ผมเคยคิดมาตลอดเลยว่าการแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน คนเรารักกัน ดูใจกัน สุดท้ายมั่นใจก็แต่งงาน
แต่!!!!!!! มันไม่ใช่เลย (อย่างน้อยก็กับผมหนึ่งคนละนะ)
ปีที่แล้วผมกับแฟนคุยกันเมื่อต้นปีว่าเราน่าจะถึงเวลาแต่งงานกันได้แล้วล่ะ. แฟนก็โอเค ผมก็โอเค ผมก็ไปคุยกับทางบ้านผมก่อน ทางบ้านผมดีใจมากๆ เนื่องจากครอบครัวพี่ชายมีลูกชายแค่คนเดียว และคงไม่มีอีกแล้วเนื่องจากปัญหาครออบครัวที่ค่อนข้างจะรุนแรน ปัจจุบันอยู่ด้วยกันแบบแยกห้องนอนเรียบร้อย
ทางพ่อก็โอเค แต่แม่นี่เกินโอเคไปไกลเลย ถึงขั้นไปดูโรงแรมไว้เลย (ยังไม่ได้ไปขอลูกสาวเค้าเลยคร๊าบบบบบ)

ญาติหลายๆท่านก็ตื่นเต้นกันใหญ่ บรรยากาศเป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า เนื่องจากแม่ของฝ่ายหญิง
แม่ของทางแฟนนั้นทีแรกก็รับปาก ว่ารอทำบ้านเสร็จก่อน. แต่แฟนผมก็เล่าให้ฟังว่าแม่เล่าเรื่องประสบการณ์ของการรีบร้อนแต่งงานของท่าน จึงไม่อยากให้แฟนผมรีบร้อน (ผมคบกับแฟนมา ตอนนี้ก็ 4 ปีแล้ว) แต่ก็ตบท้ายด้วยคำว่า "ถ้าลูกชอบคนนี้ แม่ก็ชอบ"
ทีแรกก็คิดว่าปลายปีน่าจะได้ไปขอ ที่ไหนได้แม่แฟนผมลากยาวจากที่ว่าจะทำโรงรถอย่างเดียว เป็นทำแทบทั้งบ้าน เวลาแฟนผมไปถามก็เลื่อนไปเรื่อยๆ เดือน 6 ไป เดือน 8 แล้วก็ต่อด้วย เดือน 11 ทีแรกบอกว่าทำห้องนั่งเล่นใหม่. ตามด้วยห้องครัว ห้องน้ำ จนเพื่อนผมแซวเล่นว่าต่อไปทำห้องนอนแน่นอน ที่ไหนได้ทำจริงๆด้วย แต่โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าจะทำต้อนรับบ้านผมหรอก เค้าทำเพราะลูกสาวกับลูกชายคนเล็กกลับไปอยู่บ้าน
การนัดหมายที่เลื่อนมาเรื่อยๆ มันกลายเป็นคนทางบ้านผมก็เริ่มเบื่อหน่าย นี่แค่จะไปคุยเฉยๆยังเลื่อนซะขนาดนี้ จากที่นัดญาติผู้ใหญ่ไว้ก็ยกเลิกไป แม่ผมก็บ่นอยู่เรื่อยๆ ว่าเมื่อไรจะได้ไปขอ พ่อผมก็บ่นๆว่าถ้าเรื่องมากก็หาคนอื่นเถอะ เรื่องมากแบบนี้แต่งไปก็รำคานกันปล่าวๆ. ไอ้ผมคนกลางก็บอกปัดไปตลอด บอกตรงๆว่าผมเบื่อมากๆ
จากที่จะแต่งงานกันตอนนี้กลับกลายเป็นปัญหา โดนส่วนตัวผมคิดว่าทางบ้านแฟนคงไม่ชอบผมโดยใช้วิธีนี้บอกปัด เพราะตอนนี้ทางบ้านแฟนก็ไม่ได้พูดเรื่องแต่งงานแล้ว ผมรู้สึกเสียใจมากๆถ้าไม่ชอบก็น่าจะบอกกันตรงๆ จะได้ปรับปรุงตัว ไม่ใช่มาบอกให้รอไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมายแบบนี้มันกระทบผู้ใหญ่ด้วย จนตอนนี้มันเป็นตัวที่มำให้มีปัญหากับแฟนบ่อยมากๆ เพราะตัวผมก็รู้สึกเครียด ไหนจะอยู่ไกลกันอีก ล่าสุดแม่แฟนเค้าบอกแฟนว่าดีแล้วที่อยู่ไกลกัน ต่างคนต่างทำงานจะได้ไม่เบื่อกัน (ผมคิดว่าน่าจะเพราะจะได้เลิกกันง่ายๆมากกว่า)
