สวัสดีค่ะ นี่เป็นกระทู้แรกเลยค่ะ อยากแบ่งปันเพื่อขอบคุณ ข้อมูลต่างๆที่ได้จากในพันทิป และเวปอื่นๆ
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับคนที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น และคนที่จะเช่ารถขับในญี่ปุ่นนะคะ
มีจ้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยนะคะ
การเตรียมตัวของ จขกท ก่อนไปญี่ปุ่น
1. ข้อมูล ตัดสินใจก่อนว่าจะเที่ยวที่ไหนของญี่ปุ่น ไปเมืองไหน จขกท ตัดสินใจจากโปรโมชั่นของสายการบินเป็นหลักค่ะ55
ซึ่งจองไว้ข้ามปีเลยทีเดียว ตั้งแต่ Air Asia X ยังไม่มาเมืองไทย ต้องไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์
2.เสื้อผ้า ดูช่วงเวลาว่าไปเดือนไหน ช่วงไหน จขกท ไปเดือน มกราคม เป็นช่วงหน้าหนาว ซื้อที่เมืองไทยตอนยี่ห้อ Z ลดราคา
เสื้อผ้ารองเท้าบางอย่าง ไปซื้อที่ Ueno
3.เช่ารถจากเมืองไทย ของบริษัท E ให้พนักงานสอนการใช้ GPS
4.เช่า Pocket Wifi (ซึ่งสำคัญมาก)
5.ดูพาสปอร์ตว่ายังไม่หมดอายุ (เกิน 6เดือน)
6.ทำใบขับขี่สากล (ถ้ามีใบขับขี่ตลอดชีพแบบเก่าต้องเปลี่ยนเป็นแบบ smart card ก่อน) มีอายุ 1ปีนับจากวันที่ทำ
7.ศึกษาข้อมูลรถไฟฟ้าในโตเกียว
8.จองโรงแรม ทั้งในโตเกียวและจังหวัดที่เราจะไป จองผ่านเวปยอดนิยม 2-3เวปค่ะ
เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลยค่ะ

รูปใบขับขี่สากล
Day 1,2 Tokyo
5.00 น.ถึงดอนเมือง โหลดกระเป๋า ลุ้นน้ำหนักกระเป๋าเนื่องจากพกน้ำขวดไปด้วย ประมาณ 1โหล 20 กิโลกรัม ผ่านแบบฉิวเฉียด กรอกใบ Departure แล้วก็รอเข้าคิวผ่าน ตม คนเยอะพอควรเนื่องจากเจอทัวร์จีนพอดี
7.10น.-9.00(ที่กัวลาลัมเปอร์ 10.00น.) เครื่องออกจากดอนเมือง ไปลงกัวลาลัมเปอร์ ก่อนรอต่อเครื่อง 4 ชม.(จองไว้ข้ามปีตอนนั้น AirasiaX ยังไม่เปิดรูทบินตรงที่ไทย ) ที่มาเลย์ไม่ต้องเขียนใบคนเข้าเมือง แค่ไปสแกนนิ้วตรง ตม แล้วเขาก็แค่ถามว่ามากี่วันแค่นั้น หลังจากผ่าน ตม มาแล้วก็มาลองชิมคล้ายๆผัดหมี่ของไทย กับ ไก่ ผัดหมีอร่อยดี ไก่ก็นุ่มแต่ไม่ค่อยชอบกลิ่นเครื่องเทศที่ไก่แค่นั้น ส่วนตัวให้ผ่าน ที่ติดใจ อีกอย่างคือ ขนมปังปิ้ง ไม่แน่ใจว่าเขาทาเนยกับน้ำผึ้งหรือเปล่าแต่อร่อยดีค่ะ เป็นร้านเล็กๆที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ชั้น 2 ป้ายร้านสีฟ้า จำชื่อร้านไม่ได้ แต่มี counter ขายคล้ายขนมไทยด้วย อิ่มแล้วก็หาเอนหลังรอ เวลาเครื่องออก
