Lasik Memoir บันทึกการทำเลสิค ตอนที่ 1

(พิมพ์สัมผัสนะคะ ถ้ามีผิดบ้างก็ขออภัย)

ออกตัวก่อนเลยค่ะว่านี่เป็นบันทึกการทำเลสิคของตัวเอง (ปกติอยู่ถนนนักเขียน เลยขอ tag ที่นั่น เป็นเรื่องสั้นเพราะมันไม่มีบทประพันธ์อื่นๆ ให้เลือก และขอ tag สวนลุมฯ กับความงามนะคะ)

ถือว่าเป็นการแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวหลังการทำเลสิคเผื่อใครที่สนใจจะทำจะได้ประกอบการพิจารณา ทีนี้ในเรื่องของขั้นตอนนู่นนั่นนี่อาจจะมีบอกบ้างประปราย แต่ไม่ได้ละเอียดนัก เน้นความคเห็นส่วนตัวมากกว่าค่ะ (ขั้นตอนการทำเลสิคบางท่านได้บันทึกไว้ละเอียดสามารถหาอ่านได้ค่ะ เพราะเราก็เคยเป็นคนที่หาอ่านมาแล้วเหมือนกัน)

วันนี้คือวันที่ 8 ของการทำเลสิคของเราค่ะ

ย้อนกลับไปเมื่อในอดีตเกี่ยวกับเส้นทางค่าสายตาของเราค่ะ ถ้าจำไม่ผิด พ่อเคยบอกว่าเราใส่แว่นตอนประมาณอายุ 3 ขวบได้ (เอาเป็นว่าเราใส่แว่นตั้งแต่ตอนความทรงจำยังลางเลือนประหนึ่งว่าเกิดมาก็ใส่แว่นแล้ว อะไรประมาณนั้น) เราเริ่มต้นที่สายตาเอียงค่ะ ประมาณ 200 ได้ทั้งสองข้าง และค่อยๆ สั้นขึ้นมาทีหลัง จนถึงประมาณม. 2 ตอนนั้นสายตาสั้นประมาณ 100 กว่าๆ แต่เอียงก็ 20 เหมือนเดิม ค่าเอียงไม่ค่อยเพิ่มค่ะ แต่ทีนี้เหตุมันเกิดจากการอ่านหนังสือผิดท่าผิดทาง นั่นคือนอนตะแคงอ่าน คราวนี้เรียบร้อยค่ะ สายตาสั้นเพิ่มขึ้นมาเป็น 300 บัดดลแค่ช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ (ใครมีลูกเตือนลูกใครมีหลานเตือนหลานเลยนะว่าอย่านอนตะแคงอ่านหนังสือ)

เอาเป็นว่าสถานะปัจจุบันก่อนทำเลสิคหลังจากใส่แว่นมาเป็นเวลา 30 ปีได้ ข้างซ้ายอยู่ประมาณ 525 เอียง 250 และข้างขวาสั้นประมาณ 450 เอียง 200 ค่ะ

ปกติเราใส่แว่น จะมีใส่คอนแทคเลนส์บ้างก็เวลาต้องใช้ คอนแทคเลนส์ที่มีเป็นแบบ daily สำหรับสายตาเอียง ใช้มาเป็นเวลา 4 – 5 ปีได้ แต่ก่อนหน้านั้นใช้เป็นแบบรายเดือนบ้างประปราย คือเดือนหนึ่งแล้วก็ไม่ใส่อีกยาวสักอีกปีถัดไปก็จะมาใส่อีกเดือน อะไรประมาณนั้น)

ส่วนตัวแล้วเราไม่ได้รู้สึกแย่อะไรกับการใส่แว่น ที่จริงออกจะชอบเสียด้วยซ้ำ แว่นตาช่วยอะไรเราได้หลายๆ อย่างทีเดียวค่ะ ที่รู้ว่าแฮปปี้มากกว่าเพราะใส่คอนแทคเลนส์แล้วไม่ค่อยชอบอ่ะ มันโล่งไป ไม่ชิน (บอกแล้ว ใส่แว่นตั้งแต่จำความไม่ได้) แต่ข้อเสียมากๆ ที่ทำให้เราคิดจะทำเลสิคทั้งที่ชอบสวมแว่นก็คือ เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ค่ะ คือถ้าแว่นไม่มีนี่ซวยเลยนะ ระดับสายตาของเรามองชัดไม่เกิน 1 ช่วงแขน

เราเชื่อว่าคนที่สายตาเยอะๆ บางแวบก็คงคิดเหมือนกันว่าตาที่มองไม่ชัดนี่มันไม่สะดวกและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่แล้วก็ปล่อยมันผ่านไปเพราะมันยังไม่เกิดเรื่องอะไรให้ตระหนักก็ใส่แว่นไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอก ของเราก็ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรให้ตระหนักเหมือนกัน

แต่คำถามคือ มันจำเป็นต้องเกิดเรื่องก่อนด้วยหรือ?

