เรื่องมีดังนี้ครับ
ขออนุญาตเกริ่นเล่าเรื่องที่คิดว่าน่าจะเพื่อมาประกอบการพิจารณานะครับ
เรื่องคือตอนนี้ที่บ้านต้องการให้ผมเป็ฯคนดำเนินการกูแบ็งเพื่อซื้อบ้านครับ
ซึงผมก็ทำงานธนาคารเลยรู้ดีครับว่าผ่านยาก
เนื่องจากผมมีหนี้บัตรเครดิตที่ต้องจ่ายต่อเดือนประมาณ 25000 รวมของตัวเองและแฟน(ขอยืมแฟนมาใช้เพื่อดาวน์คอนโดครับ)
ผ่อนคอนโด 12000
รถ 9230
ค่าของแจกลูกค้าให้ช่วยทำยอด ต่อเดือน 5-60000
ค่าน้ำมันขับออกไปหาลูกค้า และส่งของลูกค้า 5000
เงินที่ขอยืมแฟนมาดาวน์คอนโดอีก แสนกว่าครับ
รายได้ต่อเดือนรวมค่าคอมผมอยู่ที่แสนกว่า หักหนี้สินไปก็แทบไม่เหลือ หมุนไปวันๆ
กว่าจะให้ลดลงได้ก็เหนื่อยเอาการเพราะต้องเสียดอกเบี้ยเยอะเลยครับ
เกริ่มมาถึงนี้แล้วทุกคนคงทราบดีแล้วว่ามีค่าอะไรบ้าง
บางคนคงสงสัยว่าค่าใช้จ่ายบางอย่างจำเป็นหรือ
ต่องไปจะเล่าถึงที่มาที่ไปให้ฟังครับ
โดยพื้นของครอบครัวผมยากจนมาก พ่อแม่แยกทางกัน
ฝั่งพ่อผมฐานะปานกลางครับ ส่วนแม่และญาติฝั่งแม่จนครับ หาเช้ากินค่ำลำบากสุด
พอพ่อแม่แยกทางกันผมอายุได้แค่ 6 ขวบ พ่อให้ผมอยู๋ด้วยแต่ผมตัดสินใจที่จะอยู่กับแม่(ซึ่งผมว่าผมเลือกถูกเพราะได้คอยช่วยเหลือดูแลแม่ได้)
แม่ผมได้พบแฟนใหม่ แม่ผมเป็นคนหน้าตาดี คนจีบเยอะ แม่ก็เลือกว่าใครที่รับลูกติดได้ก็จะคบ เคยมีตำรวจมาจีบแม่ แต่จะให้ผมอยู่กับยายแม่ยอมเลิกครับ
ผมต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่จังหวัดพ่อเลี้ยง ด้วยความจนแม่ต้องนำผมไปฝากไว้กับแม่พ่อเลี้ยง
ซึ่งเค้าไม่ชอบแม่ผมมากๆน้องสาวพ่อเลี้ยงก็ไม่ชอบ ซึ่งแม่ผมก็ดีด้วยตลอด
แต่เค้าก็เลี้ยงผมครับและน้องที่เกิดจากพ่อเลี้ยงเป็นผู้หญิง
แต่เค้าก็เลี้ยงผมโอเคนะครับ ไม่รังเกียจจิกตีว่าด่า เหมือนกับบางครอบครัว
ผมก็ทนไป พอเสาร์อาทิตแม่ก็จะขับรถมอไซด์คนเดียวจากในเมืองมาหา
พอเริ่มโตก็ขยับขยายโรงเรียน ผมก็จะต้องอยู่กับญาติที่บ้านใกล้โรงเรียนมาโดยตลอด
ไม่เคยได้อยู่กับแม่ได้นานเลย แน่นอนครับเวลากินต้องประหยัดมากๆ เวลาเห็นญาติกินอะไรดีแล้วไม่เรียกก็น้อยใจ
ข้าวเค้ามื้อปกติก็ไม่ค่อยอยากให้ผมกินด้วยเท่าไหร่กลัวเปลือง(ญาติเค้าค่อนข้างประหยัดมากกครับ)
