สวัสดีค่ะทุกคน ปกติเราไม่ค่อยได้ตั้งกระทู้ เล่นพันทิปก็แค่อ่านของคนอื่นๆ แต่ตอนนี้เรารู้สึกสับสนกับชีวิต ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะไปทางไหนดี เลยตัดสินใจตั้งกระทู้ขอความคิดเห็นของเพื่อนๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของเราหน่อยค่ะ นี่เป็นเรื่องราวของเราแบบคร่าวๆ แต่ก็แอบยาวอยู่นะ ถ้าเพื่อนๆคนไหนขี้เกียจอ่านทั้งหมด ก็ข้ามไปตรง “ข้อดีของเรา” ได้เลยค่ะ


ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เราแอดมิชชั่นติดคณะศึกษาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เราไม่ได้มีความคิดที่จะเป็นครูโดยตรง แต่ที่เลือกเรียนเพราะคิดว่าวิชาที่เรียนมีความน่าสนใจมาก เพราะวิชาเอกของสาขานี้จะเรียนเกี่ยวกับ การตัดต่อ การถ่ายภาพ การทำนิตยสาร กราฟิค ออกแบบ เบื้องหลัง โฆษณา ฯลฯ เรียกได้ว่าเรียนคล้ายกับนิเทศ เรียนรวมหมดเกือบทุกแขนง เรียนแบบพื้นฐาน ไม่ได้ลึกมาก แต่ก็ได้ความรู้ติดตัวพอสมควร
ช่วงปี 1 – ปี 3 เรารู้สึกสนุกกับการเรียนมาก ด้วยความที่วิชาที่เรียนเน้นการปฏิบัติซะส่วนใหญ่ เช่น การถ่ายภาพ การทำหนังสั้น การทำสปอร์ตโฆษณา การออกแบบภาพนิ่งต่างๆ มันเป็นการเรียนที่หลากหลาย เราได้มีโอกาสไปกองถ่าย ไปสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ สำนักพิมพ์ โรงละคร เพื่อไปศึกษาดูงานในแต่ละวิชาที่เรียน และยังได้ทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยอีกด้วย ช่วงนั้นเราเป็นพิธีกร ดีเจ ประสานงาน ผู้จัดการกอง (สาขาเราเป็นสาขาที่ได้ทำ VTR นักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัย) ฯลฯ เรียกได้ว่าได้ทำอะไรเยอะมากๆ ทั้งหน้างาน และเบื้องหลัง ตอนนั้นเราคิดว่า ดีจังเลยได้ทำอะไรตั้งหลายอย่าง ถ้าได้ออกไปทำงานจริง ก็เลือกได้เลยว่าจะไปทางไหน เพราะทำได้เกือบหมดเลย แล้วเราชอบอะไรที่สุดนะ ?
พอมาปี 4 วิชาเอกก็เริ่มหายไป มีวิชาครูเข้ามาแทนที่ จากความสนุกก็เลยกลายมาเป็นความเครียดเบาๆ แต่จริงๆจะใช้คำว่าเครียดก็ไม่ถูก เรียกว่า มีความเป็นวิชาการมากขึ้นดีกว่า ไหนจะแผนการสอน พรบ.การศึกษา หลักจรรยาบรรณต่างๆ และความเชี่ยวชาญในแต่ละโปรแกรมที่เรามีอยู่ (เราเรียนสาขาเทคโนโลยีฯ ต้องฝึกสอนวิชาคอมพิวเตอร์) เพื่อจะต่อยอดและประยุกต์ใช้ในชีวิตการฝึกสอนใน ปี 5 นั่นเอง
ปี 5 เราได้ฝึกสอนนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายแห่งหนึ่ง ตอนแรกก็กลัวๆ เพราะยังไม่คุ้น ไม่รู้ว่าเด็กจะเชื่อเรามั้ย ต้องปฏิบัติตัวยังไง หลายคนบอกว่าเรามีบุคลิกที่เหมาะกับการเป็นครูมาก ดูน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกันก็มีความใจดี โอบอ้อมอารี เด็กๆติดแน่ บลาๆๆ หลังจากการฝึกสอนเสร็จสิ้น ปรากฏว่าเรารู้สึกดีมากกกก เราทำได้ ทุกอย่างมันดีไปหมด อาจารย์แต่ละท่านให้คำแนะนำและเอ็นดูเราดีมาก เราคุมเด็กอยู่ เด็กๆรักเรา สภาพแวดล้อม บรรยากาศทุกอย่างดีไปหมด วันสุดท้ายของการฝึกสอน เด็กๆร้องไห้ มากอดเราบอกว่าไม่ไปได้มั้ย TT” ดราม่ากันอยู่นานมาก จนเราแอบคิดเล็กๆว่า หรือเราจะมาเอาดีทางด้านครูดีนะ ?