14.40 น.ขึ้นเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ พอสัญญาณรัดเข็มขัดดับก็มาแจกใบคนเข้าเมืองกับใบ declare ถ้ามีของฝากให้คนญี่ปุ่น ก็ต้องแจ้งด้วยว่าให้ใครเป็นอะไร จำนวนเท่าไหร่ค่ะ ส่วนใหญ่ก็ติ๊ก No ส่วนใบคนเข้าเมืองก็พยายามเขียนให้ครบและเขียนให้ละเอียด เช่นที่อยู่ในญี่ปุ่น อาชีพ การงาน มากันกี่คน เอาเงินมาเท่าไหร่ เป็นต้น

รูปจากเวปติวเตอร์ตู่ค่ะ ได้ข้อมูลจากติวเตอร์ตู่เยอะเหมือนกันค่ะ ขอบคุณนะคะ
22.00น. ถึงสนามบินฮาเนดะ ซึ่งถึงก่อนเวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมง ผ่าน ตม 1 ด่าน ผ่าน declare ของอีก1 อย่างแค่ถามว่ามากี่วันแค่นั้น จากนั้นก็ไปที่ counter ขายตั๋ว Metro pass ซื้อตั๋ว Metro + toei line แบบ 2วัน กับแบบ 1 วันเป็น subway 2 วัน 1200 เยน 1 วัน 800 เยน แล้วก็ไปซื้อตั๋ว Monorail เข้าเมือง ค่าตั๋วประมาณ 490 เยน ซื้อที่ตู้ขายตั๋ว แล้วไปต่อ subway ลงสถานีใกล้ที่พักแถว สถานี Ninyocho ไปถึงก็เจอบันไดเลย ทางออกที่ออกไม่มีบันไดเลื่อนและลิฟท์ (มารู้วันหลังๆแล้วว่ามีบันไดเลื่อนกับลิฟต์ทุกสถานีแต่ต้องดูดีๆว่าอยู่ทางออกไหน exit ไหน ซึ่งบางทางออกก็ไกลจากที่พักเราซึ่งก็ต้องยอมเดินไกลเอา) จากการสังเกต คนญี่ปุ่นปกติที่ไม่พิการ ไม่อายุเยอะก็ใช้ลิฟต์กันเหมือนกันค่ะ
พอขึ้นจาก subway ก็หลงเลยค่ะ ขนาดอ่านมาแล้วดูมาแล้ว ออกทางออกที่ใกล้โรง แรมแล้ว ก็หลงค่ะ เลยเข้าไปถามใน Family Mart เขาก็ช่วยดูและ คนที่มาซื้อของเป็นผู้ชายหน้าคล้าย แอล ( ใน Death Note ) ก็จิ้มๆโทรศัพท์ ถามว่าเอาที่อยู่ไหมเขาบอกไม่ต้อง เอาแต่ชื่อโรงแรม แล้วเขาก็พาเดินไปค่ะ ตอนนั้นก็เกรงใจมาก แต่เพื่อความอยู่รอดก็ตามไปค่ะ 5555 เขาเดินพาไปตามที่โทรศัพท์บอกเกือบ 10 นาทีหนาวก็หนาว ตอนนั้นประมาณ 5 องศาค่ะ แต่โชคดีที่ลมไม่แรงมาก แต่ก็ชาปากจมูกอยู่ดี เลยทำให้เข้าใจคนญี่ปุ่นที่ชอบใส่ mask ว่าคงเพราะอากาศหนาวจนปากจมูกชา ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาชอบใส่ mask และแล้วก็ถึงโรงแรมจนได้ โค้งให้แอลไปอย่างงาม พร้อม อาริกาโตะ โกไซมัส ตอนนั้นไม่กล้าขอถ่ายรูปเพราะอากาศหนาว และเกรงใจค่ะ
Day2 วัด Asakusa , ถ่ายรูปตึกฟองเบียร์ Tokyo Sky Tree, สวนสาธารณะ Ueno ,Ameyoko, Tokyo Tower