ผมก็ทนเอาและตั้งใจเรียนหวังเพื่อมีอนาคตที่ดี ตอนแม่ไม่มีขอยืมญาตินิดหน่อยเพื่อให้ผ่านพ้นก็ไม่มีใครช่วยสงสารแม่จับใจเลยครับ
ส่วนพ่อเลี้ยงนิสัยเด็กครับ เค้าเด็กกว่าแม่ด้วยครับ
ไม่มีความเป็นผู้นำ ชอบคุยชอบโอ่ทั้งที่ไม่มี
แม่ต้องเป้นคนขยัน บากหน้าและเป็นคนริเริ่มที่จะทำมาโดยตลอดครับ
ผมกับแม่รักกันมากและดูแลกันมาตลอด
จนผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แม่ก็หาตังส่งผมเรียนมาโดยตลอด ถึงลำบากแม่ก็ไม่ท้อ
พ่อเลี้ยงช่วยงานอยู่ครับ แต่หนักที่แม่มากกว่า แม่ต้องตื่นเช้าไปซื้อของมาทำขาย เก็บร้านดึกดื่นเป็นหลัก
จนกระทั่งผมจบมหาวิทยาลัยครับ ผมตัดสินใจจะกลับไปทำงานใกล้บ้าน
เพราะคิดว่าบ้านไม่ต้องเช่า กินอยู่รวมกันไม่แพง ตังจะได้เหลือเก็บดูแลครอบครัวได้
แต่ไม่ทันจะได้งานอยู่ไปสักพักเริ่มเอะใจแม่มีอาการแปลกๆ
น้องสาวก็ช่วยแม่เก็บความลับไม่ยอมเล่าให้ผมฟัง
ผมเลยหลอกถามน้อง แต่น้องก็ไม่เล่าอะไรมากเล่าเท่าที่ผมรู้ ซักไซ้ก็ไม่ได้ความ
แต่รู้แล้วว่าน้องต้องเล่าให้แม่ฟัง เราเลยหลอกถามแม่ซะเลยว่ารู้แล้ว เล่าให้ผมฟังมาตรงๆเถอะ
ด้วยความที่แม่คิดว่าผมรู้และคงจะปิดไม่มิด เลยยอมเล่าให้ผมฟังว่า
พ่อเลี้ยงมีเมียน้อยซึ่งเป็นเพื่อนแม่และมีสามีแล้ว
ตอนนั้นผมนิ่งครับ ไม่พูดอะไรเพราะรู้ว่าถ้าบอกให้แม่เลิก
ก็สงสารน้องที่จะต้องไม่มีพ่อเหมือนผม กลัวน้องจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปชีวิตครอบครัวไม่เต็ม
และผมก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะผม
แม่ต้องยอมตามใจพ่อเลี้ยงทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เสียพ่อเลี้ยงไป และครอบครัวต้องมาแตก
จากนั้นแม่็ก็เลยยอมพ่อเลี้ยงมาโดยตลอดครับ
ผมตัดสินใจมาทำงาน กทม คาดหวังจะตั้งตัวแล้วจะกลับไปรับแม่และน้องมาดูแลเองครับ
พอเวลาผ่านไปพ่อเลี้ยงและแม่ตัดสินใจย้ายถิ่นมาบ้านยายเพื่อแก้ปัญหารักซ้อนครับ
ผมก็ทำงานตั้งตัวมาโดยตลอดโดยเริ่มจากศูนย์ อาชีพใหนสุจริตเงินดีทำหมด
จนมาจบที่อาชีพเซลล์ ขายมากได้มาก ประกอบกับลูกค้าเอ็นดูเลยพอตั้งตัวได้
แน่ล่ะครับอาชีพเซลล์ต้องมีรถไว้ขับหาลูกค้า ส่งของ(หนี้ก้อนแรกครับ)