ด้วยเหตุฉะนี้ ในเมื่ออายุพร้อม เงินพร้อม ร่างการพร้อม เมื่อ 3 ปีก่อนเราจึงเริ่มหาข้อมูลการทำเลสิคค่ะ

ในตอนนั้นบ่องตงว่าจำไม่ได้ว่าทำไมถึงเลือกไปที่โรงพยาบาลกลาง อาจจะด้วยค่าใช้จ่ายหรือด้วยชื่อเสียง บลาบลา บลา นึกไม่ออก เราจึงเลือกไปตรวจที่นั่นเพื่อดูว่าสภาพตาของเราสามารถทำเลสิคได้หรือไม่

เมื่อไปถึงผ่านกรรมวิธีการตรวจสายตา ความดันลูกตา ความโค้งของกระจกตา (มั้ง) วัดระดับน้ำตา นู่นนั่นนี่ และเหนือสิ่งอื่นใดคือเจอยาขยายม่านตา (มั้ง) ทำให้รับแสงได้มากขึ้นแล้วตรวจอีกทีหนึ่งอยากจะบอกว่าเราไปตอนกลางวัน ตรวจใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง ออกไปเจอแดดเที่ยงเต็มๆ ลืมตาไม่ขึ้น (แอบเข้าใจตัวนางอายที่เคยดูรายการโทรทัศน์ตอนเด็กๆ ที่มันต้องปิดตา แล้วคนก็ไปแงะมือมันออกมาเพื่อจะดูหน้า ถ้ามันกระโดดถีบคนทำรายการพวกนั้นได้มันคงทำไปแล้วล่ะ) ดังนั้นถ้าไปตรวจในวันแรกและไปในตอนที่ยังมีแดด ขอให้พกแว่นดำไปหรือไม่ก็พาใครไปด้วยสักคน เราในสภาพนั้นตอนขากลับจำเป็นต้องข้ามถนน อันตรายมั่กๆทีเดียว

เคสของเราในตอนนั้นคือ เราตาแห้งมาก ผลที่ออกมามันเลยดูเพี้ยนๆ ตอนนั้นเลยต้องกลับไปหยอดตาให้มันชุ่มๆ อีกอาทิตย์ค่อยมาตรวจใหม่ พอมาใหม่แล้วตรวจอีกที มันคงยังไม่โอสักเท่าไร จนหมอคนเดียวไม่สามารถวินิจฉัยได้ ต้องรออีกหมอหนึ่งช่วยกันดูและหมอคนที่สองบอกกับเราว่า ลูกกะตาของเรามีแนวโน้มที่จะมีความหย่อนคล้อยของกระจกตา คือกระจกตาของเราน่ะ หนาพอที่จะทำเลสิคแหละ (โชคดี) แต่เจ้าความหย่อนคล้อยนี่คือประเด็นที่ทำให้หมอไม่มั่นใจ อาการหย่อนคล้อยที่ว่าประมาณว่ากระจกหนาๆ ที่เรามีอยู่มันจะช่วยเป็นกำแพงให้ แต่ถ้าทำเลสิคมันบางลง มันกั้นความหย่อนคล้อยนั้นได้ยากเมื่อแก่ตัวลง ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะมองไม่เห็นเอาได้ในอนาคต

แต่ถึงอย่างนั้นความเสี่ยงมันก็ต่ำมากที่จะเป็นอย่างนั้น หมอคนที่สองจึงวินิจฉัยว่า เราสามารถทำเลสิคได้

แต่ตอนนั้นเรากลับมานั่งคิด คือถ้าเกิดความเสี่ยงด้วยเรื่องอื่นๆ จากที่อ่านในอินเตอร์เน็ต เช่น อาการติดเชื้อ แล้วจะทำให้ตามีปัญหา พวกนั้นเราเตรียมใจที่จะรับความเสี่ยงเพราะรู้ข้อมูลอยู่ก่อนถึงได้คิดจะทำ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราเคยได้ยินความเสี่ยงนี้ แล้วจะให้เราตัดสินใจโทรไปบอกที่โรงพยาบาลเพื่อจองวันทำเลสิค เราทำไม่ได้ค่ะ

