ค่าพี/อีสูงกดหุ้นไทยแพง โบรกฯชี้ต่างชาติลดลงทุน
โบรกฯชี้จุดเสี่ยงตลาดหุ้นไทยค่าพี/อีปัจจุบันพุ่งเกิน 20 เท่า แพงสุดรอบ 14 ปีหวั่นต่างชาติลดระดับลงทุน ชี้ปัจจัยเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า กระทบสภาพคล่องโลกเปลี่ยนทิศไหลออกจากเอเชีย กระตุกบรรยากาศนักเล่นหุ้นถอย เตือนระวังหุ้นไทยอาจร่วงแรง 200 จุดในระยะสั้น
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กรุงศรี เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ระดับค่อนข้างแพงมากแล้ว ซึ่งสะท้อนจากอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น ณ ปัจจุบัน (Expected P/E) อยู่ที่ระดับ 20.71 เท่า (ณ วันที่ 20 ก.พ.) ซึ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่เก็บข้อมูลเมื่อปี 2544
สำหรับกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ณ สิ้นปี2558 คาดอยู่ที่ 93.00 บาทต่อหุ้น แม้จะส่งผลให้คาดการณ์พี/อี (P/E Forward) ปีนี้ลดลงอยู่ที่ระดับ 17.2 เท่า แต่ก็ยังถือว่ายังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่อยู่ระดับ 16.1 เท่า
"ค่าพี/อีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในช่วงไตรมาส 4/57 และช่วงปีที่ผ่านมาที่ค่อนข้างเติบโตแบบจำกัด โดยเฉพาะกำไรของ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ ธนาคารพาณิชย์, พลังงาน และปิโตรเคมีที่รวมกันออกมาเป็นยอดขาดทุน ยิ่งช่วงที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงแรง ได้ส่งผลต่อ EPS ของปี 2557 ปรับตัวติดลบกว่า 18% อยู่ที่ระดับ 72.62 บาทต่อหุ้น หรือลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ระดับ 88 บาทต่อหุ้น" นายธนเดชกล่าว
ทั้งนี้ ธุรกิจ 3 กลุ่มข้างต้นมีสัดส่วนยอดกำไรรวมประมาณ 55-56% ของกำไรสุทธิรวมทั้งตลาด
นายธนเดชยังกล่าวถึงค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นว่า อาจมีผลต่อนักลงทุนต่างชาติให้ความน่าสนใจและน้ำหนักการลงทุนลดน้อยลง และคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่จะไหลออกมาจากการทำนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางยุโรปในช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้ไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากเห็นว่าหุ้นไทยมีการซื้อขายที่ระดับราคาพรีเมี่ยม ขณะที่ดัชนีมีโอกาสปรับฐานค่อนข้างสูง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติอาจเลือกไปลงทุนในตลาดที่ระดับพี/อียังไม่สูงมาก และให้ผลตอบแทนมากกว่า
นายเกรียงไกร ทำนุทัศน์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์อาวุโส บล.เออีซี (AEC) กล่าวว่าระดับค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยที่เกิน 20 เท่า ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปัจจุบันไม่ค่อยมีเสถียรภาพหรือเรียกว่าเหวี่ยงตัวพอสมควร โดยคาดว่าในระยะสั้นนี้มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวผันผวนรุนแรง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในกรอบแถวระดับ 1,580-1,620 จุด เนื่องจากเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะให้ถ้อยคำแก่สภาคองเครสซึ่งคาดว่าอาจมีการส่งสัญญาณให้เตรียมรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า
"หากเฟดส่งสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ยจริง มีโอกาสที่นักลงทุนทั่วโลกจะเร่งเทขายพันธบัตรของสหรัฐออกมา จะฉุดให้สภาพคล่องจากที่ต่างๆ ทั่วโลกไหลกลับเข้าไปยังตลาดพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งสัญญาณที่บ่งชี้สำคัญคือ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ (ผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ) อายุ 10 ปีที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 2.1% หากบอนด์ยิลด์ปรับตัวพุ่งแรงเกินระดับ 2.3% อาจส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะสภาพคล่องโลกที่จะไหลออกจากตลาดภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวผันผวนลงแรงกว่าระดับ 200 จุดต่อรอบ ถือเป็นปัจจัยใหม่ที่ตลาดเรายังไม่รับรู้ และถือว่ามีผลกระทบค่อนข้างรุนแรงกว่าปัจจัยที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเริ่มใช้มาตรการ QE ด้วยซ้ำ"
ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนควรปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ หรือเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มความปลอดภัยสูง ซึ่งมี 3 กลุ่มที่มีแนวโน้มผลดำเนินงานเติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มหุ้นปันผล, กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มขนส่ง เป็นต้น
ที่มา
http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1424850223