ตอนที่กำลังฝึกสอนอยู่ เส้นทางต่อไปหลังจากเรียนจบของเราคือ การเรียนต่อปริญญาโทภาคปกติ เพราะว่าพ่อแม่เราท่านขอไว้ว่า เรียนจบให้ต่อโทเลย ยังไม่อยากให้ทำงาน เพราะกลัวจะขี้เกียจกลับมาเรียน พ่อเราทำงานบริษัท ความคิดของพ่อก็คือ คนเรียนจบปริญญาโท จะไปทำงานอะไรก็ดูมีภาษีดีกว่า เงินเดือนเยอะกว่า เดี๋ยวนี้คนเค้าก็เรียนกันหมด จะเรียนสาขาไหนก็ได้ แต่ขอให้เรียนไปเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราเลยไม่ได้คิดเรื่องทำงานใดๆ คิดแต่ว่า แล้วจะไปเรียนต่ออะไรดีล่ะ ถ้าไปเรียนต่อในด้านเกี่ยวกับสาขาที่เรียนมา มันก็ต้องเลือกไปเลยว่าจะเอาอะไรกันแน่ จะไปทางออกแบบ ทางภาพยนตร์ ทางวิทยุ จะเอาอะไร ที่สำคัญคือ เราจะไปสู้คนอื่นเค้าได้มั้ย แล้วเราโอเคแล้วใช่มั้ยที่จะไปทางนั้นเลย เราคิดๆอยู่นาน ปรึกษาผู้ใหญ่รอบข้าง ตอนนั้นเราฝึกสอนอยู่ เคยปรึกษาอาจารย์ อาจารย์เค้าก็บอกว่าต่อทางด้านการศึกษาก็ดีนะ มีคนเคารพนับถือ มั่นคง แล้วเค้าก็คิดว่าเราจะสามารถทำได้ดี ประกอบกับช่วงปี 2 ปีในตอนนั้น เราไม่ค่อยได้อยู่กับวิชาเอกเลย และเราต้องรีบตัดสินใจ เพราะหลายๆที่ในตอนนั้นเริ่มรับสมัครกันแล้ว สรุปคือ เราตัดสินใจที่จะเรียนต่อคณะศึกษาศาสตร์ สาขาการวัดประเมินผล ภาคปกติ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ปีที่แล้ว เป็นปีที่แต่ละมหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอนตามอาเซียน เราเรียนจบเดือนมีนาคม มหาวิทยาลัยเปิดเดือนสิงหาคม เท่ากับว่าเรามีเวลาว่างให้นั่งๆนอนๆเล่นๆ ประมาณ 5 เดือน
ด้วยความที่มันว่างเกินไป เราเลยต้องหาอะไรทำ อะไรที่ว่านั่นคือ การไปทำงาน Part Time กับบริษัทออแกไนเซอร์ ลักษณะงานเช่น การเสนอขายสินค้า การพูดเชิญชวนคนทำกิจกรรมภายในบู๊ท เป็น Staff งานคอนเสิร์ต งานอีเว้นท์ต่างๆ เรารู้สึกสนุกมาก(อีกแล้ว 555) และตลอดเวลาที่เราทำงานพวกนี้ จะมีผู้ใหญ่เข้ามาให้นามบัตร ติดต่อให้เราไปทำงานตามบริษัทต่างๆเยอะมาก บ้างก็จะมีคนเข้ามาชื่นชมวิธีการพูด การขาย ซื้อของมาให้ ขอถ่ายรูปด้วย บลาๆๆ พี่ๆที่อยู่ออแกไนซ์ก็เรียกเราไปทำบ่อยๆ เพราะเห็นว่าเราทำงานดี ลูกค้าชอบ ซึ่งเราก็รู้สึกดีมาก เป็นช่วงเวลา 5 เดือนเล็กๆ แห่งความสนุกสนาน ไม่จำเจ ไม่น่าเบื่อ
ใกล้เปิดเทอม เราก็ไม่ได้รับงานอีก เพราะต้องเตรียมตัวกับการเรียนในปีการศึกษาใหม่ รู้สึกตื่นเต้นกับเส้นทางที่จะไปเจอ และรู้สึกเสียดายกับเส้นทางที่จะไม่ได้เจอ ช่วงบ่ายของวันปฐมนิเทศ สาขาของเรามีการรับน้อง ทำให้ได้รู้จักพี่ๆ เพื่อนๆ ที่จะมาเรียนด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเรียนภาคพิเศษกัน เพราะแต่ละคนก็มีงานที่ตัวเองทำอยู่ ปรากฏว่าพอเราได้คุยกับหลายๆคน เราก็เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจในเส้นทางที่เลือกเลย เราไม่แน่ใจว่าเราอยากจะเดินไปในเส้นทางวิชาการไปเลยแบบนี้จริงๆรึป่าว โอเคเราชอบอยู่กับเด็ก แต่เราไม่ได้อยากเป็นนักวิชาการ เราอยากพัฒนาหลักสูตรการสอน อยากประชุมวิชาการ อยากใช้เครื่องมืดวัดผล อยากเขียนหลักสูตรการเรียนการสอน อยากโตเป็นผู้บริหาร อยากเข้าไปอยู่ในวงการนี้จริงรึป่าว ??