พอเก็บเงินได้บ้าง เห็นพี่ที่ทำงานเล่นคอนโดได้เงินดี เลยหาข้อมูลทุกวัน 6 เดือน จนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมา
กู้แบ็งได้ 80% ขาดอีก 20 % ต้องหา ตอนนั้นไม่มีสักบาทครับ
ด้วยไม่อยากปล่อยเพราะคิดว่านี่จะทำให้ผมมีเงินก้อนได้เร็ว (ครอบครัวได้มีเงินก้อนไว้ยามฉุกเฉินจริงๆ เผื่อแม่หรือยายป่วยหนักผมก็จะขายเอาเงินมาครับ)
ต่อ ประกอบกับความสามารถที่มี หัวหน้าเลยกกล้าให้เบิกครึ่งนึงครับ ส่วนอีกครึ่งขอยืมบัตรเครดิตแฟนมากดจ่ายครับ
และขอยืมแม่มา 5 หมื่นครับ ตอนนี้แม่ขายของดีเริ่มมีเงินเก้็บนะครับ สุดท้ายจึงได้คอนโดนี้มา
ผมตั้งใจอยู่หกเดือนครับ แล้วจะปล่อยเช่าซึ่งตอนนี้ปล่อยเช่าอยู่ครับ
ผมวางรากฐานไว้ได้สำเร็จ ลบคำสบประมาทของญาติๆที่อิจฉา ที่ชอบดูถูกครอบครัวผมไปได้
แต่ความอิจฉาไม่หยุดแค่นั้นครับ
แม่ผมขายอาหารในตลาด ญาติๆก็ขายกันเยอะครับคนละอย่างกัน
ด้วยความที่พ่อเลี้ยงชอบคุยชอบโม้ก็ชวนญาติๆมาขายในตลาดเยอะ
เพราะเป็นที่ที่ทำให้เค้าได้คุยได้ (เป็นคนอื่นไม่รู้จักไม่ค่อยฟัง)
ความอิจฉาและหมั่นของญาติๆก็เริ่มบังเกิด กลัวกันจะได้ดีกว่า
ก็เริ่มพูดใส่สีตีไข่กันไปใหญ่ แต่ผมไม่รู้พูดกันอีท่าใหน
เรื่องบ้าน พ่อแม่อยากสร้างบ้าน ผมเลยบอกว่าได้ จะซื้อให้
หนี้ที่ยืมมาดาวน์คอนโดผมใกล้หมดแล้ว รอหน่อยนะสิ้นปีจะกลับไปจัดการให้
และจากนี้จะดูแลแม่และน้องอย่างดี เพราะสิ่งที่ตั้งใจไว้ ทำได้หมดแล้ว
พอถึงสิ้นปี ผมกลับใช้หนี้ยังไม่หมดดี ยังเหลืออีกแสนกว่าๆ
ซึ่งผมทำงานหนักมากได้นอนตี1-2 ทุกวัน เช้าหาลูกค้า 3ทุ่มถึงห้องได้พัก 1 ชม ก็เคลียงานต่อคอ่ยนอน
ที่หนี้ช้าผมว่าเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยครับเลยช้า
พอเลี้ยงโม้ไปทั่วตลาดแล้วครับว่า จะซื้อบ้านเดี่ยว ต่างๆนานา
ผมเลยขอเลทอีก 2 เดือน เพราะหนี้ยังไม่หมด และคิดว่าน่าจะหมดใน 2 เดือน
แต่อะไรๆไม่ได้ง่ายอย่างนั้นครับ เครดิตลูกค้าที่เก็บมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ งานอนุมัติน้อย ได้เงินน้อยตาม
การเงินเริ่มลำบาก จ่ายค่างวดรถ บัตร บ้าน เริ่มเลท มีหนักสุดคือบัตรเข้า 3 เดือน กลัวเรื่องบูโรมาก
พอครบกำหนดเค้าไปดูบ้านเรียบร้อยแล้วครับราคา เกือบสี่ล้าน
ตอนฟังตกใจมาก ด้วยรายได้ที่โชว์ในสลิปแค่ 2-3 หมื่น(มีรายได้อื่นเข้าแต่ไม่มีสลิป)บวกภาระเข้าไปอีก และการชำระที่มีเลท
โอ้ว ยากแน่
ผมเลยบอกว่ารออีกนิดได้ไหม หนี้ก็เบาลงแล้ว จะได้ทำำเครดิตดีๆ ชำระตรงๆ ได้กู้ได้
เค้าก็ไม่ฟังอยากจะกู้ท่าเดียว อธิบายยังไงก็ไม่ฟัง
ผมแปลกใจมากว่าทำไมคุยกับแม่ไม่เข้าใจกัน ทั้งที่เข้าใจกันมาตลอด
อาจจะเป็นแรงกดดันจากที่พ่อเลี้ยงคุยไว้ แล้วโดนญาติๆพูดใส่อีก
ผมเศร้ามากครับ ปลาหมอตายเพราะปากแท้ๆ
กลับไปกู้ให้ถ้าไม่ผ่านอีก ก็โดนเยาะเย้ยกันอีก (ผมกลับบ้านญาติก็ต้องสงสัยครับว่ามาทำอะไร ไม่ใช่ช่วงเทศกาล)
นี่แหละที่ผมกลัว เพราะผมไม่ได้ต้องไปทนฟังด้วย ผมทำงาน
แต่เค้าสิครับต้องอยู่กันจะทนคำคนได้ไหม ผมก็พยายามอธิบาย
ก็ยังยืนยันจะก็อยู่ดี ที่ผมคิดคืออยากกลับไปกู้แล้วให้มันผ่านเลย เพราะผมทำตรงนี้อยู่รู้ว่าต้องอะไรยังไง
ก็ยังยืนยัน เล่าถึงหนี้สินก็ยังยืนยัน สุดท้ายไม่ฟังผมเลยบอกลดราคาบ้านลงมาหน่อยไหม ยอดผ่อนสูงนะ
เด๋วจะไม่ไหวเอาอะไร ก็จะแย่ตามไปนะ ก็ไม่ฟังจะเอาที่นี่ ผมก็ไม่เข้าใจ
บอกว่าซื้อ2-3 ล้านก็พอ ไม่ต้องไปซื้อแข่งใคร เราอยู่เอาสบายใจ ได้พักผ่อนก็พอ
ก็ไม่เอายืนยันจะเอาที่นี่ เหตุผลใกล้วที่ทำมาหากิน อยากจะร้องไห้
ผมกลัวตอนผ่อนนี่สิจะไม่ไหวเอา แถมกู้ได้ไม่เต็มอีกต้องหาตังจะทำยังไง ดอกเบี้ยบานไม่หมดง่ายๆนะ
ประสบการณ์มีแล้ว ก็ไม่ฟังยืนยันที่นี่และจะเอา
โอ้ว ครั้งแรกที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ผมพูดอะไรไม่ฟังผมทั้งสิ้น
เพิ่งเคยได้รู้ถึงความรู้สึกว่าเวลาพูดอธิบายแล้วไม่มีคนฟัง ไม่ยอมเข้าใจมันทรมานแค่ใหน
โครงการบ้านที่เลือกก็ดันเป็ฯโครงการที่คนกรุงบ่นกันซะอีก ขึ้นต้น พ แต่ตจว สร้างในแหล่งย่านคนมีตังเลยแพง
โอยยยย ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลยสักอย่าง
ผมควรทำอย่างไรดีครับแนะนำผมที เครียดมาก นอนไม่หลับ
-ต้องกู้ทั้งที่รู้ว่าไม่ผ่าน
-บ้านราคาแพงไปสำหรับผม
-กลัวชื่อเสียงโครงการอีก
ขอขอบคุณทุกคอมเม้นท์ล่วงหน้านะครับ
