ไม่ใช่เอะอะอะไรอยากขึ้นมาก็จะเป็นตัณหา อยากอะไรขึ้นมาก็จะเป็นตัณหา เหมาว่าเป็นตัณหาเสียหมด







กิเลสเป็นของเล่นเมื่อไร พูดแล้วพูดเล่าอยู่เสมอ
ตัวไหนตัวไม่เป็นภัย ตัวไหนตัวไม่ฉุดลากเราลง กิเลสตัวไหนฉุดลากเราให้ขึ้นมีเหรอ ไม่มี
เพราะฉะนั้นการอบรมจิตใจนี้ก็คือการต่อสู้กับกิเลสโดยตรง
หนักก็ต้องใช้วิธีฝึกหนัก กิเลสหนักขนาดไหนเราจะไปอ่อนข้อไม่ได้
ต้องหนักมือทีเดียวในการฝึกทรมาน ถึงขนาดเป็นตายก็ต้องฟัดกันลงไปไม่อย่างนั้นไม่ได้  
ใครจะเอานิสัยของกิเลสมาใช้กับกิเลส มันก็กลมกลืนเป็นหนึ่งบวกกับหนึ่งเป็นสอง มีกำลังมากสองเท่าขึ้นไป
แล้วเกิดประโยชน์อะไร



.............................................


การประพฤติปฏิบัติสุ่มสี่สุ่มห้าลุ่ม ๆ ดอน ๆ คอยแต่จะให้กิเลสมัดคอเอา ๆ ได้ผลประโยชน์อะไร
ตาไม่ดูหนทาง เดินไปไม่ดูหนทาง คิดแต่จุดที่หมายปลายทางที่ตนจะไปอย่างเดียว
ไม่ดูขวากดูหนามดูหนทางว่าถูกหรือผิด จะเป็นภัยเป็นอันตรายในระหว่างทางเพราะอันใดบ้าง

ก็เพราะความไม่สำรวมความไม่ระมัดระวังตัวเองนั่นแหละ เดินสะดุดบ้าง ปลีกไปในทางที่ผิดบ้าง



การดำเนินปฏิปทาก็เหมือนกัน  
เราเล็งตั้งแต่มรรคผลนิพพาน แต่ไม่ได้เล็งดูข้าศึกที่อยู่ติดก้นตั้งแต่ต้นทางจนกระทั่งถึงที่สุดทาง
มีตั้งแต่ขวากแต่หนามคือกิเลสทั้งมวล เราไม่มองดูตรงนี้ ไม่หลบหลีกไม่ระมัดระวังตรงนี้ระวังอะไร



ผู้ปฏิบัติต้องมีความเข้มแข็ง มีจิตใจจดจ่อต่อเนื่องกันโดยลำดับด้วยความตั้งอกตั้งใจ
ไม่ใช่จะเอานิสัยของโลกมาใช้ นิสัยของโลกเอาประมาณไม่ได้ เพราะเกิดมากับกิเลสอยู่แล้ว
กิเลสเป็นนิสัยฝังใจอยู่แล้ว แสดงมาอะไรก็มีแต่ลวดลายของกิเลสที่จะพาเราให้เสียและล่มจมไป
ยิ่งเข้ามาประพฤติปฏิบัติจะเอานิสัยของกิเลสมาใช้นั้นก็ยิ่งมาทำลายตัวเอง
หาความสุขความเจริญหรือหาคำว่ามงคลไปไม่ได้ จึงต้องใช้ความระมัดระวัง



การกินการอยู่การหลับการนอนต้องฝึกให้หมด ไม่ฝึกไม่ได้ สิ่งที่เคยทำมาเป็นเรื่องของกิเลส
เป็นเรื่องของความไม่มีขื่อมีแปตามยถากรรม แต่ธรรมไม่ใช่ธรรมยถากรรมซิ
ธรรมมีเหตุมีผลมีกฎมีเกณฑ์มีแบบมีฉบับ จึงต้องนำแบบนำแผนกฎเกณฑ์นี้ไปใช้กับกิเลสฝึกฝนทรมานตนเอง
ไม่อย่างนั้นจะไปไม่รอดนะ เหลวไหล ๆ ไปเรื่อย ๆ


............................................


ไม่ใช่เอะอะอะไรอยากขึ้นมาก็จะเป็นตัณหา อยากอะไรขึ้นมาก็จะเป็นตัณหา เหมาว่าเป็นตัณหาเสียหมด
บทเวลาความอยากเป็นตัณหาจริง ๆ นั้นทำไมไม่สนใจไม่แก้
ความอยากของด้านธรรมะพอจะทำขึ้นบ้างจะเป็นตัณหาไปเสีย ความอยากเป็นตัณหาจนตาบอดตามืดไม่เห็นคิดไม่เห็นว่า
นี่ซีแพ้กิเลสวันยังค่ำถ้าปัญญาสอดแทรกไม่มี อย่าเข้าใจว่ากิเลสจะหลุดลอยออกไปเพราะความอยาก
เพราะการเสริมความอยากให้มันอันเป็นฝ่ายของมันนั้นเลย



แก้อะไรจะแก้ยากยิ่งกว่ากิเลส นี่พูดย้ำแล้วย้ำเล่าอยู่ตลอดจนผู้พูดก็เบื่อจะพูดแล้ว
อย่าว่าแต่ผู้ฟังจะเบื่อเลย เพราะพูดนี้พูดออกมาจากความจริง พูดอย่างถึงใจ
เคยเห็นเคยรู้มาแล้วถึงพูดสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่มาพูดแบบเดา ๆ เอานี่ เคยต่อสู้กันก็เคยต่อสู้มาแล้ว
แทบเป็นแทบตาย ยากหรือไม่ยากก็รู้ในเจ้าของมาหมดทุกอย่างแล้ว
แล้วจะเอาเรื่องเหยาะ ๆ แหยะ ๆ  มาใช้กับกิเลสได้ยังไง


------------------------------------------------


กิเลสเป็นข้าศึกต่อใจ - พระธรรมเทศนาโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระก่อนปาฏิโมกข์ ณ วัดป่าบ้านตาด  เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖
อ่านเนื้อหาเต็มได้จาก http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=1464&CatID=3





แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่