

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่