สุดท้ายเราจึงตัดสินใจไม่ทำเลสิคเมื่อ 3 ปีก่อน

ข้อดีของการตรวจครั้งนั้นทำให้เรารู้ตัวเองว่าเราเป็นพวกตาแห้งมาก จากที่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน เราเชื่อว่าบางคนคงเหมือนเราที่ไม่รู้ว่าตัวเองตาแห้งเพราะไม่เคยได้รับการตรวจ อาการตาแห้งเป็นยังไง สำหรับเราตอนกะพริบตามันจะฝืดนิดๆ คือมันเล็กน้อยมากจนไม่เคยสังเกต นึกว่าเป็นปกติธรรมดา (ใครจะไปสนใจเรื่องการกะพริบตากันล่ะ) อาจจะเคืองตานิดๆ แต่ก็ใช้ชีวิตได้ตามธรรมดา ไม่ได้ตระหนักถึงความแห้งหรอก

ทั้งที่เราแทบไม่ใส่คอนแทคเลนส์ แต่การใช้ชีวิตประจำวันที่มองคอมพิวเตอร์ทั้งวันคงเป็นสาเหตุ จากนั้นมาเราก็หยอดตาเป็นประจำ รวมถึงใช้น้ำตาเทียมชนิดเจลป้ายก่อนนอนด้วย ตอนนี้กลายเป็นนิสัยที่จะต้องหยอดตาไปแล้วค่ะ พอรู้ตัวว่าแห้งก็จะเริ่มสังเกตตาตัวเองมากขึ้น ทำให้พบว่าตอนที่เราตาแห้ง เวลาหลับตาแล้วลองกลอกตา เราได้ยินเสียงกึกๆ ตรงตาด้วยอ่ะ แห้งระดับนั้น

จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว ปกติเราไม่ค่อย selfie ตัวเองหรอก วันนั้นเฮี้ยนนึกถ่าย แล้วพบว่ารูปหน้าของเราเริ่มเบี้ยวแล้วค่ะ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ คือถ้าสังเกตคนที่ใส่แว่นมาตลอดตั้งแต่เด็ก รูปหน้าของเขาจะมีแนวโน้มที่จะเบี้ยวไปจากธรรมชาติ ที่จริงเราทราบว่าใบหน้าของคนเราน่ะมันไม่ได้เท่ากันเป๊ะอะไรหรอก แต่ถ้าคนไหนที่ใส่แว่นมานานๆ จะเบี้ยวไปแบบแปลกๆ สมมติว่าคุณมีเพื่อนตอนมัธยมแล้วมาเจอกันอีกครั้ง 20 ปีให้หลัง ทรงหน้าของเขาอาจจะบิดๆ ไปจากธรรมชาติที่ควรจะเป็น (และเราค่อนข้างมั่นใจกับความเชื่อนี้เมื่อพบบางคนในศูนย์ทำเลสิคมองไปก็ชี้ตัวได้เลยว่าคนไหนใส่แว่นมานาน และค่าสายตาค่อนข้างสูง เพราะใบหน้าเขาจะเบี้ยวกว่าปกติ)

พอลองมาคิดว่าหน้าตัวเองเริ่มเบี้ยว (ไม่ได้สนใจว่าสวยไม่สวยหรอก สนว่ามันจะส่งผลอะไรกับอวัยวะตอนที่แก่ตัวลงต่างหาก เพราะอวัยวะสำคัญอยู่บนหน้าทั้งนั้น ซึ่งที่จริงเราอาจจะคิดมากไปเอง สุดท้ายธรรมชาติก็จะปรับให้เราใช้ชีวิตได้อยู่แล้ว) เลยคิดว่า 3 ปีน่าจะพอแล้วมั้ง ลองไปตรวจดูค่าสายตาอีกทีดีกว่า

คราวนี้มีประสบการณ์แล้วเลยไม่ค่อยอะไรแล้วค่ะ งวดนี้ไปตอนเย็น ยาขยายม่านตาเลยไม่มีผลเท่าไรเพราะออกมาก็มืด สรุปแล้วทำได้ค่ะ ไอ้ภาพที่มันหย่อนคล้อยที่เราเห็นเมื่อ 3 ปีก่อนก็ไม่อะไร (ตาแห้งผลเลยเพี้ยนจัด) แต่ประเด็นคือ พยาบาลบอกว่างั้นนัดพรุ่งนี้มาทำเลยไหม ไหนๆ มีคิวว่างพอดี