ทำอย่างไรดีครับ เมื่อที่บ้านต้องการให้กู้บ้านเกือบ 4 ล้าน ทั้งที่ตอนนี้ผมมีหนี้ท่วมหัวครับ
ขออนุญาตเกริ่นเล่าเรื่องที่คิดว่าน่าจะเพื่อมาประกอบการพิจารณานะครับ
เรื่องคือตอนนี้ที่บ้านต้องการให้ผมเป็ฯคนดำเนินการกูแบ็งเพื่อซื้อบ้านครับ
ซึงผมก็ทำงานธนาคารเลยรู้ดีครับว่าผ่านยาก
เนื่องจากผมมีหนี้บัตรเครดิตที่ต้องจ่ายต่อเดือนประมาณ 25000 รวมของตัวเองและแฟน(ขอยืมแฟนมาใช้เพื่อดาวน์คอนโดครับ)
ผ่อนคอนโด 12000
รถ 9230
ค่าของแจกลูกค้าให้ช่วยทำยอด ต่อเดือน 5-60000
ค่าน้ำมันขับออกไปหาลูกค้า และส่งของลูกค้า 5000
เงินที่ขอยืมแฟนมาดาวน์คอนโดอีก แสนกว่าครับ
รายได้ต่อเดือนรวมค่าคอมผมอยู่ที่แสนกว่า หักหนี้สินไปก็แทบไม่เหลือ หมุนไปวันๆ
กว่าจะให้ลดลงได้ก็เหนื่อยเอาการเพราะต้องเสียดอกเบี้ยเยอะเลยครับ
เกริ่มมาถึงนี้แล้วทุกคนคงทราบดีแล้วว่ามีค่าอะไรบ้าง
บางคนคงสงสัยว่าค่าใช้จ่ายบางอย่างจำเป็นหรือ
ต่องไปจะเล่าถึงที่มาที่ไปให้ฟังครับ
โดยพื้นของครอบครัวผมยากจนมาก พ่อแม่แยกทางกัน
ฝั่งพ่อผมฐานะปานกลางครับ ส่วนแม่และญาติฝั่งแม่จนครับ หาเช้ากินค่ำลำบากสุด
พอพ่อแม่แยกทางกันผมอายุได้แค่ 6 ขวบ พ่อให้ผมอยู๋ด้วยแต่ผมตัดสินใจที่จะอยู่กับแม่(ซึ่งผมว่าผมเลือกถูกเพราะได้คอยช่วยเหลือดูแลแม่ได้)
แม่ผมได้พบแฟนใหม่ แม่ผมเป็นคนหน้าตาดี คนจีบเยอะ แม่ก็เลือกว่าใครที่รับลูกติดได้ก็จะคบ เคยมีตำรวจมาจีบแม่ แต่จะให้ผมอยู่กับยายแม่ยอมเลิกครับ
ผมต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่จังหวัดพ่อเลี้ยง ด้วยความจนแม่ต้องนำผมไปฝากไว้กับแม่พ่อเลี้ยง
ซึ่งเค้าไม่ชอบแม่ผมมากๆน้องสาวพ่อเลี้ยงก็ไม่ชอบ ซึ่งแม่ผมก็ดีด้วยตลอด
แต่เค้าก็เลี้ยงผมครับและน้องที่เกิดจากพ่อเลี้ยงเป็นผู้หญิง
แต่เค้าก็เลี้ยงผมโอเคนะครับ ไม่รังเกียจจิกตีว่าด่า เหมือนกับบางครอบครัว
ผมก็ทนไป พอเสาร์อาทิตแม่ก็จะขับรถมอไซด์คนเดียวจากในเมืองมาหา
พอเริ่มโตก็ขยับขยายโรงเรียน ผมก็จะต้องอยู่กับญาติที่บ้านใกล้โรงเรียนมาโดยตลอด
ไม่เคยได้อยู่กับแม่ได้นานเลย แน่นอนครับเวลากินต้องประหยัดมากๆ เวลาเห็นญาติกินอะไรดีแล้วไม่เรียกก็น้อยใจ
ข้าวเค้ามื้อปกติก็ไม่ค่อยอยากให้ผมกินด้วยเท่าไหร่กลัวเปลือง(ญาติเค้าค่อนข้างประหยัดมากกครับ)