7.00 น.เดินทางไปวัด Asakusa ใช้ ตั๋ว 2 Days ลงสถานี Asakusa ไปถึงร้านยังไม่เปิด คนไม่มีเลย มีคนญี่ปุ่นเดินไปทำงานนับคนได้ ชอบภาพวาดประตูร้านค้าที่ปิดอยู่เขาวาดสวยดี เลยเดินไปดูร้านเมล่อนปังก่อน เปิดประตูไว้แต่ ร้านยังไม่เปิดกำลังทำกันอยู่ เขาบอกเปิด 9.00น. เลยเดินถ่ายรูป ที่วัดกับรอบๆบริเวณวัดก่อน เห็นคนญี่ปุ่นกวักธูปเข้าตัว เข้าหน้าเลยทำมั่ง สรุปน้ำตาไหล555 แล้วก็ไปโยนเหรียญตรงช่อง อยากเสี่ยงเซียมซี แต่เจอ แต่ภาษาญี่ปุ่นเลยไม่เสี่ยงดีกว่า ระหว่างถ่ายรูปก็สังเกตว่า นกพิราบที่วัดอ้วนเกือบทุกตัว ทั้งๆที่มีป้ายห้ามให้อาหารนก และสัตว์อื่นๆ
เห็นรูปปั้น เป็นน้ำพุเล็กๆ มีคล้ายๆขันใบเล็กให้ตักรดมือ เลยรดมือมั่งปรากฏว่า เย็นเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ระหว่างรอร้านเมล่อนปังกับ ซาลาเปาทอดเปิดก็เดินออกไป ตรงตึกฟองเบียร์ ที่เป็นมุมที่ถ่ายตึกฟองเบียร์ ตึกสีทอง และ Tokyo Sky Tree ได้ ถ่ายรูปได้แป๊ปหนึ่ง ก็กลับไปวัด Asakusa มาตอนเช้าคนไม่เยอะ ทำให้เห็นตอนเด็กนักเรียนมาโรงเรียน ที่วัดจะมีโรงเรียนอยู่ มีแม่พาลูกมาส่ง ส่วนใหญ่ขี่จักรยานมาส่ง เด็กเล็ก ซ้อนสามก็มีคือ แม่ขี่ ลูกเล็กนั่งหน้าคน นั่งหลังคน แต่นักเรียนโตส่วนใหญ่เดินมา บางทีมากัน 2-3 คน บางทีมากันกลุ่มใหญ่ 8-10 คนก็มี
9.20น. พอซื้อซาลาเปากับเมล่อนปังได้แล้วก็มานั่งกินตรง ซุ้มที่วัดตรงที่มีม้านั่งไม้ ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมนกพิราบถึงอ้วน นี่มันนกพิราบยากูซ่าชัดๆ มากันเป็นฝูง ไม่กลัวคนเลย มาจิกใกล้เท้าไม่ว่า มันบินมาที่หน้าจะจิกกินกับปากเลย กินไป ทะเลาะกับนกไป หยั่งกะคนบ้าแนะ เลยเลิกกินเก็บๆ เอาไปกินที่อื่น กลัวไปเลยนกวัด Asakusa นี่คือข้อควรระวังก่อนที่จะไปเที่ยววัดนะคะ5555

ทะเลาะกับนกอยู่ค่ะ555
9.40น. ไปลงสถานี Ueno ไปเดินสวนสาธารณะ Ueno เดินแบบหนาวๆนี่แหละน่าจะประมาณ 5-6 องศาได้ มีลมแต่ไม่รุนแรงมาก ต้นไม้สวยดี คิดว่าช่วง ซากุระกับช่วงใบไม้เปลี่ยนสีคงสวยมาก เดี๋ยวค่อยมาช่วงนั้นอีกที นี่ขนาดยังไม่กลับยังอยากมาอีกเลยค่ะ

คุณครูพานักเรียนมากันหลายกลุ่มเลย มีทั้งเด็กเล็กเด็กโต มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ กัน แต่ จขกท มาผู้ใหญ่2 คนเลยไม่กล้าเข้าพิพิธภัณฑ์เลย มีแต่เด็ก เลยเดินรอบๆสวน ดูผู้คน ดูหมาแมว ต้นไม้ดอกไม้ก็เพลินดีค่ะ สังเกตเห็นคนญี่ปุ่นไร้บ้านหลายคน มาอยู่ที่นี่กัน มีคนเรียกนกด้วย

นกมาเกาะบนมือกินอาหารค่ะ มีคนจูงหมามาเดินเล่นหลายตัวเลย หมาน่ารักๆทั้งนั้น เห็นแมวจร3-4 ตัวอยู่เกาะกลางพุ่มไม้ หน้าดุๆ แต่พอเข้าใกล้ก็ไม่หนีนะคะ แอบเห็นกระป๋องอาหารแมวหลายสิบกระป๋องเลยค่ะ กลางพุ่มไม้ มิน่าแมวถึงอ้วนท้วนสมบูรณ์
