มาตามนัด! คนน่านกว่า1,000 ฮือยื่นคำขาดห้ามสร้างมัสยิด

ภาพ+รายละเอียด
http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000024454
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 6
ชาวน่านกลัวก็ไม่เห็นจะผิดเลย เค้าเห็นตัวอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นผม ก็กลัวเหมือนกันล่ะครับ
ความคิดเห็นที่ 18
ผมว่าหลายๆคนมองข้ามปัญหาที่แท้จริงไป

คนน่านเขารักในวัฒนธรรมประเพณีของเขามาก เขาอยากอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไป
แต่ประวัติศาสตร์อิสลาม มันเต็มไปด้วยการกลืนกินวัฒนธรรมอื่น บ่อยครั้งมีการทำลายสมบัติทางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่อิสลาม
อาฟกานิสถานก็ดี อินโดนีเซียก็ดี ประเทศเหล่านี้เคยเป็นดินแดนที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก่อน
แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นอิสลามหมด อิสลามใช้เวลาเพียง 300 ปี ในการทำ Islamization หมู่เกาะชวาและสุมาตรา

แม้แต่ในยุโรปปัจจุบัน มุสลิมก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการคำนวณกันไว้ว่าไม่เกิน 40 ปี หลายประเทศจะกลายเป็นรัฐอิสลาม
หากคนน่านยอมให้มีมัสยิดเกิดขึ้น ต่อไปก็จะกลายเป็นชุมชนมุสลิม พอคนมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดการแต่งงานข้ามศาสนา
ลูกหลานเขาก็ถูกบังคับเข้าศาสนาอิสลาม นานวันไปสัดส่วนประชากรก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมืองน่านก็จะไม่ใช่เมืองน่านแบบเดิมอีก

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ความคิดเห็นที่ 12
ชาวน่านเขากลัวแผนการ Islamization

ตอนมีน้อยๆ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก มัสยิดไม่กล้าเปิดเสียงดัง

แต่อยู่ๆไป เพิ่มจำนวน พอคนเริ่มเยอะ ก็จะเปลี่ยนเป็น "เราไม่ต้องการอยู่กับพวก...ที่ฟังเสียงอะซานไม่ได้"

ความคิดเห็นที่ 11
ในพม่า ในศรีลังกา เขาถือว่าอาหารฮาลาล เป็นการดูถุกทางศาสนา

ในไทย ต้องเสียปีละหลายล้านเพื่อต้องจ่ายให้มุสลิมเพื่อตราฮาลาล ซึ่งต้องต่อทุกปี

ถึงเวลาที่เราต้องเลือกทานอาหารที่ไม่มีฮาลาล

อยากให้พระเป็นแนวหน้า เหมือนพระศรีลังกาและพระพม่า

...........

เป็นเพราะเราอ่อนแอ ตอนนี้ในสามจังหวัด พระไปไหน ต้องมีทหารคุ้มกัน

ในกรุงเทพ มมุสลิมออกมาด่าวัดที่ไม่ให้เด็กหญิงมุสลิมคลุมผม

แบบได้สองต่อ กันเด็กมุสลิมมาเรียนโรงเรียนวัด

และได้ข่มขู้คนพุทธ ให้อ่อนแอ ยิ่งขึ้น
............

ในมาเล บังคับห้ามมุสลิมเปลี่ยนศาสนา

เก็บภาษีคนจีนมากกว่าคนมุสลิม
ความคิดเห็นที่ 21
มันต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี หลายชั่วอายุคน

3 จังหวัดชายแดนใต้ก็เคยเป็นดินแดนพุทธมาก่อน เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมสมัยนั้นสาบสูญไปแล้ว

ประเทศไทยเราสมัยก่อน มีอิสลามไม่ถึง 3% เดี๋ยวนี้กลายเป็นมากกว่า 5%

เรื่องนี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง และมีตัวเลขทางสถิติ ไม่ใช่การมโน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่