สัปดาห์ที่แล้วผมได้รับเชิญให้ไปพูดในฐานะ Keynote Speaker หรือเป็น ผู้พูดหลัก ในงานสัมมนาประจำปีของนักลงทุน
แนว Value Investment ระดับ นานาชาติ ชื่อ Value Investing Summit 2015 ที่ประเทศสิงคโปร์
ปีนี้เข้าใจว่าเป็นปีที่ 4 แล้วที่มีการจัดสัมมนาประจำปีแบบนี้ ปีแรกมีผู้เข้าร่วมเพียง 4-500 คน หลังจากนั้นจำนวนคนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนปีนี้มีผู้เข้าร่วมถึง 1,400-1,500 คน ซึ่งทางผู้จัดอ้างว่าเป็นการชุมนุมนักลงทุนแนว VI ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่ ยังเป็นคนสิงคโปร์ ตามด้วยคนมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาจจะมีออสเตรเลียบ้างเล็กน้อย ขณะที่คนไทยนั้น นับดูแล้วน่าจะเพียงแค่ไม่เกิน 7-8 คน สถานที่จัดงานนั้นเนื่องจากต้องรับคนจำนวนมาก ปีนี้จึงจัดที่ สิงคโปร์เอ็กซโป ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมและงานแสดงขนาดใหญ่ที่สุดแบบเดียวกับที่เมืองทองธานีของเรา
งาน VI Summit 2015 นี้ จัดโดยบริษัทชื่อ 8I ของสิงคโปร์ โดยที่บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจหลักอย่างหนึ่ง คือ การให้บริการความรู้ทางด้านการลงทุน ผ่านการเปิดคอร์สอบรมเรื่องการลงทุน การขายหนังสือและสื่อทั้งหลายเกี่ยวกับการลงทุน การจัดประชุมและสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุนและอาจจะมีบริการด้านอื่นๆ ที่ผมไม่ทราบอีกหลายอย่าง บริษัทยังมีพอร์ตโฟลิโอเงินลงทุนของตนเองในสิงคโปร์ และประเทศต่างๆ รวมถึงหุ้นของไทยด้วย
ที่สำคัญ ก็คือ บริษัทเพิ่งเข้าจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของออสเตรเลียเมื่อ 3-4 สัปดาห์มานี้ โดยที่หุ้น IPO ส่วนใหญ่ก็ขายให้กับคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะที่เป็นลูกค้าที่ใช้บริการเรียนรู้เรื่องการลงทุนของบริษัท ตั้งแต่หุ้นเข้าจดทะเบียน ราคาหุ้นก็ขึ้นมา น่าจะประมาณเท่าตัวแล้วนับจากวันเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นในวันแรก ผมเชื่อว่าเขาวางตำแหน่งตนเองคล้ายๆ กับหุ้นเบิร์กไชร์ของบัฟเฟตต์ ที่เน้นการลงทุนเงินของบริษัทเองในตลาดหุ้น บริษัทยังมีขนาดเล็กมาก มูลค่าหุ้นทั้งหมดของบริษัทน่าจะอยู่ในหลักพันล้านบาทบวกลบเท่านั้น
งาน VI Summit ในครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้สถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องของ VI สิงคโปร์หลายอย่างที่ดูเหมือนว่าจะแตกต่างจากชุมนุมหรือสังคม VI ของไทย ภาพโดยรวมก็คือ การสนับสนุนจาก สถาบัน อย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินรวมถึงโบรกเกอร์และบริษัทจดทะเบียนต่อนักลงทุนน่าจะมีน้อยกว่าในกรณีของไทยมาก สปอนเซอร์ของงานมีเพียงแบงก์เดียว และดูเหมือนว่าจะมานำเสนอในเรื่องของการประกันชีวิตเป็นหลัก
การสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเรื่อง เชิงธุรกิจ เป็นส่วนใหญ่นั่นคือ ผู้เข้าร่วมสัมมนาต้องซื้อบัตรที่มีราคาค่อนข้างแพง ตั๋วมีราคาใบละ 4-8,000 บาทขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ซื้อ เช่น ถ้าซื้อวันนี้เพื่อที่จะเข้าร่วมฟังในปีหน้า ราคาอาจจะอยู่ที่ 4,000 บาทเป็นต้น ราคาบัตรจะแพงขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้วันงานที่ที่นั่งใกล้หมด
งานสัมมนาคราวนี้กำหนดไว้ 2 วันเต็ม คือ วันเสาร์และอาทิตย์ โดยที่มีเวลาพักรับประทานอาหารกลางวันที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาต้องไปหาอาหารกินเองยกเว้นกลุ่มนักลงทุน VIP จำนวนอาจจะซักร้อยหรือสองร้อยคนที่จะมีการจัดเลี้ยงเพื่อที่จะให้พวกเขาได้รู้จักกันและได้คุยกับวิทยากรซึ่งผมเข้าใจว่าพวกเขาจะต้องจ่ายค่าสัมมนาอีกอัตราหนึ่ง นอกจากไม่มีอาหารแล้ว งานสัมมนาของเขายังไม่มีกาแฟหรือของว่างเลี้ยงด้วย มีแต่น้ำเปล่าที่คนต้องไปกดเพื่อดื่มเอาเอง
เหตุผลที่เขาทำอย่างนั้นนอกจากเพื่อเป็นการลดต้นทุนแล้วผมยังคิดว่าเป็นเพราะจำนวนคนที่มีมากเกินกว่าที่จะให้บริการไหวด้วย เช่นเดียวกัน ห้องประชุมนั้น ก็ใช้ห้องจัดแสดงสินค้าแล้วนำเก้าอี้มาวางเต็มห้องซึ่งทำให้คนเข้าร่วมสัมมนาที่อยู่ท้ายห้องมองวิทยากรลำบากและคงต้องอาศัยดูจากจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่เป็นหลัก
สถานการณ์ดังกล่าวนั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่ VI ไทยได้รับแล้ว ผมรู้สึกว่า นักลงทุนไทยนั้น ได้รับการดูแลและได้รับการสนับสนุนมากในด้านของการศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุน เห็นได้จากการที่นักลงทุนส่วนบุคคลของไทยนั้น สามารถฟังการสัมมนาฟรีได้มากมาย หลายๆ รายการมีอาหารเลี้ยง ห้องสัมมนาก็มักจะเป็นห้องประชุมชั้นดี ที่มีระดับลาดขึ้นและเก้าอี้สะดวกสบายเหมือนโรงหนัง เหตุผลก็เพราะในเมืองไทยนั้น เรามีสปอนเซอร์มากมายที่ต้องการขายบริการให้กับนักลงทุนรายย่อย
ขณะที่นักลงทุนรายย่อยของสิงคโปร์ น่าจะมีธุรกรรมน้อยจนบริษัทการเงินและหลักทรัพย์ ไม่สนใจที่จะทำการตลาดด้วย ไม่ต้องพูดถึงว่า นักลงทุนรายย่อยของสิงคโปร์ ไม่มีโอกาสได้พบกับผู้บริหารบริษัท หรือเข้าร่วมฟังข้อมูลของบริษัทอย่างในงาน Opportunity Day ของไทย ดังนั้น นักลงทุนแนว VI ของสิงคโปร์จึงต้องจ่ายเงิน และยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อแสวงหาความรู้ เพื่อการลงทุนค่อนข้างสูง และพวกเขาดูตั้งใจฟังมากในงานสัมมนา
หัวข้อของงาน VI Summit 2015 นั้น ประกอบด้วยการบรรยายภาพรวมทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของสิงคโปร์ การวิเคราะห์และแนะนำหลักทรัพย์ประมาณ 4-5 ตัวโดยนักวิเคราะห์ของบริษัท 8I ซึ่งพวกเขาทำได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นโบรกเกอร์หรือมีใบอนุญาต นอกจากนั้นก็มีการแจกรางวัลเป็นแนว แหวนอัศวิน ให้แก่นักลงทุนจำนวนประมาณ 8 คนที่เป็นสมาชิก หรือลูกค้าเรียนคอร์สการลงทุนของบริษัท ที่สามารถสร้างผลงานการลงทุนดีเด่นจนพอร์ตเติบโตเป็น นักลงทุนเงินล้าน(เหรียญ) รายการทั้งหมดนั้นคละเคล้าสลับกันไปเพื่อไม่ให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย ระหว่างเปลี่ยนรายการก็จะมีพิธีกรหรือผู้บริหารบริษัทขึ้นมาคั่นรายการเล็กๆ น้อยเพื่อสร้างความบันเทิงและโปรโมทผลงานการวิเคราะห์ในปีก่อนของบริษัทด้วย