ช่วงนั้นเราเครียดมาก เรารู้สึกไม่ชอบเส้นทางที่เราจะไปต่อเลย เรากลับคิดถึงงาน Part Time ที่เราเคยทำ คิดถึงงานเบื้องหลังที่เราเคยเรียน เราเลยตัดสินใจบอกพ่อแม่ ซึ่งคำตอบของท่านคือ ให้เราเลือกทำงานที่ชอบไปก่อน ค่อยกลับมาเรียนโทอีก 2-3 ปีก็ยังไม่สาย และขอโทษเราที่ท่านพูดให้เราต้องเรียนต่อเลย T_________T” แต่พ่อก็อยากให้ทำงานที่มีเวลาประจำ เข้า 8.30-17.30 น. หยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะเรากับพ่อแม่อยู่คนละที่ จะได้เจอกันเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ พ่อเลยอยากให้มันเป็นเวลาครอบครัว
ชีวิตของเราต่อจากนั้น เราได้เข้าไปทำงานที่บริษัทเอกชนมีแห่งหนึ่งย่านอารีย์ เป็นงานออฟฟิศแบบที่พ่อต้องการเป๊ะ เป็นงานด้านเอกสาร ซึ่งก็โอเค เราอยู่กับมันได้ มีการพูดคุยติดต่อประสานงานด้วย แต่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในบริษัท และ Supplier บางราย แต่เงินเดือนน้อยไปนิด แถมไม่มีวี่แววจะขึ้นอีกตังหาก พี่ที่ทำตำแหน่งเดียวกับเรา ทำมา 7 ปี เงินเดือนเท่ากันเลย บรรยากาศโดยรวมดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เจ้านายเป็นผู้หญิง อารมณ์ขึ้นลงตลอดเวลา งานอดิเรกของที่นี่คือการเม้ามอยซึ่งกันและกัน เราก็พอรู้มาบ้างว่าบรรยากาศก็คงประมาณนี้ ก็ทำๆไป แต่งานที่ทำ มันเป็นงานทั่วไปมาก ที่เราคิดว่าใครก็ทำได้ ถึงจุดนึงก็มาคิดอีกแล้วว่ามันใช่เราจริงรึป่าวนะ แล้วมันจะโตได้แค่ไหนงานแบบนี้ แล้วเราก็ งง กับตัวเอง ว่าแล้วตกลงจะเอายังไง ???
ตอนนี้เราคิดว่า เราเป็นคนที่ทำอะไรมาหลายอย่าง รู้สึกชอบ รู้สึกโอเคกับหลายอย่าง แต่บางอย่างก็ถูกจำกัดด้วยบางอย่างเหมือนกัน เราเลยลองมาวิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ว่าเส้นทางชีวิตเราจะไปทางไหนดี เพื่อนๆที่เสียสละเวลาอ่านมาถึงตรงนี้ ช่วยเราคิดหน่อยนะคะ ว่าเราควรจะเอายังไงกับชีวิตต่อไปดี TT”


ข้อดีของเรา
1. เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ชอบพูดคุย พบปะผู้คน มีทักษะในการสื่อสารที่ดี
2. เป็นคนละเอียดรอบคอบสูง ตรงต่อเวลา
3. มีบุคลิกภาพที่ดี น่าเชื่อถือ เป็นตัวของตัวเอง
4. เรียนรู้งานต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
5. มีความคล่องแคล่ว รวดเร็ว
6. มีไหวพริบสูง สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
ข้อเสียของเรา
1. ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีมาก อาจจะเป็นเพราะว่าเราห่างจากมันนาน ไม่ได้ใช้เลย ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็แทบไม่มีอะไรที่เป็นภาษาอังกฤษ
2. จำเส้นทางและการเดินทางอะไรไม่ได้เลย หลงทางตลอด คิดตามไม่ทันว่าถนนนั่นนี่มันคืออะไร ไม่รู้จักเส้นทาง ดูแผนที่ไม่เป็น ขึ้นรถเมล์ไม่ถูก ไปได้เฉพาะที่ๆเคยไป ที่คุ้นเคย ที่ๆมีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน แอร์พอร์ทลิ้งค์
มาถึงสายงานที่เราพอจะทำได้บ้างนะคะ มีทั้งหมด 4 เส้นทางด้วยกัน
