พิภพจอมนาง (ตุ๊ดทะลุมิติ) ตอนที่ ๒ สัตว์พันปี : บทที่ ๖ นกคุ้มภัยตัวที่ห้า

กระทู้สนทนา
พิภพจอมนาง (ตุ๊ดทะลุมิติ) ตอนที่ ๒ สัตว์พันปี : บทที่ ๖ นกคุ้มภัยตัวที่ห้า

ตอนที่ผ่านมา

บทที่ ๑ http://pantip.com/topic/32585189
บทที่ ๒ http://pantip.com/topic/32602706
บทที่ ๓ http://pantip.com/topic/32624570
บทที่ ๔ http://pantip.com/topic/33134702
บทที่ ๕ http://pantip.com/topic/33193541


สัตว์พันปี : บทที่ ๖ นกคุ้มภัยตัวที่ห้า

ณ บริเวณเฉลียงทางเดินซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับห้องที่ฮองเฮาทรงประทับอยู่ ซีอิ๋งกำลังยืนรอเจ้านายของตนอย่างสำรวม โดยที่ในมือถือถ้วยยาเอาไว้ นางถือวิสาสะออกมาจากห้องเพราะเป็นห่วงที่คุณหนูไม่กลับมากินยาเสียที จึงตัดสินใจยกมาให้ ทั้งที่ก็กล้าๆ กลัวๆ ที่นี่ไม่ต่างจากตำหนักในนัก นางกำนัลที่ได้ตามเสด็จส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกผู้ดีมีชาติตระกูล ซีอิ๋งที่มีสถานะต้อยต่ำจึงต้องระมัดระวังกิริยา

นางยืนชะเง้ออย่างเก้ๆ กังๆ อยู่ระยะหนึ่ง คุณหนูสามก็ออกมาจากห้องพร้อมกับองค์หญิงสิบ เด็กสาวรีบวางยาลงแล้วปราดเข้ามาประคองเมื่อเห็นว่าสีหน้าของเจ้านายดูเหนื่อยอ่อน

กุ้ยฮวาโบกมือว่าไม่ต้อง ซีอิ่งจึงไปยกถาดยาแล้วเดินตามคุณหนูออกมา รอให้พ้นจากอาณาเขตที่ฮองเฮาประทับอยู่ก่อนจึงค่อยพูด

“คุณหนูดื่มยาก่อนเจ้าค่ะ”

“ขอบใจที่เอามาให้นะซีอิ๋ง”

แว่นดื่มยารสฝาดเจือขมรวดเดียวหมดก่อนจะทำหน้าเบ้ เขาต้องดื่มยาพวกนี้อยู่บ่อยๆ แต่ก็ปรับตัวให้คุ้นชินกับมันไม่ได้เสียที

“ห้ามบอกท่านพี่กับท่านพ่อเรื่องตัวต่อนะ พวกท่านจะไม่สบายใจกันเปล่าๆ” แว่นเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้

ก่อนหน้านี้ตอนที่หลงป่า ซีอิ๋งเกือบรายงานให้กุ้ยอี้รู้แล้วเพราะถูกกำชับมาว่าให้เขียนทุกอย่างลงในจดหมาย ดีที่แว่นเฉลียวใจเลยห้ามเอาไว้ทัน

“เจ้าค่ะคุณหนู”

ซีอิ๋งลำบากใจอยู่บ้างเพราะไม่อยากขัดคำสั่งคุณชายใหญ่ แต่ก็เลือกเชื่อฟังคุณหนูมากกว่า

“ชักหิวแล้วสิ เจ้าไปเตรียมอาหารเที่ยงให้ข้าทีสิ”

ตอนเช้าแว่นไม่อยากอาหารจึงรับประทานไปไม่กี่คำ นี่ก็เกือบบ่ายแล้วจึงเริ่มแสบท้อง

“พี่ซูเสียเตรียมเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ”

ซูเสียคือนางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงลี่จู กุ้ยฮวากับองค์หญิงพักด้วยกัน ซีอิ๋งจึงพลอยสนิทกับนางกำนัลคนนี้ไปด้วย

อาหารร้อนๆ ถูกจัดวางที่โต๊ะอย่างสวยงามตอนที่แว่นกลับหน่อมมาถึงห้องพัก แม้จะเป็นกลางป่า แต่ซูเสียก็ยังอุตส่าห์หาของชอบของกุ้ยฮวากับองค์หญิงลี่จูมาให้หลายอย่าง

ในเวลาที่อาหารการกินไม่สมบูรณ์แบบนี้ ทั้งคนรับใช้และนางกำนัล ต่างก็ต้องรอกินอาหารซึ่งเป็นของเหลือจากเจ้านาย แว่นกับหน่อมจึงชวนทั้งซูเสียและซีอิ๋งมาร่วมโต๊ะด้วยกัน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขัน ก็เลยจัดการตักแบ่งให้พวกนางไปนั่งกินกันต่างหาก พร้อมกับบังคับว่าให้กินเสียเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมแตะอาหารเหมือนกัน ซูเสียกับซีอิ๋งจึงต้องยอมตามใจ พอคนสนิททั้งสองออกไปจากห้องแล้ว แว่นก็เริ่มบ่นออกมาเป็นภาษาไทย

“อยู่กับฮองเฮาแล้วเครียดเป็นบ้า”

เขาเป็นคนรอบคอบจนค่อนไปทางคิดมาก พอได้มาอยู่ในสังคมชาววังจึงยิ่งระวังตัว ถ้าไม่หาวิธีจัดการกับความเครียด เห็นทีคงได้ป่วยเป็นโรคประสาท

“จะเครียดทำไม เราว่าเธอเกร็งมากไปนะ”

หน่อมสังเกตเห็นว่าเวลาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แว่นไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เสน่ห์เรื่องความปราดเปรื่องฉะฉานจึงหายไปกว่าครึ่ง

“ก็มันวางตัวไม่ถูกนี่” แว่นตอบพลางคีบอาหารเข้าปาก

“ฮองเฮาใจดีจะตาย เทียบกับไทเฮาแล้วรับมือง่ายกว่าเยอะไม่ใช่เหรอ”

“มันก็จริง แต่ให้เดาใจพวกนิ่งๆ ยิ้มๆ นี่ก็ปวดหัวเหมือนกันนะ”

“ฮองเฮารับมือยากขนาดนั้นเชียว” หน่อมมองหน้าเพื่อนคนเก่งด้วยความฉงน

อุปนิสัยของพระนางไม่ได้ลึกลับซับซ้อนเลย เมื่อเทียบกับสตรีสูงศักดิ์คนอื่นในวัง

“ให้พูดตามตรงคือกลัวจะทำดีจนโปรดน่ะ”

ความกลัวของแว่นค่อนข้างพิลึกอยู่ แต่หน่อมก็เข้าใจความรู้สึก

“ช้าไปแล้วแหละ ฮองเฮาตรัสชมเธอตั้งมาก แถมยังไม่รังเกียจจะรับมาเป็นลูกสะใภ้ด้วย” หน่อมให้ข้อมูลตามที่เห็น

“หยุดดด! กราบละ ฉันไม่อยากฟัง” แว่นเอามือปิดหู “แค่เท่าที่เจอมาวันนี้ชีวิตก็หนักหน่วงเกินพอแล้ว”

คนที่อยู่ในร่างองค์หญิงโฉมงามอมยิ้มน้อยๆ ท่าทางแว่นจะไม่ถูกกับหนุ่มหุ่นหมีจริงๆ

“งั้นไปหาหน่อมกับเจ้ไหม นั่งคุยกันเฉพาะพวกเราจะได้สบายใจขึ้น”

แว่นเห็นด้วยกับข้อเสนอ แต่ที่พักของโบ้กับเจ้อยู่ไกลจากวัดและฮองเฮามีรับสั่งให้กุ้ยฮวากับองค์หญิงลี่จูพักผ่อน เลยเถลไถลไปไกลไม่ได้ ให้คนไปตามเพื่อนมาหาน่าจะสะดวกกว่า

หลังรับประทานอาหารเสร็จหน่อมจึงสั่งให้ทหารหญิงไปตามเพื่อนทั้งสองมาพบ ส่วนแว่นเดินออกจากห้องพักเพื่อนำยาไปให้นางกำนัลที่บาดเจ็บ


ที่พักของฝ่ายในแยกเป็นสัดส่วน เชื้อพระวงศ์จะอยู่ด้านใน นางกำนัลชั้นสูงอยู่ห้องกลาง ส่วนพวกนางกำนัลรับใช้คนอื่นๆ จะอาศัยอยู่ที่เรือนนอนของแม่ชี โดยนอนรวมกันห้องละหกคน คนที่โดนต่อต่อยแค่แผลสองแผลรักษาตัวอยู่ในห้องรวม มีนางกำนัลที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันแต่ไม่บาดเจ็บอยู่เป็นเพื่อน พวกนางยังไม่คลายจากอาการขวัญเสีย แว่นจึงพูดคุยปลอบใจจนรู้สึกดีขึ้น รวมถึงแบ่งยาที่ได้มาให้ เสร็จแล้วจึงค่อยไปหาคนเจ็บหนักกว่า ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องแยก

ห้องนี้ห่างจากส่วนอื่นมาก เรียกว่าเป็นเรือนแยกคงเหมาะกว่า ส่วนนี้ผู้ชายสามารถเข้าออกได้ จึงให้คนเจ็บมาพักรักษาตัว เผื่อเอาไว้ในกรณีที่อาการหนัก จะได้ตามแพทย์หลวงมารักษาได้สะดวก

แว่นเคาะประตูห้องเพื่อขออนุญาต แล้วจึงค่อยผลักบานประตู แต่มันกลับติดกลอน

“ข้ามาเยี่ยมเจ้า ขอเข้าไปหน่อย” แว่นร้องบอก

“ใครน่ะ” เสียงคนเจ็บตะโกนถาม

“ข้ากุ้ยฮวา”

“ท่านหญิง!” เสี่ยวผิงร้องเสียงสูงด้วยความตกใจ “ระ...รอ สักครู่นะเจ้าคะ”

แว่นได้ยินเสียงดังโครมครามอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่บานประตูจะเปิดออก เลยอดกวาดตามองตามนิสัยช่างสังเกตไม่ได้ คนที่มีชนักติดตัวจึงปราดเข้ามาดึงความสนใจของกุ้ยฮวาไว้ เปิดโอกาสให้คนที่หลบอยู่ใต้เตียงกระเถิบหนีเข้าไปในมุมมืด

“เจ้ากำลังป่วย ไม่ควรขัดบานประตูเอาไว้นะ” แว่นติงเมื่อนึกขึ้นได้

หากนางแพ้พิษต่อ ไข้ขึ้นจนหมดสติจะเป็นอันตรายได้

“ข้ากำลังเปลี่ยนชุดเจ้าค่ะ” นางกำนัลแก้ตัวด้วยเสียงตะกุกตะกัก “ท่านหญิงมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือเจ้าคะ”

“ข้าเอายาทาแผลมาให้ เจ้าชื่อเสี่ยวผิงใช่ไหม” แว่นเอ่ยพลางหยิบขวดยาออกมาให้ดู

“ใช่เจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านหญิงเป็นอย่างยิ่งที่ใส่ใจ เสี่ยวผิงซาบซึ้งยิ่งนัก” นางกำนัลสาวลงไปคุกเข่ากับพื้น

“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง เจ้านอนกลับไปนอนเถอะ ข้าจะทายาให้” แว่นช่วยประคองตัวขึ้นมา แล้วพาไปที่เตียง

เขาสังเกตเห็นว่าใบหน้านางชุ่มเหงื่อ ดูกระวนกระวายผิดปกติ กระนั้นก็ไม่ติดใจสงสัย เพราะนึกว่าเป็นผลมาจากพิษตัวต่อ

“อย่าลำบากเลยเจ้าค่ะ ข้ามิบังอาจ” เสี่ยงผิงร้องอย่างตกใจ เมื่อท่านหญิงทำท่าจะเปิดขวดยามาทาให้ดังที่พูด

“ให้ข้าช่วยเถอะ ตอบแทนที่เจ้าช่วยเตือนข้าอย่างไรเล่า”

เสี่ยวผิงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ใจหนึ่งก็กลัวไท่ตงที่ซ่อนอยู่ใต้เตียง อีกใจก็กลัวท่านหญิงจะโกรธหากปฏิเสธน้ำใจ เลยได้แต่อ้ำอึ้ง สบโอกาสให้แว่นได้ทำตามที่ต้องการ

ตัวของเสี่ยงผิงร้อนอย่างคนมีไข้สูง แผลที่บวมก็ไม่ยุบลงเลย แว่นจึงเช็ดตัวให้นางก่อนแล้วค่อยทายาให้ ยาขวดนี้ประกอบด้วยสมุนไพรหลากชนิด มีทั้งพืชแบบเดียวกันกับที่ขึ้นอยู่ในโลกของแว่นและของที่มีเฉพาะโลกนี้ แว่นดมกลิ่นดูก็พอรู้ว่าใช้อะไรบ้าง จึงนึกเสียดายที่มันขาดส่วนประกอบสำคัญไป จึงสอบถามว่าหมอหญิงรักษาโดยให้ยาอะไรไปบ้าง

จื่อถิงรักษาช้าแต่นางก็บอกรายละเอียดทุกอย่างให้ทราบ ทั้งชื่อยาที่ใช้ทำการรักษา ตลอดจนสมุนไพรที่เป็นส่วนผสม เสี่ยงผิงจำได้ไม่ครบจึงตอบไปเท่าที่นึกออก

“ยาของเจ้าใช้รากต้นแฉกขนนกไหม”

ต้นแฉกขนนกเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดินเป็นหัว ใบมีลักษณะเป็นสามแฉกเว้าอย่างขนนกตามชื่อ ก่อนออกเดินทางแว่นเคยให้อาเปาไปหาของจริงมาให้ดู เลยรู้ว่าเป็นพืชชนิดเดียวกันกับต้นเท้ายายม่อม สรรพคุณนั้นเหมือนกันทุกประการ คือสามารถใช้ลดไข้ แก้แมลงกัดต่อย ตลอดจนอาการแพ้ อักเสบ

นอกจากเป็นยาแล้วยังสามารถเอาแป้งมาสกัดแล้วเอาไปทำขนมหรืออาหารได้ด้วย สมัยก่อนบางท้องถิ่นใช้เป็นอาหารหลักด้วยซ้ำ แต่ตอนหลังถูกแทนที่ด้วยมันสำปะหลังก่อน ถ้าอาเปาไม่บอกว่าเป็นพืชป่า แว่นคงไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่กินพืชชนิดนี้

“ไม่ใช้เจ้าค่ะ” เสี่ยวผิงตอบอย่างมั่นใจ “ท่านหญิงอยากได้หรือเจ้าคะ”

แว่นพยักหน้ารับ ในตำราที่หลิ่งปินให้มาบอกว่ามันมีสรรพคุณลดไข้ได้ดี และเป็นสมุนไพรอันดับหนึ่งที่เหมาะแก่การนำมารักษาบาดแผลจากต่อน้ำพุร้อน

“เจ้ารู้ไหมว่ามันขึ้นอยู่ที่ไหน”

“ข้าเห็นว่ามีแต่เฉพาะในเขตที่ต่ออาละวาดเจ้าค่ะ”

เสี่ยวผิงไม่ใช่ผู้ดีมาแต่กำเนิดจึงรู้จักต้นแฉกขนนกดี สมัยก่อนบ้านนางทำโคมกระดาษขาย จึงขุดหัวมันมาทำเป็นกาวอยู่บ่อยๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ข้าแค่ถามไปอย่างนั้นเอง”

สมแล้วที่มีคำกล่าวว่า ‘สัตว์มีพิษอยู่ที่ใด ยาแก้พิษย่อมอยู่ที่นั่น’

แว่นไม่ได้บอกเสี่ยวผิงว่าต้นแฉกขนนกใช้รักษาอาการได้ดีกว่า เพราะไม่อยากให้นางรู้สึกว่าหมอหญิงด้อยความสามารถ ตำราของหลิ่งปินแตกต่างจากตำราแพทย์ทั่วไป ดังนั้นจึงกล่าวโทษจื่อถิงไม่ได้

แว่นขอตัวออกมาทันทีที่ทายาให้เสร็จ เขาไม่รั้งอยู่นานเพราะเห็นว่าเสี่ยวผิงไม่กล้าพักผ่อนเพราะเกรงใจ

ไท่ตงออกมาจากที่ซ่อนเมื่อมั่นใจว่าท่านหญิงคนงามจะไม่หวนกลับมาอีก เขาปัดฝุ่นที่ตัวอย่างฉุนเฉียวก่อนจะเอ็ดตะโรใส่เสี่ยวผิง

“ทำไมข้าต้องซ่อนด้วย”

ไท่ตงตั้งใจจะเปิดประตูให้กุ้ยฮวาตั้งแต่แรก ทว่าเสี่ยวผิงกลับห้าม นางฉุดกระชากลากดึงเขาสุดแรงให้ลงไปเกลือกกลิ้งกับฝุ่นใต้เตียง

“ประตูลงกลอนไว้ ข้าอยู่ข้างในนี้กับท่านสองคนจะแก้ต่างกับท่านหญิงว่าอย่างไร”

ชายหญิงก็ไม่ควรอยู่ลำพังในห้องหับมิดชิด หากพฤติกรรมนี้ล่วงรู้ถึงหูหัวหน้านางกำนัล นางคงถูกปลดให้ไปทำงานตำหนักอื่น

“ลืมแล้วหรือไงว่าเราเป็นญาติกัน”

ท่านอาของไทต่งรับเสี่ยวผิงเป็นลูกบุญธรรม ดังนั้นจึงมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เขาใช้เหตุผลว่ามาเยี่ยมนางเพราะรู้ว่าโดนต่อต่อย และมีจดหมายรับรองจากองค์ชายรอง พวกทหารหญิงที่เฝ้าบริเวณทางขึ้นจึงยอมให้เข้ามา

“แล้ว...เรื่องประตู”

“ถ้าท่านหญิงสงสัยก็บอกไปสิว่าบานมันติด ทำหน้านิ่งๆ เข้าไว้ท่านหญิงก็จับพิรุธไม่ได้แล้ว”

กล่าวจบชายหนุ่มก็กระแทกเท้าออกไปด้วยความโมโห เขายังมีงานที่ต้องทำอีกหลายอย่าง เวลาล่วงเลยมาจนป่านนี้แล้วยังไม่ได้ส่งสารไปเมืองหลวงเลย หากแผนการขององค์ชายผิดพลาด เขาจะให้นางรับผิดชอบอย่างสาสม
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่