ส่วนตัวผมเองนั้นขึ้นพูดในวันสุดท้าย 2 ช่วง โดยช่วงแรกผมพูดในหัวข้อ A Golden Decade for Thai Value Investor หรือ ทศวรรษทองของ VI ไทย และในช่วงที่สองก่อนปิดงานสัมมนา เป็นการพูดแบบอภิปรายตอบคำถามของผู้บรรยายหลายคนซึ่งประกอบด้วยผู้พูดจากออสเตรเลีย สิงคโปร์ และผม โดยมีผู้บริหารของ 8I เป็นผู้ดำเนินรายการ เนื้อหาของการพูดของผมนั้นเป็นการอธิบายภาพของเศรษฐกิจ การเงิน และตลาดหุ้นของไทย รวมถึงเหตุผลและปัจจัยที่เป็นตัวผลักดันตลาดหุ้นของเราในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากนั้นผมได้เล่าถึงกลยุทธ์การลงทุนแนว VI สามแนวทางที่มีการใช้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่สามารถเอาชนะตลาด และสร้างผลตอบแทนที่สูงลิ่วจนทำให้ VI จำนวนไม่น้อยร่ำรวยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
ต่อจากนั้น ผมก็สรุปถึงองค์ประกอบที่สร้างความสำเร็จให้กับ VI ไทย ซึ่งประกอบไปด้วย โชค ที่พวกเขาเข้ามาลงทุนในตลาดในเวลาที่ถูกต้อง การใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ VI ที่เน้นในหุ้นโตเร็ว การเลือกหุ้นที่อยู่ในเมกาเทรนด์ ความนิยมของคนไทยต่อการลงทุนในหุ้น และสุดท้ายก็คือ ความกล้าที่จะลงทุนเงินร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นผ่านการซื้อหุ้นด้วยมาร์จิน ที่ทำให้ได้ผลตอบแทนที่งดงามมาก และผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะไม่สามารถทำได้อีกแบบง่ายๆ ในประเทศไทย โดยที่ผมคิดว่า อนาคตของการลงทุนน่าจะอยู่ที่ตลาดหุ้นในเอเชียโดยเฉพาะเวียดนามกับจีน
บรรยากาศของที่ประชุมสัมมนานั้น ผมรู้สึกว่านักลงทุนค่อนข้างมีความตั้งใจและมีอารมณ์ร่วมค่อนข้างมากทั้ง ๆ ที่เป็นสถานที่ขนาดใหญ่และมีคนร่วมฟังอยู่จำนวนมาก ผมคิดว่านักลงทุนส่วนบุคคลแนว VI ของสิงคโปร์นั้น ยังตามหลังไทยอยู่พอสมควรและพวกเขากำลังเริ่มศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างมุ่งมั่น ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งก็คือ VI นั้นยังไม่เป็นกระแสที่คนนิยมหรือพูดถึงเนื่องจากยังไม่มีใครที่ทำกำไรจากหุ้นมากพอ ความนิยมในการลงทุนในหุ้นก็ยังน้อยเนื่องจากตลาดหุ้นไม่บูมมานาน
นอกจากนั้น การส่งเสริมการลงทุนโดยหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินก็ยังมีน้อย โลกของการลงทุนยังอยู่ในมือของนักลงทุนสถาบัน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการพัฒนาของ VI สิงคโปร์และในย่านเอเชียน่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไทยเองอาจจะสามารถเป็น ผู้นำ ได้ เพราะประสบการณ์ VI ของเรานั้น น่าจะยาวกว่าคนอื่นในย่านนี้
เครดิต
http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/nives/20150203/632744/VI-Summit-2015-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C.html