1. ทำงานที่เกี่ยวกับครู / อาจารย์
ด้วยความที่เราเรียนคณะครูมาโดยตรง เคยฝึกสอน มีใบประกอบวิชาชีพ อาชีพนี้ก็เลิกงานเป็นเวลา หยุดเสาร์-อาทิตย์ ได้อยู่กับเด็กๆ ได้สอน ถ้าไม่อยากสอบครูผู้ช่วย ก็อาจจะไปสมัครตามโรงเรียนเอกชนได้เลย แต่ข้อเสียคือ เราสอนได้แต่เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์อะไรเลย เป็นครูคอม คงจะต้องรู้เรื่องพวกนี้บ้าง แต่ถ้าอินเตอร์เน็ตมีปัญหา คอมพัง ต้องเสียบสายนู่นนี่ ต้องรู้เรื่องห้องโสตฯ ต้องทำเว็บโรงเรียน เราทำไม่เป็นเลยค่ะ กลัวว่าถ้าเข้าไป เค้าอาจจะต้องคาดหวัง แล้วเราจะไปเป็นตัวถ่วงเค้ารึป่าว
2. ทำงานที่เกี่ยวกับสาขาที่เราเรียน งานเบื้องหลัง / งานออกแบบ / งานโฆษณา
เราคิดว่าเราอยู่กับมันได้ เราทำได้ เรามีความสุขที่ทำ ถึงจะห่างๆมาเป็นปีๆ แต่ถ้าได้จับๆ คิดว่าคงได้อยู่ แล้วเราก็มีพอร์ท มีผลงานตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็ต้องมาคิดอีกว่าจะไปทางไหนกันแน่ แต่ข้อเสียคือ งานนี้จะทำงานไม่เป็นเวลา คิดว่าคงขัดใจพ่อมากๆ แล้วก็ถึงจะเคยเรียน ถึงจะทำได้ แต่ไม่รู้ว่าจะสู้คนที่จบทางด้านนี้โดยตรงได้รึป่าว
3. ทำงานที่เกี่ยวกับหน้างาน / การพบปะผู้คน / งานสื่อสาร
จากที่เคยทำงาน Part Time มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราก็ชอบงานสไตล์นี้นะ ที่ได้เจอคน ได้พูดคุย ทำให้เรารู้ว่าเรามีทักษะการเจรจาสื่อสาร บางคนก็บอกให้ไปทำพวกเซลล์อาจจะรุ่ง เราก็คิดว่าอาจจะดีก็ได้ เพราะมันทำเยอะก็ได้เยอะ พี่ที่ทำอยู่ ก็บอกงานแบบนี้ก็โตไว แถมค่าคอมมิชชั่นก็ดีด้วย แต่ข้อเสียคือ มันก็อาจจะไม่เป็นเวลาเหมือนกัน แล้วถ้าเป็นที่ต้องไปพบลูกค้า เราก็ไม่ชินเรื่องทางอะไรเลย ขับรถยังไม่เป็น ไม่มีรถด้วย
4. ทำงานที่เกี่ยวกับเอกสาร / งานออฟฟิศ
งานนั่งโต๊ะเราก็ไม่ได้เบื่อนะ เพราะเป็นคนละเอียดด้วยมั้ง พอเราเห็นอะไรผิดแล้วไปบอกพี่ๆ เค้าก็จะชมกัน เพราะจะได้รีบแก้ไขก่อนที่นายจะเห็น เลิกงานเป็นเวลา หยุดเสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวสนับสนุน แต่ข้อเสียคือ มันเป็นงานที่ไม่เกี่ยวกับที่เราเรียนมาเลย อาจจะโตช้า ไม่ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ ทั้งที่ความสามารถด้านอื่นของเราก็มีพอที่จะทำให้ตัวเองไปไกลกว่านี้ได้ ชีวิตการทำงานซ้ำๆ ไม่ท้าทาย สโคปงานเดิมๆ แล้วเราไม่ค่อยเก่งภาษา ก็คงไปไม่ได้ไกลกว่านี้มากนัก
จบแล้วค่ะ เขียนซะยาวเลย เราแค่อยากระบายและขอคำปรึกษาค่ะว่าเราจะไปทางไหนดี เรารู้ว่ามันไม่มีอะไรที่ถูกใจเราไปซะทุกอย่าง แต่เราแค่อยากเลือกแนวทางที่ดีที่สุดเพื่ออนาคต แล้วเราเป็นลูกคนเดียว เราก็อยากทำให้พ่อแม่สบายใจ เพราะท่านก็ตามใจเรามาหมดแล้ว เพื่อนๆคนไหนมีความคิดเห็นยังไงแนะนำ หรือติชมได้เลยนะคะ ถ้าหากผิดพลาดอะไร ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ (อารมณ์เขียนคำนำ) ขอบคุณล่วงหน้ามากๆๆๆๆๆ เลยค่ะ


[ปรึกษา] ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ เราควรจะทำงานทางด้านไหนดีคะ ???
ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เราแอดมิชชั่นติดคณะศึกษาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เราไม่ได้มีความคิดที่จะเป็นครูโดยตรง แต่ที่เลือกเรียนเพราะคิดว่าวิชาที่เรียนมีความน่าสนใจมาก เพราะวิชาเอกของสาขานี้จะเรียนเกี่ยวกับ การตัดต่อ การถ่ายภาพ การทำนิตยสาร กราฟิค ออกแบบ เบื้องหลัง โฆษณา ฯลฯ เรียกได้ว่าเรียนคล้ายกับนิเทศ เรียนรวมหมดเกือบทุกแขนง เรียนแบบพื้นฐาน ไม่ได้ลึกมาก แต่ก็ได้ความรู้ติดตัวพอสมควร
ช่วงปี 1 – ปี 3 เรารู้สึกสนุกกับการเรียนมาก ด้วยความที่วิชาที่เรียนเน้นการปฏิบัติซะส่วนใหญ่ เช่น การถ่ายภาพ การทำหนังสั้น การทำสปอร์ตโฆษณา การออกแบบภาพนิ่งต่างๆ มันเป็นการเรียนที่หลากหลาย เราได้มีโอกาสไปกองถ่าย ไปสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ สำนักพิมพ์ โรงละคร เพื่อไปศึกษาดูงานในแต่ละวิชาที่เรียน และยังได้ทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยอีกด้วย ช่วงนั้นเราเป็นพิธีกร ดีเจ ประสานงาน ผู้จัดการกอง (สาขาเราเป็นสาขาที่ได้ทำ VTR นักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัย) ฯลฯ เรียกได้ว่าได้ทำอะไรเยอะมากๆ ทั้งหน้างาน และเบื้องหลัง ตอนนั้นเราคิดว่า ดีจังเลยได้ทำอะไรตั้งหลายอย่าง ถ้าได้ออกไปทำงานจริง ก็เลือกได้เลยว่าจะไปทางไหน เพราะทำได้เกือบหมดเลย แล้วเราชอบอะไรที่สุดนะ ?
พอมาปี 4 วิชาเอกก็เริ่มหายไป มีวิชาครูเข้ามาแทนที่ จากความสนุกก็เลยกลายมาเป็นความเครียดเบาๆ แต่จริงๆจะใช้คำว่าเครียดก็ไม่ถูก เรียกว่า มีความเป็นวิชาการมากขึ้นดีกว่า ไหนจะแผนการสอน พรบ.การศึกษา หลักจรรยาบรรณต่างๆ และความเชี่ยวชาญในแต่ละโปรแกรมที่เรามีอยู่ (เราเรียนสาขาเทคโนโลยีฯ ต้องฝึกสอนวิชาคอมพิวเตอร์) เพื่อจะต่อยอดและประยุกต์ใช้ในชีวิตการฝึกสอนใน ปี 5 นั่นเอง
ปี 5 เราได้ฝึกสอนนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายแห่งหนึ่ง ตอนแรกก็กลัวๆ เพราะยังไม่คุ้น ไม่รู้ว่าเด็กจะเชื่อเรามั้ย ต้องปฏิบัติตัวยังไง หลายคนบอกว่าเรามีบุคลิกที่เหมาะกับการเป็นครูมาก ดูน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกันก็มีความใจดี โอบอ้อมอารี เด็กๆติดแน่ บลาๆๆ หลังจากการฝึกสอนเสร็จสิ้น ปรากฏว่าเรารู้สึกดีมากกกก เราทำได้ ทุกอย่างมันดีไปหมด อาจารย์แต่ละท่านให้คำแนะนำและเอ็นดูเราดีมาก เราคุมเด็กอยู่ เด็กๆรักเรา สภาพแวดล้อม บรรยากาศทุกอย่างดีไปหมด วันสุดท้ายของการฝึกสอน เด็กๆร้องไห้ มากอดเราบอกว่าไม่ไปได้มั้ย TT” ดราม่ากันอยู่นานมาก จนเราแอบคิดเล็กๆว่า หรือเราจะมาเอาดีทางด้านครูดีนะ ?