ก่อนออกจากสวนก็เจอร้านซอฟครีม เลยซื้อซะหน่อย เขาให้หยอดตังที่ตู้เอาใบ order ออกมาแล้วมารับซอฟครีม นั่งทานตรงร้านนั่นเลย ตรงนี้มีนก มีกา แต่ไม่ยากุซ่าค่ะ เขาเรียบร้อย แค่เดินเลียบๆเคียงๆ ไม่เข้ามาใกล้มากค่ะ
11.30น. เดินไป ตลาด Ameyoko เพื่อซื้อของฝาก และของฝากซื้อ และหาข้าวกลางวันกัน เห็นอะไรก็น่ากินไปหมด ทั้งสตอเบอรี่ เมล่อน หวานดีค่ะทั้งสองอย่าง เห็นยาคูลย์เลยลองซื้อ ซื้อ แบบฝาสีฟ้า กับฝาสีส้ม รสชาติจืดกว่าบ้านเรา สีส้มรสจะคล้ายบ้านเรามากกว่าค่ะ แล้วก็ไปซื้อ รองเท้ากันหิมะผู้ชาย 2990เยน เสื้อขนเป็ด เสื้อราคา990 เยน รองเท้าผู้หญิง 990 เยน ที่ร้านตัว G ค่ะ
ช๊อปเสร็จ แล้วก็ไปทานซูชิร้านตรง Ueno เป็นซูชิจานเวียน ร้านป้ายสีฟ้า ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ค่ะ ปลาวัตถุดิบไม่ค่อยสด แต่ได้เยอะค่ะ หน้าล้นทะลัก มีเวลคัม ซูชิ สำหรับต่างชาติน่าจะเป็นหน้าเนื้อหมูค่ะ คนญี่ปุ่นในร้านก็อิจฉากันไป

อิ่มแล้ว ก็เดินช๊อปต่ออีกพักใหญ่ ก็กลับโรงแรม เอาของไปเก็บ

เด็กนักเรียนกลับจากโรงเรียนคนเดียว อากาศหนาวพอควรคิดว่าก้มหน้าไม่ให้ลมโดนหน้าค่ะ เห็นหลายคนเลย ที่กลับบ้านเอง ตอนมืดๆก็เห็นค่ะ
ที่นี่ 16.00 ก็เริ่มมืดแล้วค่ะ
18 น.ไป Tokyo Tower ค่ะแค่อยากเห็นว่าเป็นยังไง ไปถึงก็เห็นเป็นเหมือนโครงเหล็กต่อกันขึ้นไป เปิดไฟสีส้ม ดูไกลๆสวยดีค่ะ ก็เดินเข้าไปในอาคารสำรวจ แค่ชั้นล่าง ซื้อของที่ระลึกนิดหน่อยก็กำลังกลับค่ะ ออกมานอกอาคาร เจอคนญี่ปุ่นเป็นผู้ชาย 2 คนตัวสูงๆ แบกกระเป๋าเป้สี่เหลี่ยมขอให้ถ่ายรูปให้เขากับ Tokyo Tower ให้หน่อย ก็คุยกันสักพักหนึ่งค่ะ เขาก็ถามเราว่ามาจากไหน 2คนนี้พูดอังกฤษเก่งค่ะ ก็บอกว่าเป็นคนไทย กำลังจะไปเที่ยว ชิราคาวาโกะ เขาก็ทำหน้า งง งง ว่าเป็นยังไงอยู่ตรงไหน เลยเปิดรูปให้ดู เขาก็พูดแต่สุโก้ยๆ อย่างเดียว คุยกะคนญี่ปุ่นมา 4-5 คนนี่ไม่มีใครรู้จักชิราคาวาโกะเลยค่ะ แต่ที่สงสัยและคาใจจนทุกวันนี้คือ หนุ่ม2คนนั้นเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆใช่ไหม5555 คิดว่าคงมาจากเมืองอื่นในญี่ปุ่นค่ะ ไม่ได้คุยเยอะเพราะข้างนอกหนาวมาก แล้วก็กลับโรงแรม เตรียมเที่ยววันต่อไปค่ะ
พรุ่งนี้จะมารีวิวต่อนะคะ ใช้เวลาลงรูปนานพอควรต้อง resize รูป แต่งรูปนานกว่าที่คิดค่ะ
[CR] (CR)ขับรถเที่ยว ญี่ปุ่น อึ่ง ทึ่ง เสียว 7 วันเที่ยว Tokyo Shirakawago Ainokura Lake Yamanaka