เอ่อ เดี๋ยวดิ ตรวจเสร็จคืนนี้ โซโล่พรุ่งนี้เลยหรือ

พยาบาลทำหน้ายิ้มหวานรอคอยการตัดสินใจ ก็เข้าใจนะ ปกติที่โรงพยาบาลกลางนัดคิดได้เป็นเดือน นี่ถือว่าฟลุคแล้วล่ะที่มีการยกเลิกคิวพอดี อะ เอาก็เอา เพราะที่จริงแล้วเราตั้งใจจะทำมาตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว จะทำวันนี้ พรุ่งนี้ หรืออีกสามเดือนข้างหน้า สุดท้ายเราก็ตัดสินใจไปแล้ว ก็เลยโอเค พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้

สรุปวันรุ่งขึ้นก็ทำงานไปซึ่งวันศุกร์เป็นวันที่ยุ่ง (โคตร) สำหรับเรา กว่าจะเด้งตัวออกมาได้ก็บายโมง เลยกลับบ้านไปพักผ่อนสายตาสักประมาณชั่วโมงก่อน เพราะจ้องหน้าจอคอมตลอดเช้ากันเลยทีเดียว พอได้เวลาก็ไปที่โรงพบายาล พยาบาลก็วัดนู่นนั่นนี่ ใช้น้ำเกลือล้างตาให้ (คือเอียงหน้าแล้วเอาน้ำเกลือผ่านตาใส่ภาชนะที่รองไว้แนบแก้ม) พยาบาลก็มาอธิบายว่าเราจะต้องพบกับอะไรบ้าง ขั้นตอนเป็นงี้ๆ จากนั้นก็คอยหยอดยาฆ่าเชื้อให้สี่รอบ เปลี่ยนเสื้อผ้า รอหมอ ในระหว่างที่รอก็จะมีดนตรีเบาๆ ดูวีดีโอว่าจะต้องล้างตายังไง ดูแลตัวเองยังไง เสร็จก็หยอดยาชา กินยาแก้ปวดดักไว้พร้อมกับยาที่ช่วยให้ผ่อนคลาย (พยาบาลบอกว่าบางคนตื่นเต้น ยานี้จะช่วยให้นิ่งได้)

หมอมาก็ปฏิบัติการทำเลเซอร์ จะตึงหน่อยก็ตอนมีเครื่องมือคล้ายๆมอเตอร์ผ่านตา จำไม่ได้ว่ามันคืออะไร น่าจะที่ถ่างตาแล้วก็เปิดกระจกตาละมั้ง แล้วก็อย่างที่ทุกคนบอกไว้แหละค่ะว่าจ้องที่แสงสีเขียวๆ เสร็จก็ปล่อยให้กระจกตาสมานตัว ทำตาขวาแล้วค่อยไปตาซ้าย กระบวนการทั้งหมดเราไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด พยาบาลใส่ที่ครอบตาใสให้ ก็ถือถุงยาที่เขาเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ก่อนเข้ามารอหหมอตอนแรก

แต่พอออกมานอกห้อง ถูกโจมตีด้วยความง่วงงุนจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ทำให้รู้ว่าการผ่าตัดก็คือการผ่าตัด ยังไงร่างกายก็ต้องกระเทือนอยู่แล้ว พี่สาวเราเคยทำ รู้อยู่ก่อนว่าต้องเตรียมตัวยังไง จัดการซื้อข้าวเย็นเรียบร้อย (เพราะเรามาตอนบ่าย 3 ทำเลเซอร์ประมาณ 6 โมงเย็น) เอาเรายัดใส่แท็กซี่โลด ระหว่างนั้นเราหลับตาไปตลอดทาง ที่จริงเขาบอกว่าควรหลับตาในช่วง 6 ชั่วโมงแรก เอาจริงๆ นะ ไม่ต้องบอกก็ลืมตาไม่ไหวอยู่แล้วล่ะ กลับบ้านกินข้าวเสร็จ จบข่าว ล้มตัวลงนอนตั้งแต่ทุ่มหนึ่ง ไม่ได้อาบน้ำยาวจนถึงเช้า (แต่ก่อนไปโรงพยาบาลอาบน้ำ สระผมเตรียมไว้ก่อนแล้วเลยไม่เน่ามาก แต่ถึงตอนนั้นเน่าก็ไม่สนหรอก จะนอน)

สภาพตอนเช้าเป็นไงไว้ค่อยมาเล่าต่อนะคะ ตอนนี้พิมพ์เยอะแล้วพักก่อนละ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่