นี่ขนาดยังไม่ได้ไปคุยนะครับ ยังมีเรื่องมากขนาดนี้. ยังมีเรื่องที่แม่แฟนเปรยๆเรื่องสินสอกว่าอยากได้สัก 1 ล้าน ผมเอามาเล่าให้แม่ผมฟังแม่ผมก็บ่นๆ ว่ามันเยอะไปไหนจะมีค่าจัดงานอีก ผมคิดว่าแม่คงไม่อยากจ่ายเยอะเพราะมีตัวอย่างจากพี่ชาย เพราะพี่ชายจัดงานไปล้านกว่า ไม่รวมสินสอด. สุดท้ายครอบครัวก็ล่ม
ปัจจุบันนี้คนสองคนก็ยังรักกัน วาเลนไทน์ก็มีดอกไม้ไปเซอร์ไพร้ แต่ด้วยปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากคนสองคนกับความห่างไกล มันทำให้เรามีเรื่องที่ไม่ลงรอยกันบ่อย บวกกับตัวผมเองก็เริ่มท้อ. ทั้งๆที่ผมก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ทำงานทำการ รักครอบครัว ดูแลแม่ตลอด อาจจะมีเรื่องผู้หญิงบ้าง แต่ก็ไม่เคยเป็นปัญหาใหญ่เลย แถมทางบ้านผมค่อนข้างมีฐานะ มีหน้ามีตาในจังหวัด คุยกับเพื่อนๆมีแต่คนซ้ำเติมว่าถ้าคนมันจะแต่งซะอย่างแม่ห้ามไม่ได้หรอก แฟนผมไม่พยายามรึป่าว ทุกครั้งที่มีคนพูดแบบนี้ผมก็ยิ่งเครียด คอยแต่ตั้งคำถามว่า แฟนผมเค้าพยายามแล้วรึป่าว?
สุดท้ายแล้วมันยิ่งตอกย้ำคำที่ว่า การแต่งงานเป็นงานของคนสองคน ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนสองคน
แต่งงาน... ใครว่าเป็นเรื่องของคนสองคน
แต่!!!!!!! มันไม่ใช่เลย (อย่างน้อยก็กับผมหนึ่งคนละนะ)
ปีที่แล้วผมกับแฟนคุยกันเมื่อต้นปีว่าเราน่าจะถึงเวลาแต่งงานกันได้แล้วล่ะ. แฟนก็โอเค ผมก็โอเค ผมก็ไปคุยกับทางบ้านผมก่อน ทางบ้านผมดีใจมากๆ เนื่องจากครอบครัวพี่ชายมีลูกชายแค่คนเดียว และคงไม่มีอีกแล้วเนื่องจากปัญหาครออบครัวที่ค่อนข้างจะรุนแรน ปัจจุบันอยู่ด้วยกันแบบแยกห้องนอนเรียบร้อย
ทางพ่อก็โอเค แต่แม่นี่เกินโอเคไปไกลเลย ถึงขั้นไปดูโรงแรมไว้เลย (ยังไม่ได้ไปขอลูกสาวเค้าเลยคร๊าบบบบบ)
แม่ของทางแฟนนั้นทีแรกก็รับปาก ว่ารอทำบ้านเสร็จก่อน. แต่แฟนผมก็เล่าให้ฟังว่าแม่เล่าเรื่องประสบการณ์ของการรีบร้อนแต่งงานของท่าน จึงไม่อยากให้แฟนผมรีบร้อน (ผมคบกับแฟนมา ตอนนี้ก็ 4 ปีแล้ว) แต่ก็ตบท้ายด้วยคำว่า "ถ้าลูกชอบคนนี้ แม่ก็ชอบ"
ทีแรกก็คิดว่าปลายปีน่าจะได้ไปขอ ที่ไหนได้แม่แฟนผมลากยาวจากที่ว่าจะทำโรงรถอย่างเดียว เป็นทำแทบทั้งบ้าน เวลาแฟนผมไปถามก็เลื่อนไปเรื่อยๆ เดือน 6 ไป เดือน 8 แล้วก็ต่อด้วย เดือน 11 ทีแรกบอกว่าทำห้องนั่งเล่นใหม่. ตามด้วยห้องครัว ห้องน้ำ จนเพื่อนผมแซวเล่นว่าต่อไปทำห้องนอนแน่นอน ที่ไหนได้ทำจริงๆด้วย แต่โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าจะทำต้อนรับบ้านผมหรอก เค้าทำเพราะลูกสาวกับลูกชายคนเล็กกลับไปอยู่บ้าน