ผมก็ทนเอาและตั้งใจเรียนหวังเพื่อมีอนาคตที่ดี ตอนแม่ไม่มีขอยืมญาตินิดหน่อยเพื่อให้ผ่านพ้นก็ไม่มีใครช่วยสงสารแม่จับใจเลยครับ
ส่วนพ่อเลี้ยงนิสัยเด็กครับ เค้าเด็กกว่าแม่ด้วยครับ
ไม่มีความเป็นผู้นำ ชอบคุยชอบโอ่ทั้งที่ไม่มี
แม่ต้องเป้นคนขยัน บากหน้าและเป็นคนริเริ่มที่จะทำมาโดยตลอดครับ
ผมกับแม่รักกันมากและดูแลกันมาตลอด
จนผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แม่ก็หาตังส่งผมเรียนมาโดยตลอด ถึงลำบากแม่ก็ไม่ท้อ
พ่อเลี้ยงช่วยงานอยู่ครับ แต่หนักที่แม่มากกว่า แม่ต้องตื่นเช้าไปซื้อของมาทำขาย เก็บร้านดึกดื่นเป็นหลัก
จนกระทั่งผมจบมหาวิทยาลัยครับ ผมตัดสินใจจะกลับไปทำงานใกล้บ้าน
เพราะคิดว่าบ้านไม่ต้องเช่า กินอยู่รวมกันไม่แพง ตังจะได้เหลือเก็บดูแลครอบครัวได้
แต่ไม่ทันจะได้งานอยู่ไปสักพักเริ่มเอะใจแม่มีอาการแปลกๆ
น้องสาวก็ช่วยแม่เก็บความลับไม่ยอมเล่าให้ผมฟัง
ผมเลยหลอกถามน้อง แต่น้องก็ไม่เล่าอะไรมากเล่าเท่าที่ผมรู้ ซักไซ้ก็ไม่ได้ความ
แต่รู้แล้วว่าน้องต้องเล่าให้แม่ฟัง เราเลยหลอกถามแม่ซะเลยว่ารู้แล้ว เล่าให้ผมฟังมาตรงๆเถอะ
ด้วยความที่แม่คิดว่าผมรู้และคงจะปิดไม่มิด เลยยอมเล่าให้ผมฟังว่า
พ่อเลี้ยงมีเมียน้อยซึ่งเป็นเพื่อนแม่และมีสามีแล้ว
ตอนนั้นผมนิ่งครับ ไม่พูดอะไรเพราะรู้ว่าถ้าบอกให้แม่เลิก
ก็สงสารน้องที่จะต้องไม่มีพ่อเหมือนผม กลัวน้องจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปชีวิตครอบครัวไม่เต็ม
และผมก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะผม
แม่ต้องยอมตามใจพ่อเลี้ยงทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เสียพ่อเลี้ยงไป และครอบครัวต้องมาแตก
จากนั้นแม่็ก็เลยยอมพ่อเลี้ยงมาโดยตลอดครับ
ผมตัดสินใจมาทำงาน กทม คาดหวังจะตั้งตัวแล้วจะกลับไปรับแม่และน้องมาดูแลเองครับ
พอเวลาผ่านไปพ่อเลี้ยงและแม่ตัดสินใจย้ายถิ่นมาบ้านยายเพื่อแก้ปัญหารักซ้อนครับ
ผมก็ทำงานตั้งตัวมาโดยตลอดโดยเริ่มจากศูนย์ อาชีพใหนสุจริตเงินดีทำหมด
จนมาจบที่อาชีพเซลล์ ขายมากได้มาก ประกอบกับลูกค้าเอ็นดูเลยพอตั้งตัวได้