ตอนที่กำลังฝึกสอนอยู่ เส้นทางต่อไปหลังจากเรียนจบของเราคือ การเรียนต่อปริญญาโทภาคปกติ เพราะว่าพ่อแม่เราท่านขอไว้ว่า เรียนจบให้ต่อโทเลย ยังไม่อยากให้ทำงาน เพราะกลัวจะขี้เกียจกลับมาเรียน พ่อเราทำงานบริษัท ความคิดของพ่อก็คือ คนเรียนจบปริญญาโท จะไปทำงานอะไรก็ดูมีภาษีดีกว่า เงินเดือนเยอะกว่า เดี๋ยวนี้คนเค้าก็เรียนกันหมด จะเรียนสาขาไหนก็ได้ แต่ขอให้เรียนไปเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราเลยไม่ได้คิดเรื่องทำงานใดๆ คิดแต่ว่า แล้วจะไปเรียนต่ออะไรดีล่ะ ถ้าไปเรียนต่อในด้านเกี่ยวกับสาขาที่เรียนมา มันก็ต้องเลือกไปเลยว่าจะเอาอะไรกันแน่ จะไปทางออกแบบ ทางภาพยนตร์ ทางวิทยุ จะเอาอะไร ที่สำคัญคือ เราจะไปสู้คนอื่นเค้าได้มั้ย แล้วเราโอเคแล้วใช่มั้ยที่จะไปทางนั้นเลย เราคิดๆอยู่นาน ปรึกษาผู้ใหญ่รอบข้าง ตอนนั้นเราฝึกสอนอยู่ เคยปรึกษาอาจารย์ อาจารย์เค้าก็บอกว่าต่อทางด้านการศึกษาก็ดีนะ มีคนเคารพนับถือ มั่นคง แล้วเค้าก็คิดว่าเราจะสามารถทำได้ดี ประกอบกับช่วงปี 2 ปีในตอนนั้น เราไม่ค่อยได้อยู่กับวิชาเอกเลย และเราต้องรีบตัดสินใจ เพราะหลายๆที่ในตอนนั้นเริ่มรับสมัครกันแล้ว สรุปคือ เราตัดสินใจที่จะเรียนต่อคณะศึกษาศาสตร์ สาขาการวัดประเมินผล ภาคปกติ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ปีที่แล้ว เป็นปีที่แต่ละมหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอนตามอาเซียน เราเรียนจบเดือนมีนาคม มหาวิทยาลัยเปิดเดือนสิงหาคม เท่ากับว่าเรามีเวลาว่างให้นั่งๆนอนๆเล่นๆ ประมาณ 5 เดือน
ด้วยความที่มันว่างเกินไป เราเลยต้องหาอะไรทำ อะไรที่ว่านั่นคือ การไปทำงาน Part Time กับบริษัทออแกไนเซอร์ ลักษณะงานเช่น การเสนอขายสินค้า การพูดเชิญชวนคนทำกิจกรรมภายในบู๊ท เป็น Staff งานคอนเสิร์ต งานอีเว้นท์ต่างๆ เรารู้สึกสนุกมาก(อีกแล้ว 555) และตลอดเวลาที่เราทำงานพวกนี้ จะมีผู้ใหญ่เข้ามาให้นามบัตร ติดต่อให้เราไปทำงานตามบริษัทต่างๆเยอะมาก บ้างก็จะมีคนเข้ามาชื่นชมวิธีการพูด การขาย ซื้อของมาให้ ขอถ่ายรูปด้วย บลาๆๆ พี่ๆที่อยู่ออแกไนซ์ก็เรียกเราไปทำบ่อยๆ เพราะเห็นว่าเราทำงานดี ลูกค้าชอบ ซึ่งเราก็รู้สึกดีมาก เป็นช่วงเวลา 5 เดือนเล็กๆ แห่งความสนุกสนาน ไม่จำเจ ไม่น่าเบื่อ
ใกล้เปิดเทอม เราก็ไม่ได้รับงานอีก เพราะต้องเตรียมตัวกับการเรียนในปีการศึกษาใหม่ รู้สึกตื่นเต้นกับเส้นทางที่จะไปเจอ และรู้สึกเสียดายกับเส้นทางที่จะไม่ได้เจอ ช่วงบ่ายของวันปฐมนิเทศ สาขาของเรามีการรับน้อง ทำให้ได้รู้จักพี่ๆ เพื่อนๆ ที่จะมาเรียนด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเรียนภาคพิเศษกัน เพราะแต่ละคนก็มีงานที่ตัวเองทำอยู่ ปรากฏว่าพอเราได้คุยกับหลายๆคน เราก็เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจในเส้นทางที่เลือกเลย เราไม่แน่ใจว่าเราอยากจะเดินไปในเส้นทางวิชาการไปเลยแบบนี้จริงๆรึป่าว โอเคเราชอบอยู่กับเด็ก แต่เราไม่ได้อยากเป็นนักวิชาการ เราอยากพัฒนาหลักสูตรการสอน อยากประชุมวิชาการ อยากใช้เครื่องมืดวัดผล อยากเขียนหลักสูตรการเรียนการสอน อยากโตเป็นผู้บริหาร อยากเข้าไปอยู่ในวงการนี้จริงรึป่าว ??