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับคนที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น และคนที่จะเช่ารถขับในญี่ปุ่นนะคะ
มีจ้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยนะคะ
การเตรียมตัวของ จขกท ก่อนไปญี่ปุ่น
1. ข้อมูล ตัดสินใจก่อนว่าจะเที่ยวที่ไหนของญี่ปุ่น ไปเมืองไหน จขกท ตัดสินใจจากโปรโมชั่นของสายการบินเป็นหลักค่ะ55
ซึ่งจองไว้ข้ามปีเลยทีเดียว ตั้งแต่ Air Asia X ยังไม่มาเมืองไทย ต้องไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์
2.เสื้อผ้า ดูช่วงเวลาว่าไปเดือนไหน ช่วงไหน จขกท ไปเดือน มกราคม เป็นช่วงหน้าหนาว ซื้อที่เมืองไทยตอนยี่ห้อ Z ลดราคา
เสื้อผ้ารองเท้าบางอย่าง ไปซื้อที่ Ueno
3.เช่ารถจากเมืองไทย ของบริษัท E ให้พนักงานสอนการใช้ GPS
4.เช่า Pocket Wifi (ซึ่งสำคัญมาก)
5.ดูพาสปอร์ตว่ายังไม่หมดอายุ (เกิน 6เดือน)
6.ทำใบขับขี่สากล (ถ้ามีใบขับขี่ตลอดชีพแบบเก่าต้องเปลี่ยนเป็นแบบ smart card ก่อน) มีอายุ 1ปีนับจากวันที่ทำ
7.ศึกษาข้อมูลรถไฟฟ้าในโตเกียว
8.จองโรงแรม ทั้งในโตเกียวและจังหวัดที่เราจะไป จองผ่านเวปยอดนิยม 2-3เวปค่ะ
เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลยค่ะ
รูปใบขับขี่สากล
Day 1,2 Tokyo
5.00 น.ถึงดอนเมือง โหลดกระเป๋า ลุ้นน้ำหนักกระเป๋าเนื่องจากพกน้ำขวดไปด้วย ประมาณ 1โหล 20 กิโลกรัม ผ่านแบบฉิวเฉียด กรอกใบ Departure แล้วก็รอเข้าคิวผ่าน ตม คนเยอะพอควรเนื่องจากเจอทัวร์จีนพอดี
7.10น.-9.00(ที่กัวลาลัมเปอร์ 10.00น.) เครื่องออกจากดอนเมือง ไปลงกัวลาลัมเปอร์ ก่อนรอต่อเครื่อง 4 ชม.(จองไว้ข้ามปีตอนนั้น AirasiaX ยังไม่เปิดรูทบินตรงที่ไทย ) ที่มาเลย์ไม่ต้องเขียนใบคนเข้าเมือง แค่ไปสแกนนิ้วตรง ตม แล้วเขาก็แค่ถามว่ามากี่วันแค่นั้น หลังจากผ่าน ตม มาแล้วก็มาลองชิมคล้ายๆผัดหมี่ของไทย กับ ไก่ ผัดหมีอร่อยดี ไก่ก็นุ่มแต่ไม่ค่อยชอบกลิ่นเครื่องเทศที่ไก่แค่นั้น ส่วนตัวให้ผ่าน ที่ติดใจ อีกอย่างคือ ขนมปังปิ้ง ไม่แน่ใจว่าเขาทาเนยกับน้ำผึ้งหรือเปล่าแต่อร่อยดีค่ะ เป็นร้านเล็กๆที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ชั้น 2 ป้ายร้านสีฟ้า จำชื่อร้านไม่ได้ แต่มี counter ขายคล้ายขนมไทยด้วย อิ่มแล้วก็หาเอนหลังรอ เวลาเครื่องออก
14.40 น.ขึ้นเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ พอสัญญาณรัดเข็มขัดดับก็มาแจกใบคนเข้าเมืองกับใบ declare ถ้ามีของฝากให้คนญี่ปุ่น ก็ต้องแจ้งด้วยว่าให้ใครเป็นอะไร จำนวนเท่าไหร่ค่ะ ส่วนใหญ่ก็ติ๊ก No ส่วนใบคนเข้าเมืองก็พยายามเขียนให้ครบและเขียนให้ละเอียด เช่นที่อยู่ในญี่ปุ่น อาชีพ การงาน มากันกี่คน เอาเงินมาเท่าไหร่ เป็นต้น