แน่ล่ะครับอาชีพเซลล์ต้องมีรถไว้ขับหาลูกค้า ส่งของ(หนี้ก้อนแรกครับ)
พอเก็บเงินได้บ้าง เห็นพี่ที่ทำงานเล่นคอนโดได้เงินดี เลยหาข้อมูลทุกวัน 6 เดือน จนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมา
กู้แบ็งได้ 80% ขาดอีก 20 % ต้องหา ตอนนั้นไม่มีสักบาทครับ
ด้วยไม่อยากปล่อยเพราะคิดว่านี่จะทำให้ผมมีเงินก้อนได้เร็ว (ครอบครัวได้มีเงินก้อนไว้ยามฉุกเฉินจริงๆ เผื่อแม่หรือยายป่วยหนักผมก็จะขายเอาเงินมาครับ)
ต่อ ประกอบกับความสามารถที่มี หัวหน้าเลยกกล้าให้เบิกครึ่งนึงครับ ส่วนอีกครึ่งขอยืมบัตรเครดิตแฟนมากดจ่ายครับ
และขอยืมแม่มา 5 หมื่นครับ ตอนนี้แม่ขายของดีเริ่มมีเงินเก้็บนะครับ สุดท้ายจึงได้คอนโดนี้มา
ผมตั้งใจอยู่หกเดือนครับ แล้วจะปล่อยเช่าซึ่งตอนนี้ปล่อยเช่าอยู่ครับ
ผมวางรากฐานไว้ได้สำเร็จ ลบคำสบประมาทของญาติๆที่อิจฉา ที่ชอบดูถูกครอบครัวผมไปได้
แต่ความอิจฉาไม่หยุดแค่นั้นครับ
แม่ผมขายอาหารในตลาด ญาติๆก็ขายกันเยอะครับคนละอย่างกัน
ด้วยความที่พ่อเลี้ยงชอบคุยชอบโม้ก็ชวนญาติๆมาขายในตลาดเยอะ
เพราะเป็นที่ที่ทำให้เค้าได้คุยได้ (เป็นคนอื่นไม่รู้จักไม่ค่อยฟัง)
ความอิจฉาและหมั่นของญาติๆก็เริ่มบังเกิด กลัวกันจะได้ดีกว่า
ก็เริ่มพูดใส่สีตีไข่กันไปใหญ่ แต่ผมไม่รู้พูดกันอีท่าใหน
เรื่องบ้าน พ่อแม่อยากสร้างบ้าน ผมเลยบอกว่าได้ จะซื้อให้
หนี้ที่ยืมมาดาวน์คอนโดผมใกล้หมดแล้ว รอหน่อยนะสิ้นปีจะกลับไปจัดการให้
และจากนี้จะดูแลแม่และน้องอย่างดี เพราะสิ่งที่ตั้งใจไว้ ทำได้หมดแล้ว
พอถึงสิ้นปี ผมกลับใช้หนี้ยังไม่หมดดี ยังเหลืออีกแสนกว่าๆ
ซึ่งผมทำงานหนักมากได้นอนตี1-2 ทุกวัน เช้าหาลูกค้า 3ทุ่มถึงห้องได้พัก 1 ชม ก็เคลียงานต่อคอ่ยนอน
ที่หนี้ช้าผมว่าเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยครับเลยช้า
พอเลี้ยงโม้ไปทั่วตลาดแล้วครับว่า จะซื้อบ้านเดี่ยว ต่างๆนานา
ผมเลยขอเลทอีก 2 เดือน เพราะหนี้ยังไม่หมด และคิดว่าน่าจะหมดใน 2 เดือน
แต่อะไรๆไม่ได้ง่ายอย่างนั้นครับ เครดิตลูกค้าที่เก็บมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ งานอนุมัติน้อย ได้เงินน้อยตาม
การเงินเริ่มลำบาก จ่ายค่างวดรถ บัตร บ้าน เริ่มเลท มีหนักสุดคือบัตรเข้า 3 เดือน กลัวเรื่องบูโรมาก