ช่วงนั้นเราเครียดมาก เรารู้สึกไม่ชอบเส้นทางที่เราจะไปต่อเลย เรากลับคิดถึงงาน Part Time ที่เราเคยทำ คิดถึงงานเบื้องหลังที่เราเคยเรียน เราเลยตัดสินใจบอกพ่อแม่ ซึ่งคำตอบของท่านคือ ให้เราเลือกทำงานที่ชอบไปก่อน ค่อยกลับมาเรียนโทอีก 2-3 ปีก็ยังไม่สาย และขอโทษเราที่ท่านพูดให้เราต้องเรียนต่อเลย T_________T” แต่พ่อก็อยากให้ทำงานที่มีเวลาประจำ เข้า 8.30-17.30 น. หยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะเรากับพ่อแม่อยู่คนละที่ จะได้เจอกันเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ พ่อเลยอยากให้มันเป็นเวลาครอบครัว
ชีวิตของเราต่อจากนั้น เราได้เข้าไปทำงานที่บริษัทเอกชนมีแห่งหนึ่งย่านอารีย์ เป็นงานออฟฟิศแบบที่พ่อต้องการเป๊ะ เป็นงานด้านเอกสาร ซึ่งก็โอเค เราอยู่กับมันได้ มีการพูดคุยติดต่อประสานงานด้วย แต่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในบริษัท และ Supplier บางราย แต่เงินเดือนน้อยไปนิด แถมไม่มีวี่แววจะขึ้นอีกตังหาก พี่ที่ทำตำแหน่งเดียวกับเรา ทำมา 7 ปี เงินเดือนเท่ากันเลย บรรยากาศโดยรวมดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เจ้านายเป็นผู้หญิง อารมณ์ขึ้นลงตลอดเวลา งานอดิเรกของที่นี่คือการเม้ามอยซึ่งกันและกัน เราก็พอรู้มาบ้างว่าบรรยากาศก็คงประมาณนี้ ก็ทำๆไป แต่งานที่ทำ มันเป็นงานทั่วไปมาก ที่เราคิดว่าใครก็ทำได้ ถึงจุดนึงก็มาคิดอีกแล้วว่ามันใช่เราจริงรึป่าวนะ แล้วมันจะโตได้แค่ไหนงานแบบนี้ แล้วเราก็ งง กับตัวเอง ว่าแล้วตกลงจะเอายังไง ???
ตอนนี้เราคิดว่า เราเป็นคนที่ทำอะไรมาหลายอย่าง รู้สึกชอบ รู้สึกโอเคกับหลายอย่าง แต่บางอย่างก็ถูกจำกัดด้วยบางอย่างเหมือนกัน เราเลยลองมาวิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ว่าเส้นทางชีวิตเราจะไปทางไหนดี เพื่อนๆที่เสียสละเวลาอ่านมาถึงตรงนี้ ช่วยเราคิดหน่อยนะคะ ว่าเราควรจะเอายังไงกับชีวิตต่อไปดี TT”
ข้อดีของเรา
1. เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ชอบพูดคุย พบปะผู้คน มีทักษะในการสื่อสารที่ดี
2. เป็นคนละเอียดรอบคอบสูง ตรงต่อเวลา
3. มีบุคลิกภาพที่ดี น่าเชื่อถือ เป็นตัวของตัวเอง
4. เรียนรู้งานต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
5. มีความคล่องแคล่ว รวดเร็ว
6. มีไหวพริบสูง สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
ข้อเสียของเรา
1. ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีมาก อาจจะเป็นเพราะว่าเราห่างจากมันนาน ไม่ได้ใช้เลย ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็แทบไม่มีอะไรที่เป็นภาษาอังกฤษ
2. จำเส้นทางและการเดินทางอะไรไม่ได้เลย หลงทางตลอด คิดตามไม่ทันว่าถนนนั่นนี่มันคืออะไร ไม่รู้จักเส้นทาง ดูแผนที่ไม่เป็น ขึ้นรถเมล์ไม่ถูก ไปได้เฉพาะที่ๆเคยไป ที่คุ้นเคย ที่ๆมีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน แอร์พอร์ทลิ้งค์