VI Summit 2015 ที่สิงคโปร์ โดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สัปดาห์ที่แล้วผมได้รับเชิญให้ไปพูดในฐานะ Keynote Speaker หรือเป็น ผู้พูดหลัก ในงานสัมมนาประจำปีของนักลงทุน
แนว Value Investment ระดับ นานาชาติ ชื่อ Value Investing Summit 2015 ที่ประเทศสิงคโปร์
ปีนี้เข้าใจว่าเป็นปีที่ 4 แล้วที่มีการจัดสัมมนาประจำปีแบบนี้ ปีแรกมีผู้เข้าร่วมเพียง 4-500 คน หลังจากนั้นจำนวนคนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนปีนี้มีผู้เข้าร่วมถึง 1,400-1,500 คน ซึ่งทางผู้จัดอ้างว่าเป็นการชุมนุมนักลงทุนแนว VI ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่ ยังเป็นคนสิงคโปร์ ตามด้วยคนมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาจจะมีออสเตรเลียบ้างเล็กน้อย ขณะที่คนไทยนั้น นับดูแล้วน่าจะเพียงแค่ไม่เกิน 7-8 คน สถานที่จัดงานนั้นเนื่องจากต้องรับคนจำนวนมาก ปีนี้จึงจัดที่ สิงคโปร์เอ็กซโป ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมและงานแสดงขนาดใหญ่ที่สุดแบบเดียวกับที่เมืองทองธานีของเรา
งาน VI Summit 2015 นี้ จัดโดยบริษัทชื่อ 8I ของสิงคโปร์ โดยที่บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจหลักอย่างหนึ่ง คือ การให้บริการความรู้ทางด้านการลงทุน ผ่านการเปิดคอร์สอบรมเรื่องการลงทุน การขายหนังสือและสื่อทั้งหลายเกี่ยวกับการลงทุน การจัดประชุมและสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุนและอาจจะมีบริการด้านอื่นๆ ที่ผมไม่ทราบอีกหลายอย่าง บริษัทยังมีพอร์ตโฟลิโอเงินลงทุนของตนเองในสิงคโปร์ และประเทศต่างๆ รวมถึงหุ้นของไทยด้วย
ที่สำคัญ ก็คือ บริษัทเพิ่งเข้าจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของออสเตรเลียเมื่อ 3-4 สัปดาห์มานี้ โดยที่หุ้น IPO ส่วนใหญ่ก็ขายให้กับคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะที่เป็นลูกค้าที่ใช้บริการเรียนรู้เรื่องการลงทุนของบริษัท ตั้งแต่หุ้นเข้าจดทะเบียน ราคาหุ้นก็ขึ้นมา น่าจะประมาณเท่าตัวแล้วนับจากวันเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นในวันแรก ผมเชื่อว่าเขาวางตำแหน่งตนเองคล้ายๆ กับหุ้นเบิร์กไชร์ของบัฟเฟตต์ ที่เน้นการลงทุนเงินของบริษัทเองในตลาดหุ้น บริษัทยังมีขนาดเล็กมาก มูลค่าหุ้นทั้งหมดของบริษัทน่าจะอยู่ในหลักพันล้านบาทบวกลบเท่านั้น
งาน VI Summit ในครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้สถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องของ VI สิงคโปร์หลายอย่างที่ดูเหมือนว่าจะแตกต่างจากชุมนุมหรือสังคม VI ของไทย ภาพโดยรวมก็คือ การสนับสนุนจาก สถาบัน อย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินรวมถึงโบรกเกอร์และบริษัทจดทะเบียนต่อนักลงทุนน่าจะมีน้อยกว่าในกรณีของไทยมาก สปอนเซอร์ของงานมีเพียงแบงก์เดียว และดูเหมือนว่าจะมานำเสนอในเรื่องของการประกันชีวิตเป็นหลัก
การสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเรื่อง เชิงธุรกิจ เป็นส่วนใหญ่นั่นคือ ผู้เข้าร่วมสัมมนาต้องซื้อบัตรที่มีราคาค่อนข้างแพง ตั๋วมีราคาใบละ 4-8,000 บาทขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ซื้อ เช่น ถ้าซื้อวันนี้เพื่อที่จะเข้าร่วมฟังในปีหน้า ราคาอาจจะอยู่ที่ 4,000 บาทเป็นต้น ราคาบัตรจะแพงขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้วันงานที่ที่นั่งใกล้หมด
งานสัมมนาคราวนี้กำหนดไว้ 2 วันเต็ม คือ วันเสาร์และอาทิตย์ โดยที่มีเวลาพักรับประทานอาหารกลางวันที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาต้องไปหาอาหารกินเองยกเว้นกลุ่มนักลงทุน VIP จำนวนอาจจะซักร้อยหรือสองร้อยคนที่จะมีการจัดเลี้ยงเพื่อที่จะให้พวกเขาได้รู้จักกันและได้คุยกับวิทยากรซึ่งผมเข้าใจว่าพวกเขาจะต้องจ่ายค่าสัมมนาอีกอัตราหนึ่ง นอกจากไม่มีอาหารแล้ว งานสัมมนาของเขายังไม่มีกาแฟหรือของว่างเลี้ยงด้วย มีแต่น้ำเปล่าที่คนต้องไปกดเพื่อดื่มเอาเอง
เหตุผลที่เขาทำอย่างนั้นนอกจากเพื่อเป็นการลดต้นทุนแล้วผมยังคิดว่าเป็นเพราะจำนวนคนที่มีมากเกินกว่าที่จะให้บริการไหวด้วย เช่นเดียวกัน ห้องประชุมนั้น ก็ใช้ห้องจัดแสดงสินค้าแล้วนำเก้าอี้มาวางเต็มห้องซึ่งทำให้คนเข้าร่วมสัมมนาที่อยู่ท้ายห้องมองวิทยากรลำบากและคงต้องอาศัยดูจากจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่เป็นหลัก
สถานการณ์ดังกล่าวนั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่ VI ไทยได้รับแล้ว ผมรู้สึกว่า นักลงทุนไทยนั้น ได้รับการดูแลและได้รับการสนับสนุนมากในด้านของการศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุน เห็นได้จากการที่นักลงทุนส่วนบุคคลของไทยนั้น สามารถฟังการสัมมนาฟรีได้มากมาย หลายๆ รายการมีอาหารเลี้ยง ห้องสัมมนาก็มักจะเป็นห้องประชุมชั้นดี ที่มีระดับลาดขึ้นและเก้าอี้สะดวกสบายเหมือนโรงหนัง เหตุผลก็เพราะในเมืองไทยนั้น เรามีสปอนเซอร์มากมายที่ต้องการขายบริการให้กับนักลงทุนรายย่อย
ขณะที่นักลงทุนรายย่อยของสิงคโปร์ น่าจะมีธุรกรรมน้อยจนบริษัทการเงินและหลักทรัพย์ ไม่สนใจที่จะทำการตลาดด้วย ไม่ต้องพูดถึงว่า นักลงทุนรายย่อยของสิงคโปร์ ไม่มีโอกาสได้พบกับผู้บริหารบริษัท หรือเข้าร่วมฟังข้อมูลของบริษัทอย่างในงาน Opportunity Day ของไทย ดังนั้น นักลงทุนแนว VI ของสิงคโปร์จึงต้องจ่ายเงิน และยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อแสวงหาความรู้ เพื่อการลงทุนค่อนข้างสูง และพวกเขาดูตั้งใจฟังมากในงานสัมมนา
หัวข้อของงาน VI Summit 2015 นั้น ประกอบด้วยการบรรยายภาพรวมทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของสิงคโปร์ การวิเคราะห์และแนะนำหลักทรัพย์ประมาณ 4-5 ตัวโดยนักวิเคราะห์ของบริษัท 8I ซึ่งพวกเขาทำได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นโบรกเกอร์หรือมีใบอนุญาต นอกจากนั้นก็มีการแจกรางวัลเป็นแนว แหวนอัศวิน ให้แก่นักลงทุนจำนวนประมาณ 8 คนที่เป็นสมาชิก หรือลูกค้าเรียนคอร์สการลงทุนของบริษัท ที่สามารถสร้างผลงานการลงทุนดีเด่นจนพอร์ตเติบโตเป็น นักลงทุนเงินล้าน(เหรียญ) รายการทั้งหมดนั้นคละเคล้าสลับกันไปเพื่อไม่ให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย ระหว่างเปลี่ยนรายการก็จะมีพิธีกรหรือผู้บริหารบริษัทขึ้นมาคั่นรายการเล็กๆ น้อยเพื่อสร้างความบันเทิงและโปรโมทผลงานการวิเคราะห์ในปีก่อนของบริษัทด้วย
ส่วนตัวผมเองนั้นขึ้นพูดในวันสุดท้าย 2 ช่วง โดยช่วงแรกผมพูดในหัวข้อ A Golden Decade for Thai Value Investor หรือ ทศวรรษทองของ VI ไทย และในช่วงที่สองก่อนปิดงานสัมมนา เป็นการพูดแบบอภิปรายตอบคำถามของผู้บรรยายหลายคนซึ่งประกอบด้วยผู้พูดจากออสเตรเลีย สิงคโปร์ และผม โดยมีผู้บริหารของ 8I เป็นผู้ดำเนินรายการ เนื้อหาของการพูดของผมนั้นเป็นการอธิบายภาพของเศรษฐกิจ การเงิน และตลาดหุ้นของไทย รวมถึงเหตุผลและปัจจัยที่เป็นตัวผลักดันตลาดหุ้นของเราในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากนั้นผมได้เล่าถึงกลยุทธ์การลงทุนแนว VI สามแนวทางที่มีการใช้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่สามารถเอาชนะตลาด และสร้างผลตอบแทนที่สูงลิ่วจนทำให้ VI จำนวนไม่น้อยร่ำรวยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
ต่อจากนั้น ผมก็สรุปถึงองค์ประกอบที่สร้างความสำเร็จให้กับ VI ไทย ซึ่งประกอบไปด้วย โชค ที่พวกเขาเข้ามาลงทุนในตลาดในเวลาที่ถูกต้อง การใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ VI ที่เน้นในหุ้นโตเร็ว การเลือกหุ้นที่อยู่ในเมกาเทรนด์ ความนิยมของคนไทยต่อการลงทุนในหุ้น และสุดท้ายก็คือ ความกล้าที่จะลงทุนเงินร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นผ่านการซื้อหุ้นด้วยมาร์จิน ที่ทำให้ได้ผลตอบแทนที่งดงามมาก และผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะไม่สามารถทำได้อีกแบบง่ายๆ ในประเทศไทย โดยที่ผมคิดว่า อนาคตของการลงทุนน่าจะอยู่ที่ตลาดหุ้นในเอเชียโดยเฉพาะเวียดนามกับจีน
บรรยากาศของที่ประชุมสัมมนานั้น ผมรู้สึกว่านักลงทุนค่อนข้างมีความตั้งใจและมีอารมณ์ร่วมค่อนข้างมากทั้ง ๆ ที่เป็นสถานที่ขนาดใหญ่และมีคนร่วมฟังอยู่จำนวนมาก ผมคิดว่านักลงทุนส่วนบุคคลแนว VI ของสิงคโปร์นั้น ยังตามหลังไทยอยู่พอสมควรและพวกเขากำลังเริ่มศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างมุ่งมั่น ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งก็คือ VI นั้นยังไม่เป็นกระแสที่คนนิยมหรือพูดถึงเนื่องจากยังไม่มีใครที่ทำกำไรจากหุ้นมากพอ ความนิยมในการลงทุนในหุ้นก็ยังน้อยเนื่องจากตลาดหุ้นไม่บูมมานาน
นอกจากนั้น การส่งเสริมการลงทุนโดยหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินก็ยังมีน้อย โลกของการลงทุนยังอยู่ในมือของนักลงทุนสถาบัน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการพัฒนาของ VI สิงคโปร์และในย่านเอเชียน่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไทยเองอาจจะสามารถเป็น ผู้นำ ได้ เพราะประสบการณ์ VI ของเรานั้น น่าจะยาวกว่าคนอื่นในย่านนี้
เครดิต
http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/nives/20150203/632744/VI-Summit-2015-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C.html