พอครบกำหนดเค้าไปดูบ้านเรียบร้อยแล้วครับราคา เกือบสี่ล้าน
ตอนฟังตกใจมาก ด้วยรายได้ที่โชว์ในสลิปแค่ 2-3 หมื่น(มีรายได้อื่นเข้าแต่ไม่มีสลิป)บวกภาระเข้าไปอีก และการชำระที่มีเลท
โอ้ว ยากแน่
ผมเลยบอกว่ารออีกนิดได้ไหม หนี้ก็เบาลงแล้ว จะได้ทำำเครดิตดีๆ ชำระตรงๆ ได้กู้ได้
เค้าก็ไม่ฟังอยากจะกู้ท่าเดียว อธิบายยังไงก็ไม่ฟัง
ผมแปลกใจมากว่าทำไมคุยกับแม่ไม่เข้าใจกัน ทั้งที่เข้าใจกันมาตลอด
อาจจะเป็นแรงกดดันจากที่พ่อเลี้ยงคุยไว้ แล้วโดนญาติๆพูดใส่อีก
ผมเศร้ามากครับ ปลาหมอตายเพราะปากแท้ๆ
กลับไปกู้ให้ถ้าไม่ผ่านอีก ก็โดนเยาะเย้ยกันอีก (ผมกลับบ้านญาติก็ต้องสงสัยครับว่ามาทำอะไร ไม่ใช่ช่วงเทศกาล)
นี่แหละที่ผมกลัว เพราะผมไม่ได้ต้องไปทนฟังด้วย ผมทำงาน
แต่เค้าสิครับต้องอยู่กันจะทนคำคนได้ไหม ผมก็พยายามอธิบาย
ก็ยังยืนยันจะก็อยู่ดี ที่ผมคิดคืออยากกลับไปกู้แล้วให้มันผ่านเลย เพราะผมทำตรงนี้อยู่รู้ว่าต้องอะไรยังไง
ก็ยังยืนยัน เล่าถึงหนี้สินก็ยังยืนยัน สุดท้ายไม่ฟังผมเลยบอกลดราคาบ้านลงมาหน่อยไหม ยอดผ่อนสูงนะ
เด๋วจะไม่ไหวเอาอะไร ก็จะแย่ตามไปนะ ก็ไม่ฟังจะเอาที่นี่ ผมก็ไม่เข้าใจ
บอกว่าซื้อ2-3 ล้านก็พอ ไม่ต้องไปซื้อแข่งใคร เราอยู่เอาสบายใจ ได้พักผ่อนก็พอ
ก็ไม่เอายืนยันจะเอาที่นี่ เหตุผลใกล้วที่ทำมาหากิน อยากจะร้องไห้
ผมกลัวตอนผ่อนนี่สิจะไม่ไหวเอา แถมกู้ได้ไม่เต็มอีกต้องหาตังจะทำยังไง ดอกเบี้ยบานไม่หมดง่ายๆนะ
ประสบการณ์มีแล้ว ก็ไม่ฟังยืนยันที่นี่และจะเอา
โอ้ว ครั้งแรกที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ผมพูดอะไรไม่ฟังผมทั้งสิ้น
เพิ่งเคยได้รู้ถึงความรู้สึกว่าเวลาพูดอธิบายแล้วไม่มีคนฟัง ไม่ยอมเข้าใจมันทรมานแค่ใหน
โครงการบ้านที่เลือกก็ดันเป็ฯโครงการที่คนกรุงบ่นกันซะอีก ขึ้นต้น พ แต่ตจว สร้างในแหล่งย่านคนมีตังเลยแพง
โอยยยย ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลยสักอย่าง
ผมควรทำอย่างไรดีครับแนะนำผมที เครียดมาก นอนไม่หลับ
-ต้องกู้ทั้งที่รู้ว่าไม่ผ่าน
-บ้านราคาแพงไปสำหรับผม
-กลัวชื่อเสียงโครงการอีก
ขอขอบคุณทุกคอมเม้นท์ล่วงหน้านะครับ