มาถึงสายงานที่เราพอจะทำได้บ้างนะคะ มีทั้งหมด 4 เส้นทางด้วยกัน
1. ทำงานที่เกี่ยวกับครู / อาจารย์
ด้วยความที่เราเรียนคณะครูมาโดยตรง เคยฝึกสอน มีใบประกอบวิชาชีพ อาชีพนี้ก็เลิกงานเป็นเวลา หยุดเสาร์-อาทิตย์ ได้อยู่กับเด็กๆ ได้สอน ถ้าไม่อยากสอบครูผู้ช่วย ก็อาจจะไปสมัครตามโรงเรียนเอกชนได้เลย แต่ข้อเสียคือ เราสอนได้แต่เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์อะไรเลย เป็นครูคอม คงจะต้องรู้เรื่องพวกนี้บ้าง แต่ถ้าอินเตอร์เน็ตมีปัญหา คอมพัง ต้องเสียบสายนู่นนี่ ต้องรู้เรื่องห้องโสตฯ ต้องทำเว็บโรงเรียน เราทำไม่เป็นเลยค่ะ กลัวว่าถ้าเข้าไป เค้าอาจจะต้องคาดหวัง แล้วเราจะไปเป็นตัวถ่วงเค้ารึป่าว
2. ทำงานที่เกี่ยวกับสาขาที่เราเรียน งานเบื้องหลัง / งานออกแบบ / งานโฆษณา
เราคิดว่าเราอยู่กับมันได้ เราทำได้ เรามีความสุขที่ทำ ถึงจะห่างๆมาเป็นปีๆ แต่ถ้าได้จับๆ คิดว่าคงได้อยู่ แล้วเราก็มีพอร์ท มีผลงานตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็ต้องมาคิดอีกว่าจะไปทางไหนกันแน่ แต่ข้อเสียคือ งานนี้จะทำงานไม่เป็นเวลา คิดว่าคงขัดใจพ่อมากๆ แล้วก็ถึงจะเคยเรียน ถึงจะทำได้ แต่ไม่รู้ว่าจะสู้คนที่จบทางด้านนี้โดยตรงได้รึป่าว
3. ทำงานที่เกี่ยวกับหน้างาน / การพบปะผู้คน / งานสื่อสาร
จากที่เคยทำงาน Part Time มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราก็ชอบงานสไตล์นี้นะ ที่ได้เจอคน ได้พูดคุย ทำให้เรารู้ว่าเรามีทักษะการเจรจาสื่อสาร บางคนก็บอกให้ไปทำพวกเซลล์อาจจะรุ่ง เราก็คิดว่าอาจจะดีก็ได้ เพราะมันทำเยอะก็ได้เยอะ พี่ที่ทำอยู่ ก็บอกงานแบบนี้ก็โตไว แถมค่าคอมมิชชั่นก็ดีด้วย แต่ข้อเสียคือ มันก็อาจจะไม่เป็นเวลาเหมือนกัน แล้วถ้าเป็นที่ต้องไปพบลูกค้า เราก็ไม่ชินเรื่องทางอะไรเลย ขับรถยังไม่เป็น ไม่มีรถด้วย
4. ทำงานที่เกี่ยวกับเอกสาร / งานออฟฟิศ
งานนั่งโต๊ะเราก็ไม่ได้เบื่อนะ เพราะเป็นคนละเอียดด้วยมั้ง พอเราเห็นอะไรผิดแล้วไปบอกพี่ๆ เค้าก็จะชมกัน เพราะจะได้รีบแก้ไขก่อนที่นายจะเห็น เลิกงานเป็นเวลา หยุดเสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวสนับสนุน แต่ข้อเสียคือ มันเป็นงานที่ไม่เกี่ยวกับที่เราเรียนมาเลย อาจจะโตช้า ไม่ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ ทั้งที่ความสามารถด้านอื่นของเราก็มีพอที่จะทำให้ตัวเองไปไกลกว่านี้ได้ ชีวิตการทำงานซ้ำๆ ไม่ท้าทาย สโคปงานเดิมๆ แล้วเราไม่ค่อยเก่งภาษา ก็คงไปไม่ได้ไกลกว่านี้มากนัก
จบแล้วค่ะ เขียนซะยาวเลย เราแค่อยากระบายและขอคำปรึกษาค่ะว่าเราจะไปทางไหนดี เรารู้ว่ามันไม่มีอะไรที่ถูกใจเราไปซะทุกอย่าง แต่เราแค่อยากเลือกแนวทางที่ดีที่สุดเพื่ออนาคต แล้วเราเป็นลูกคนเดียว เราก็อยากทำให้พ่อแม่สบายใจ เพราะท่านก็ตามใจเรามาหมดแล้ว เพื่อนๆคนไหนมีความคิดเห็นยังไงแนะนำ หรือติชมได้เลยนะคะ ถ้าหากผิดพลาดอะไร ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ (อารมณ์เขียนคำนำ) ขอบคุณล่วงหน้ามากๆๆๆๆๆ เลยค่ะ