ค่าพี/อีสูงกดหุ้นไทยแพง โบรกฯชี้ต่างชาติลดลงทุน
โบรกฯชี้จุดเสี่ยงตลาดหุ้นไทยค่าพี/อีปัจจุบันพุ่งเกิน 20 เท่า แพงสุดรอบ 14 ปีหวั่นต่างชาติลดระดับลงทุน ชี้ปัจจัยเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า กระทบสภาพคล่องโลกเปลี่ยนทิศไหลออกจากเอเชีย กระตุกบรรยากาศนักเล่นหุ้นถอย เตือนระวังหุ้นไทยอาจร่วงแรง 200 จุดในระยะสั้น
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กรุงศรี เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ระดับค่อนข้างแพงมากแล้ว ซึ่งสะท้อนจากอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น ณ ปัจจุบัน (Expected P/E) อยู่ที่ระดับ 20.71 เท่า (ณ วันที่ 20 ก.พ.) ซึ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่เก็บข้อมูลเมื่อปี 2544
สำหรับกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ณ สิ้นปี2558 คาดอยู่ที่ 93.00 บาทต่อหุ้น แม้จะส่งผลให้คาดการณ์พี/อี (P/E Forward) ปีนี้ลดลงอยู่ที่ระดับ 17.2 เท่า แต่ก็ยังถือว่ายังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่อยู่ระดับ 16.1 เท่า
"ค่าพี/อีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในช่วงไตรมาส 4/57 และช่วงปีที่ผ่านมาที่ค่อนข้างเติบโตแบบจำกัด โดยเฉพาะกำไรของ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ ธนาคารพาณิชย์, พลังงาน และปิโตรเคมีที่รวมกันออกมาเป็นยอดขาดทุน ยิ่งช่วงที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงแรง ได้ส่งผลต่อ EPS ของปี 2557 ปรับตัวติดลบกว่า 18% อยู่ที่ระดับ 72.62 บาทต่อหุ้น หรือลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ระดับ 88 บาทต่อหุ้น" นายธนเดชกล่าว
ทั้งนี้ ธุรกิจ 3 กลุ่มข้างต้นมีสัดส่วนยอดกำไรรวมประมาณ 55-56% ของกำไรสุทธิรวมทั้งตลาด
นายธนเดชยังกล่าวถึงค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นว่า อาจมีผลต่อนักลงทุนต่างชาติให้ความน่าสนใจและน้ำหนักการลงทุนลดน้อยลง และคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่จะไหลออกมาจากการทำนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางยุโรปในช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้ไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากเห็นว่าหุ้นไทยมีการซื้อขายที่ระดับราคาพรีเมี่ยม ขณะที่ดัชนีมีโอกาสปรับฐานค่อนข้างสูง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติอาจเลือกไปลงทุนในตลาดที่ระดับพี/อียังไม่สูงมาก และให้ผลตอบแทนมากกว่า
นายเกรียงไกร ทำนุทัศน์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์อาวุโส บล.เออีซี (AEC) กล่าวว่าระดับค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยที่เกิน 20 เท่า ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปัจจุบันไม่ค่อยมีเสถียรภาพหรือเรียกว่าเหวี่ยงตัวพอสมควร โดยคาดว่าในระยะสั้นนี้มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวผันผวนรุนแรง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในกรอบแถวระดับ 1,580-1,620 จุด เนื่องจากเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะให้ถ้อยคำแก่สภาคองเครสซึ่งคาดว่าอาจมีการส่งสัญญาณให้เตรียมรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า
"หากเฟดส่งสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ยจริง มีโอกาสที่นักลงทุนทั่วโลกจะเร่งเทขายพันธบัตรของสหรัฐออกมา จะฉุดให้สภาพคล่องจากที่ต่างๆ ทั่วโลกไหลกลับเข้าไปยังตลาดพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งสัญญาณที่บ่งชี้สำคัญคือ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ (ผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ) อายุ 10 ปีที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 2.1% หากบอนด์ยิลด์ปรับตัวพุ่งแรงเกินระดับ 2.3% อาจส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะสภาพคล่องโลกที่จะไหลออกจากตลาดภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวผันผวนลงแรงกว่าระดับ 200 จุดต่อรอบ ถือเป็นปัจจัยใหม่ที่ตลาดเรายังไม่รับรู้ และถือว่ามีผลกระทบค่อนข้างรุนแรงกว่าปัจจัยที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเริ่มใช้มาตรการ QE ด้วยซ้ำ"
ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนควรปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ หรือเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มความปลอดภัยสูง ซึ่งมี 3 กลุ่มที่มีแนวโน้มผลดำเนินงานเติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มหุ้นปันผล, กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มขนส่ง เป็นต้น
ที่มา http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1424850223