Creative Review : Birdman แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมถึงได้ออสการ์

Birdman: the unexpected virtue of ignorance



หนังที่ถูกสร้างโดยคนที่หลงไหลในศิลปะของภาพยนตร์ เพื่อคนดูที่หลงไหลในศิลปะของภาพยนตร์ ย้ำว่า 'ศิลปะ' เพราะนี่คือหนึ่งในใจความสำคัญของหนังเรื่องนี้

หนังเรื่องนี้เป็นงานแสดงฝีไม้ลายมือที่เอกอุของผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu หนึ่งในสามทหารเสือจากเม็กซิกัน (อีกสองคนคือ Guillermo del Toro และ Alfonso Cuarón) ที่ตั้งใจตบหน้า กระแทกกระทั้น เสียดสี อุตสาหกรรมหนังทั้งระบบ ตั้งแต่ส่วนของนายทุน ผู้กำกับ ทีมงานเบื้องหลัง นักแสดง ไล่ตะบันไปถึง นักวิจารณ์ รวมถึงแม้แต่คนดูหนังอย่างเราๆท่านๆ ที่นับวันจะหลงไหลไปกับแค่ความบันเทิงสำเร็จรูปจากความตื่นตาตื่นใจ แต่กลับไม่สนใจ 'ศิลปะ' ของภาพยนตร์ที่แท้จริง

ที่สำคัญคือการตบหน้าวงการภาพยนตร์ของ อินาร์ริตุ ครั้งนี้ เป็นการตบให้ดูแบบมีชั้นเชิง ไม่ใช่ชั้นคิดจะด่าก็ลุกขึ้นมาด่ากราด แต่ชั้นจะด่ากราดด้วยการทำออกมาเป็นหนังชั้นดีให้ดูว่า หนังที่มี 'ศิลปะ' มันเป็นยังไง


คำว่า 'ศิลปะ' ของหนังที่กล่าวถึงนี้ ได้ถูกเค้นออกมาอย่างเข้มข้นในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะของการแสดง Acting ที่ อินาร์ริตุ มักจะรีดศักยภาพของนักแสดงออกมาได้อย่างเข้าขั้นสูงสุดเสมอจากผลงานที่ผ่านๆมา บท Screenplay ที่แยบยล คมคาย น่าติดตาม น่าสนใจ บทสนทนาแทบทุกซีนมีความหมาย ดูแล้วทั้งสนุก ทั้งลึกซึ้ง (สำหรับคนที่เข้าใจ) Character Development ตัวละครมีมิติ มีปม มี drive ของตัวเอง เรื่องงาน Visual และ Cinematography นี่ก็แทบจะไม่ต้องพูดถึง ด้วยการใช้ เทคนิค long take กับหนังที่ยาว 2 ชั่วโมง แบบนี้ (แค่คิดเรื่อง camera movement ออกมาได้ต่อเนื่องก็เก่งแล้ว) แต่นี่พี่แกทำได้อย่างไหลลื่นทั้งการแสดง ทั้งเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างน่าสนใจ ผ่านมุมกล้องบุคคลที่สาม ที่ทำให้เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี่แหละ คือการโชว์เทพ โชว์เก๋า แสดงความมีชั้นเชิง ของศิลปะการทำภาพยนตร์ออกมาได้แบบที่คนที่เข้าถึงได้แล้วจะต้องยอมเค้าเลย

ดูจบแล้วก็ได้บทสรุปว่า สุดท้ายเราทุกคนก็อยากได้รับความรักและการยอมรับ กันทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการความรักและการยอมรับจากใคร และความต้องการนี้เองที่ทำให้เราต่างเปราะบางเหลือเกิน เพราะในหลายๆครั้ง คนที่เราทำเพื่อต้องการให้เค้ารักหรือยอมรับนั้น เค้ากลับไม่แยแสใส่ใจกับสิ่งที่เราทำเพียงพอกับที่เราต้องการให้เค้าเป็น

และความไม่แยแส ignorance ของหลายๆคนนี้เอง ที่หนังเรื่องนี้ตั้งใจจะด่า ไม่ว่าจะเป็น
- คนดูที่ไม่ตั้งใจดู ไม่ให้เกียรติกับการดูหนัง ก้มเล่นโทรศัพท์
- คนดูที่สนแต่ความบันเทิง อยากดูแต่ภาพ effect ตื่นตาตื่นใจ ชอบการทำลายล้าง violence ต่างๆ มองเป็นความบันเทิง
- เด็กสมัยใหม่ ที่เอาแต่อยากดัง อยาก go viral เป็นจุดสนใจของผู้คน
- นักวิจารณ์ที่ดีแต่ตีตราหนังคนอื่น ด้วยความคิดตัวเอง แต่กลับขี้เกียจทำการบ้าน หรือเรียนรู้ทำความเข้าใจในศิลปะของหนัง พอไม่เข้าใจก็ไปบอกว่าหนังเค้าห่วย
- นายทุนทำหนังที่สนแต่จะทำหนังภาคต่อ หนัง super heroes ที่การันตีรายได้
- นักแสดงที่ทิ้งศักดิ์ศรี เล่นแต่หนังตลาดทำเงิน หนัง super heroes
- นักแสดงที่ไม่ยอมแก่ ทำศัลยกรรม เพื่อให้ตัวเองดูดีตลอดเวลา
- นักแสดงติสท์แตก ที่จะเอาแต่ความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก จนลืมความเป็นจริงและคนอื่นๆ
- นักแสดงที่เคยดัง แล้วยึดติด มี ego จนไม่สามารถมีความสุขได้
- คนที่บ้างาน สนแต่เรื่องของตัวเอง จนลืมครอบครัวรอบข้าง คนรอบข้างไปหมด
- ฯลฯ

หนังเรื่องนี้ด่าไว้เยอะมาก แต่กลับทำได้ดีมาก และนี่แหละคือที่มาของชื่อในวงเล็บของหนังเรื่อง นี้ Birdman

the unexpected virtue of ignorance
สิ่งดีๆที่ไม่คาดคิดที่เกิดจากการไม่แยแสของคน


และก็อาจกลับไปที่หลักการของชาวพุทธได้อีกทีว่า
การปล่อยวาง ไม่แยแส หรือช่างแม่มนี่แหละ (Ignorance) ที่เป็นบ่อเกิดของความสุข (The Unexpected Virtue)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่