การนัดหมายที่เลื่อนมาเรื่อยๆ มันกลายเป็นคนทางบ้านผมก็เริ่มเบื่อหน่าย นี่แค่จะไปคุยเฉยๆยังเลื่อนซะขนาดนี้ จากที่นัดญาติผู้ใหญ่ไว้ก็ยกเลิกไป แม่ผมก็บ่นอยู่เรื่อยๆ ว่าเมื่อไรจะได้ไปขอ พ่อผมก็บ่นๆว่าถ้าเรื่องมากก็หาคนอื่นเถอะ เรื่องมากแบบนี้แต่งไปก็รำคานกันปล่าวๆ. ไอ้ผมคนกลางก็บอกปัดไปตลอด บอกตรงๆว่าผมเบื่อมากๆ
จากที่จะแต่งงานกันตอนนี้กลับกลายเป็นปัญหา โดนส่วนตัวผมคิดว่าทางบ้านแฟนคงไม่ชอบผมโดยใช้วิธีนี้บอกปัด เพราะตอนนี้ทางบ้านแฟนก็ไม่ได้พูดเรื่องแต่งงานแล้ว ผมรู้สึกเสียใจมากๆถ้าไม่ชอบก็น่าจะบอกกันตรงๆ จะได้ปรับปรุงตัว ไม่ใช่มาบอกให้รอไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมายแบบนี้มันกระทบผู้ใหญ่ด้วย จนตอนนี้มันเป็นตัวที่มำให้มีปัญหากับแฟนบ่อยมากๆ เพราะตัวผมก็รู้สึกเครียด ไหนจะอยู่ไกลกันอีก ล่าสุดแม่แฟนเค้าบอกแฟนว่าดีแล้วที่อยู่ไกลกัน ต่างคนต่างทำงานจะได้ไม่เบื่อกัน (ผมคิดว่าน่าจะเพราะจะได้เลิกกันง่ายๆมากกว่า)
นี่ขนาดยังไม่ได้ไปคุยนะครับ ยังมีเรื่องมากขนาดนี้. ยังมีเรื่องที่แม่แฟนเปรยๆเรื่องสินสอกว่าอยากได้สัก 1 ล้าน ผมเอามาเล่าให้แม่ผมฟังแม่ผมก็บ่นๆ ว่ามันเยอะไปไหนจะมีค่าจัดงานอีก ผมคิดว่าแม่คงไม่อยากจ่ายเยอะเพราะมีตัวอย่างจากพี่ชาย เพราะพี่ชายจัดงานไปล้านกว่า ไม่รวมสินสอด. สุดท้ายครอบครัวก็ล่ม
ปัจจุบันนี้คนสองคนก็ยังรักกัน วาเลนไทน์ก็มีดอกไม้ไปเซอร์ไพร้ แต่ด้วยปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากคนสองคนกับความห่างไกล มันทำให้เรามีเรื่องที่ไม่ลงรอยกันบ่อย บวกกับตัวผมเองก็เริ่มท้อ. ทั้งๆที่ผมก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ทำงานทำการ รักครอบครัว ดูแลแม่ตลอด อาจจะมีเรื่องผู้หญิงบ้าง แต่ก็ไม่เคยเป็นปัญหาใหญ่เลย แถมทางบ้านผมค่อนข้างมีฐานะ มีหน้ามีตาในจังหวัด คุยกับเพื่อนๆมีแต่คนซ้ำเติมว่าถ้าคนมันจะแต่งซะอย่างแม่ห้ามไม่ได้หรอก แฟนผมไม่พยายามรึป่าว ทุกครั้งที่มีคนพูดแบบนี้ผมก็ยิ่งเครียด คอยแต่ตั้งคำถามว่า แฟนผมเค้าพยายามแล้วรึป่าว?
สุดท้ายแล้วมันยิ่งตอกย้ำคำที่ว่า การแต่งงานเป็นงานของคนสองคน ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนสองคน