เทคนิคการเอาตัวรอด…จากแผ่นใบสั่งสีขาว และ เหล็กล็อคล้อสนิมเขรอะ

เทคนิคการเอาตัวรอด…จากแผ่นใบสั่งสีขาว และ เหล็กล็อคล้อสนิมเขรอะ




               ต้องขอออกตัวก่อนนะครับ ว่า…การทำตามกฎจราจรถือเป็นเรื่องพึงปฏิบัติของผู้ที่ถือครองใบขับขี่อย่างถูกต้องภายใต้กฎหมายจราจรไทย แต่ในบางครั้ง ถ้าหากว่ามีช่องทางที่สะดวกมากกว่า...การที่จะต้องเสียเงินค่าปรับแบบกินเปล่าร้อยสองร้อยบาท หรือการต้องเสียเวลาร่วมครึ่งวันไปกับการตามหา สน.ตามท้องที่ ที่เราไม่คุ้นเคย...เพื่อไปรับใบขับขี่สุดรักสุดห่วงของเราที่ถูกยึดไปนั้น บทความต่อไปนี้ก็อาจเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งในชีวิตรีบเร่งของสังคมเมืองยุคปัจจุบัน



                ในบทความนี้ ผมจะขอมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเกิดขึ้นจริง เผื่อว่ามันจะสามารถเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆได้ในบางครั้งคราวไม่มากก็น้อยละกันครับ

                สำหรับเพื่อนๆที่ใช้รถใช้ถนน ในยุคที่รถราถือเป็นปัจจัยที่5ไปเสียแล้ว ในช่วงชีวิตนี้ผมมั่นใจว่าเพื่อนๆคงจะมีฉากตื่นเต้นเร้าใจ เมื่อได้ต้องเผชิญหน้ากับคุณตำรวจจราจรผู้แสนดีสักครั้งถึงสองครั้งเป็นอย่างน้อย

                ผมเองก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น…. ผมเคยถูกเรียกให้หยุดครั้งแรก ก็ตอนขับขี่เร็วเกินกำหนดบนโทรเวย์สายยาว ผมยอมรับผิดแต่โดยดี ยกมือขอโทษขอโพยคุณจราจร พร่ำบอกว่าจะไปสอบไม่ทันแล้วคร๊าบบบ…. สิ่งที่ได้คือ คำชมของคุณจราจรว่า ‘เป็นเด็กดี ทำผิดกล้ารับผิด’ แต่ใบขับขี่ของผมนั้น ก็ต้องถูกยึดไปจากกระเป๋าอยู่ดี



                กับครั้งที่สองในชีวิตและความผิดพราด ที่ต้องเสียเงินสองร้อยบาทกับการใช้โทรสับมือถือบททางหลวงขณะขับรถ ขั้นตอนตามปกติคือ 1. ผมต้องถูกเรียกดูและขอยึดใบขับขี่ยานพาหนะ 2. ต้องรับใบสั่งสีขาวดูไร้ค่าใบหนึ่ง ซึ่งก็คือใบชำระหนี้กลายๆนั่นเองจากคุณจราจรใจดี
ทุกอย่างควรเป็นเช่นนั้นราบรื่นและง่ายดาย…แต่ทว่าในวันนั้นผมเกิดไม่ได้พกใบขับขี่มาเสียด้วยนะสิ!! ผมในตอนนั้นเกิดความกลัวขึ้นมาในใจ และพยายามหาทางออกจากสถานการณ์ดังกล่าวโดยเร็ว

                 เมื่อคุณจราจรเดินมาถึงหน้าต่างด้านขับ ผมก็ลดกระจกลงด้วยท่าทีที่พยายามจะเป็นมิตรมาที่สุดเท่าที่จะทำได้
                 /แหม…วันนี้อากาศช่างสดใสเหลือเกิน/

                 ผมตีสีหน้าให้เหมือนกับพลเมืองผู้ให้ความร่วมมออย่างเต็มใจ ถ้าคุณจราจรต้องการอะไรผมก็จะทำอย่างนั้น คนสดใสอย่างผม คุณคงไม่ดุร้ายกับผมนักใช่ไหมครับคุณพี่จราจร?

                 “ไม่ทราบว่าจะไปไหนครับ? ”
                 “ผมหาทางไปสนามฟุตบอลในละแวกนี้นะครับ…”
                 “รู้ไหมครับว่าไม่สามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารได้ในขณะขับรถ?”
                 “ครับ ทราบครับ ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ใช่คนแถวนี้….ผมกำลังโทรถามทางเพื่อนอยู่นะครับ ผมวนแถวนี้มาสองรอบแล้ว”

                 ผมด้นสดเพื่อขอความเห็นใจ….ตรงนี้ทำให้รู้ว่า คุณจราจรคนนี้ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าผมจะไปเป็นตายร้ายดีที่ไหน ถ้าเป้นห่วงกันจริงคงต้องแนะนำทางไปให้บ้างละนะ แต่นี่พี่แกเหมือนจะหูทวนลม>.<

                 เมื่อถูกขอให้แสดงบัตรประจำตัวผู้ขับขี่รถยนต์ ซึ่งผมรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าไม่ได้พกพามาด้วยในเวลานั้น ผมก็ทำทีมองหามันอย่างเต็มใจทั้งในเก๊ะรถยนต์ก็แล้ว ในกระเป๋าเป้ก็แล้ว โดยไม่เผยกระเป๋าเงินให้คุณพี่จราเห็นแม้แต่ครั้งเดียว
                 “หว่า……คุณพี่ ผมลืมซะสนิทเลย เมื่อครุ่ผมฝากกระเป๋าตังไว้ในเป้เพื่อนนะครับ เขาขับรถล่วงหน้าไปที่สนามแล้วละมั้งตอนนี้” ในใจผมคิดแต่เพียงว่า ตูจะรอดไหมเนี่ย?
                 งานนี้ผมจึงเสนอไปว่า พี่ช่วยๆผมหน่อยนะครับ ผมรีบมาก เป็นไปได้ไหมถ้าผมให้พี่สองร้อย<สมัยนั้นสองร้อยนับว่ารอดแน่ๆ > ถือเป็นโชคของผม ที่พี่เขาเล่นด้วย
                 ในเหตุการณ์ครั้งนี้นั้น ถึงผมจะเสียเงินไปอย่างเจ็บปวด แต่อย่างหนึ่งที่ผมได้รู้ นั่นคือการค้นพบว่า เรา…สามารถเจรจากับคุณจราจรได้!!!  




                ครั้งต่อมา เป็นเหตุที่ผมผิดพราด ขับรถสวนไปในเลนเฉพาะรถเมล์หรือรถประจำทาง ครั้งนี้ผมเพิ่มน้ำหนักและความมั่นใจไปในการเจรจากับคุณตำรวจจราจร
               “พี่ครับขอโทษครับพี่ ผมมาที่นี่เป็นครั้งแรกเลย พี่ช่วยบอกทางไปร้านอาหารริมน้ำ ชื่อxxx ได้รึเปล่าครับ?”
ผมเบนประเด็นไม่พูดถึงใบขับขี่และเงินค่าโง่ขอผมสักแอะ แน่นอนว่าสีหน้าสำนึกผิดต้องมาจากใจและผ่านทางดวงตาด้วยนะ
               “เอ้าๆๆ ไม่เป็นไร เดี๋ยวตรงนี้จะเป็นทางรถเมล์สวน น้องรีบตีวงออกไปเลย”
               คราวนี้กลับเจอคุณจราจรใจกว้าง เขากันรถให้ผมกลับรถและบอกทางไปร้านาหารดังกล่าวเสร็จสรรพ งานนี้นอกจากจะทำให้รู้ว่ายังมีคนที่พูดกันด้วยเหตุผลได้ อีกเรื่องที่ผมเกอบจะมองข้ามคือ… ในสถานการณ์คับขันที่มีรถราติดแน่นและเสียงแตรดังแรง คุณจราจรจะรีบแก้ไขสถานการณ์นั้นอย่างรวดเร็วที่สุด โดยอัตโนมัติ!!




                มาถึงครั้งที่สี่ ในครั้งนี้ถือเป็นการทดลองผิดถูก ด้วยใจกล้าหาญของผมล้วนๆ
               
                ห้าแยกXXX… ในเมืองกรุง
                นี่คือจุดที่ชาวกรุงเทพมหานครคุ้นเคย ช่วงสายๆรถราบางตาไม่ถึงกับโล่งแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหารถติดเรื้อรัง ผมมุงหน้าจากหมอชิตเพื่อข้ามแยกตรงไปทางห้างดังแห่งหนึ่งในละแวกนั้น ขับเพลินๆ ชิลๆ ไอ๊หยา… โดนคุณตำรวจเรียกอีกแร๊ะ!! งานนี้ผมฝ่าไฟแดงเป็นคันสุดท้าย โดนดักเรียกให้จอดเสียด้วย!! ที่น่ากลัวคือคุณตำรวจชี้นิ้วให้ผมเข้าไปจอดด้านในพื้นที่โล่งเล็กๆทางซ้ายมือ (หากใครผ่านไปทางนั้นลองสงเกตุดูดีๆนะครับว่าจะมีช่องเรียกสำหรับคนขับรถเปลี่ยนเลนช้าหรือคนขับฝ่าไฟแดงอย่างผมอยู่)

                ในตอนนั้นถ้าผมขับเข้าไปตามที่คุณตำรวจต้องการ ผมต้องโดนพรากของรักไปอย่างแน่นอน ผมต้องเสียเวลาชีวิตไปครึ่งวันกับการตามหาแหวนวงรักนี้กลับมาสินะ

                แต่อย่าหวังว่าจะเอาผมอยู่ จำได้ไหมครับจากประสบการณ์ก่อนหน้าที่ว่า   … ในสถานการณ์คับขันที่มีรถราติดแน่นและเสียงแตรดังแรง คุณจราจรจะรีบแก้ไขสถานการณ์นั้นอย่างรวดเร็วที่สุด โดยอัตโนมัติ!!

                ผมใช้จุดนี้ลองเสี่ยงดูสักตั้ง อาจเป็นโรคจิตของผมเองด้วยที่มักไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งใครง่ายๆ ผมไม่สนใจเล้ยวเข้าไปยังขุมนรกขุมนั้นหรอก ผมขับเลยทางเลี้ยวนั้นมาเล็กน้อยเท่านั้น จอดรถคันเก่งชิดซ้ายเบาๆ แต่ขะชิดอย่างไร ก็ยังปิดเลนและสามารถขัดขวางทางจราจรได้เลนหนึ่งเลยทีเดียว ผมเปิดกระจกพร้อมเจรจา
                “คุณๆ ทำไมไม่รีบจอดในช่องทางที่ผมชี้ไป จอดแบบนี้กีดขวางคนอื่นรุ้ไหม ถ้าไฟเขียวแล้ว รถจะมาติดที่คุณนะ”
                “ขอโทษครับ พี่ ผมตกใจเมื่อกี้ เลี้ยวไม่ทัน”
                ฮ่าๆ ก็ผมตั้งใจมาจอดตรงนี้นี่ละ….ที่เหลือคือ ถ่วงเวลาให้ไฟเขียวปรากฏ…. จะทำอย่างไรล่ะ?
                ก็เจรจาสิครับ!! โปรดอย่าลืมว่า เรา…สามารถเจรจากับคุณจราจรได้!!!  

                ผมชักแม่น้ำทั้งห้ายื้อเวลาให้นานที่สุด และในที่สุด ก็ถึงเวลาที่กลุ่มรถจากด้านหลังพุ่งตัวออกมา ผมทำท่าทีล้วงกระเป๋าพร้อมจะหยิบแบงค์ร้อยแดงสดออกมาต่อหน้าต่อตาชาวบ้านที่รถติดอออยู่หลังรถผม และรถด้านข้างที่หันมองเรื่องราวในครั้งนี้อย่างสนอกสนใจ

                คุณจราจรมีสีหน้าเหวอ รีบบอกกับผมว่า “น้องรีบไปเถอะ… คราวหลังถ้าถูกเรียกอีก ให้เข้าไปจอดด้านในด้วยนะ…!?”
                /อื้ม คงไม่มีวันนั้นหรอกครับพี่/ ผมคิดในใจ…




                ครั้งสุดท้ายนับว่าเป็นการยืนยันความสำเร็จ ในเชิงควบคุมสถานการณ์รอบตัว
               ผมจอดรไว้ในที่ห้ามจอดด้วยความรีบร้อน ผมเดินข้ามถนนมาเพื่อซื้อกุ้งเครฟิชไว้ดูเล่นที่บ้าน ณ ตลาดปลาแห่งหนึ่ง เมื่อหันกลับมา ก็พบว่า คุณตำรวจกำลังเขียนใบสั่งพร้อมที่อุปกรณ์ล็อคล้อสนิมเขรอะที่วางอยู่ไม่ห่างตัว
               ครั้งนี้โชคดีที่มี ผู้คนเดินขวักไขว่ ไม่ต้องรั้งรอให้มีรถยนต์ขับผ่านเหมือนเหตุการณก่อนหน้านี้ที่แยกใจกลางเมืองอีกแล้ว ผมเลือกจะตะโกน เจรจากับคุณจราจรผู้นั้นแบบแมนๆ
               “พี่ครับ ผมเจ้าของรถคันนั้นครับ ผมซื้อของแป๊ปเดียวครับพี่ ขอเวลาสักครู่เถอะครับ ผมจะรีบเอารถออกเลยนะครับ!!”
               ชาวบ้านชาวช่องและคนเดินถนนอย่างเราๆ หันหน้ามามองกันนับสิบสายตาเชียว หลังจากที่ผมตะโกนข้ามฟากถนน ไม่ต้องสืบครับ งานนี้ ผมก็แค่หันกลับมาเลือกของต่อ เสียงสตาร์ทมอเตอร์ไซของพี่จราจรก็ดังขึ้น เสียงมันห่างไปเรื่อยๆ จนผมไม่ได้ยินอีก  ไร้ใบสั่งสีขาว ไร้ที่ล็อคเหล็กสนิมเขรอะ ที่พี่จราจรคิดว่าคุ้มกว่าถ้าจะเก็บไปใช้กับรถคันอื่นต่อไป



              ถึงตรงนี้ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า เราไม่ได้เป็นเบี้ยล่างให้คุณจราจรอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว กฎเหล็กที่ควรจดจำไว้ในสถานการณ์คับขัน
มีไม่กี่ข้อ นั่นคือ
            
           1 คุณต้องสำนึกตัวว่าทำผิด ห้ามโต้เถียง ‘เป็นเด็กดี ทำผิดกล้ารับผิด’
            2 จดจำไว้ว่า เรา…สามารถเจรจากับคุณจราจรได้!!!  
            3  ในสถานการณ์คับขันที่มีรถราติดแน่นและเสียงแตรดังแรง คุณจราจรจะรีบแก้ไขสถานการณ์นั้นอย่างรวดเร็วที่สุด โดยอัตโนมัติ!!
            4 คุณจราจรแคร์สายตา ผู้คนมากกว่าที่เราคิด


*** เหตุเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นและเราจะไม่ต้องมาเหนื่อยวุ่นวายเลย ถ้าเราขับรถอย่างมีสติ ยึดมั่นในกฎจราจรครับ!!


                                                                            นามปากกา: เบี้ยสีเทา ณ กลางกระดาน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่