ในการประชุมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พิจารณาและผ่านการพิจารณา
บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนประเด็นการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้
วางใจนายกรัฐมนตรี ที่นำความจากมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา แต่ได้
เพิ่มเติมถ้อยคำในวรรคสอง ซึ่งมีสาระสำคัญคือ
การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี สามารถทำได้ในกรณี
ที่เป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินแผ่นดิน
ทั้งนี้กำหนดให้ต้องยื่นคำร้องขอต่อ "ศาลวินัยการคลังและงบประมาณ" ก่อน จากเดิมที่กำหนด
เพียงแค่ 'พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ' 'ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ' หรือ 'จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย'
นอกจากนั้นได้ตัดบทบัญญัติที่ว่า ต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปประกอบ
กับการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีออก เนื่องจากในวรรคท้ายของร่าง
มาตราที่ยกร่างนั้นกำหนดไว้ว่า
"ในกรณีที่สภาฯ ลงมติไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ
จำนวนสมาชิกทั้งหมดแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งและเป็นผลให้อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงด้วย"
ส่วนการลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ปรับถ้อยให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ และให้
นับเฉพาะคะแนน
"ไม่ไว้วางใจ" เท่านั้น จากเดิมที่
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 158 วรรคสามกำหนดให้
มีการลงมติไว้วางใจและไม่ไว้วางใจทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำประโยชน์ที่ได้จากการลงคะแนนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง
ในเรื่องนี้ นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) แสดงความ
เห็นไว้น่าสนใจว่า
"หากจะเขียนรัฐธรรมนูญให้ยุบสภาถ้านายกฯแพ้ซักฟอก ผมว่าไม่เพี้ยนก็เมา เพราะเท่า
กับประหาร ส.ส.ฝ่ายที่ขอซักฟอกและส.ส.รัฐบาลด้วย พวก ส.ส.ก็จะช่วยกันปกป้องรัฐบาล แล้วจะให้ซักฟอกหาวิมาณอะไร"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.dailynews.co.th/Content/politics/303764/_%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2_+%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%99.%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%94+_%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2_%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%81
เหล่ากมธฯ รวมพลังเค้นสมองร่างรธน ว่า นายกฯต้องยุบสภาถ้าแพ้ศึกซักฟอก ฉลาดฟุดๆ...
ในการประชุมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พิจารณาและผ่านการพิจารณา
บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนประเด็นการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้
วางใจนายกรัฐมนตรี ที่นำความจากมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา แต่ได้
เพิ่มเติมถ้อยคำในวรรคสอง ซึ่งมีสาระสำคัญคือ
การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี สามารถทำได้ในกรณี
ที่เป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินแผ่นดิน
ทั้งนี้กำหนดให้ต้องยื่นคำร้องขอต่อ "ศาลวินัยการคลังและงบประมาณ" ก่อน จากเดิมที่กำหนด
เพียงแค่ 'พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ' 'ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ' หรือ 'จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย'
นอกจากนั้นได้ตัดบทบัญญัติที่ว่า ต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปประกอบ
กับการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีออก เนื่องจากในวรรคท้ายของร่าง
มาตราที่ยกร่างนั้นกำหนดไว้ว่า
"ในกรณีที่สภาฯ ลงมติไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ
จำนวนสมาชิกทั้งหมดแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งและเป็นผลให้อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงด้วย"
ส่วนการลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ปรับถ้อยให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ และให้
นับเฉพาะคะแนน "ไม่ไว้วางใจ" เท่านั้น จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 158 วรรคสามกำหนดให้
มีการลงมติไว้วางใจและไม่ไว้วางใจทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำประโยชน์ที่ได้จากการลงคะแนนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง
ในเรื่องนี้ นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) แสดงความ
เห็นไว้น่าสนใจว่า "หากจะเขียนรัฐธรรมนูญให้ยุบสภาถ้านายกฯแพ้ซักฟอก ผมว่าไม่เพี้ยนก็เมา เพราะเท่า
กับประหาร ส.ส.ฝ่ายที่ขอซักฟอกและส.ส.รัฐบาลด้วย พวก ส.ส.ก็จะช่วยกันปกป้องรัฐบาล แล้วจะให้ซักฟอกหาวิมาณอะไร"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้