รูปจากเวปติวเตอร์ตู่ค่ะ ได้ข้อมูลจากติวเตอร์ตู่เยอะเหมือนกันค่ะ ขอบคุณนะคะ
22.00น. ถึงสนามบินฮาเนดะ ซึ่งถึงก่อนเวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมง ผ่าน ตม 1 ด่าน ผ่าน declare ของอีก1 อย่างแค่ถามว่ามากี่วันแค่นั้น จากนั้นก็ไปที่ counter ขายตั๋ว Metro pass ซื้อตั๋ว Metro + toei line แบบ 2วัน กับแบบ 1 วันเป็น subway 2 วัน 1200 เยน 1 วัน 800 เยน แล้วก็ไปซื้อตั๋ว Monorail เข้าเมือง ค่าตั๋วประมาณ 490 เยน ซื้อที่ตู้ขายตั๋ว แล้วไปต่อ subway ลงสถานีใกล้ที่พักแถว สถานี Ninyocho ไปถึงก็เจอบันไดเลย ทางออกที่ออกไม่มีบันไดเลื่อนและลิฟท์ (มารู้วันหลังๆแล้วว่ามีบันไดเลื่อนกับลิฟต์ทุกสถานีแต่ต้องดูดีๆว่าอยู่ทางออกไหน exit ไหน ซึ่งบางทางออกก็ไกลจากที่พักเราซึ่งก็ต้องยอมเดินไกลเอา) จากการสังเกต คนญี่ปุ่นปกติที่ไม่พิการ ไม่อายุเยอะก็ใช้ลิฟต์กันเหมือนกันค่ะ
พอขึ้นจาก subway ก็หลงเลยค่ะ ขนาดอ่านมาแล้วดูมาแล้ว ออกทางออกที่ใกล้โรง แรมแล้ว ก็หลงค่ะ เลยเข้าไปถามใน Family Mart เขาก็ช่วยดูและ คนที่มาซื้อของเป็นผู้ชายหน้าคล้าย แอล ( ใน Death Note ) ก็จิ้มๆโทรศัพท์ ถามว่าเอาที่อยู่ไหมเขาบอกไม่ต้อง เอาแต่ชื่อโรงแรม แล้วเขาก็พาเดินไปค่ะ ตอนนั้นก็เกรงใจมาก แต่เพื่อความอยู่รอดก็ตามไปค่ะ 5555 เขาเดินพาไปตามที่โทรศัพท์บอกเกือบ 10 นาทีหนาวก็หนาว ตอนนั้นประมาณ 5 องศาค่ะ แต่โชคดีที่ลมไม่แรงมาก แต่ก็ชาปากจมูกอยู่ดี เลยทำให้เข้าใจคนญี่ปุ่นที่ชอบใส่ mask ว่าคงเพราะอากาศหนาวจนปากจมูกชา ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาชอบใส่ mask และแล้วก็ถึงโรงแรมจนได้ โค้งให้แอลไปอย่างงาม พร้อม อาริกาโตะ โกไซมัส ตอนนั้นไม่กล้าขอถ่ายรูปเพราะอากาศหนาว และเกรงใจค่ะ
Day2 วัด Asakusa , ถ่ายรูปตึกฟองเบียร์ Tokyo Sky Tree, สวนสาธารณะ Ueno ,Ameyoko, Tokyo Tower
7.00 น.เดินทางไปวัด Asakusa ใช้ ตั๋ว 2 Days ลงสถานี Asakusa ไปถึงร้านยังไม่เปิด คนไม่มีเลย มีคนญี่ปุ่นเดินไปทำงานนับคนได้ ชอบภาพวาดประตูร้านค้าที่ปิดอยู่เขาวาดสวยดี เลยเดินไปดูร้านเมล่อนปังก่อน เปิดประตูไว้แต่ ร้านยังไม่เปิดกำลังทำกันอยู่ เขาบอกเปิด 9.00น. เลยเดินถ่ายรูป ที่วัดกับรอบๆบริเวณวัดก่อน เห็นคนญี่ปุ่นกวักธูปเข้าตัว เข้าหน้าเลยทำมั่ง สรุปน้ำตาไหล555 แล้วก็ไปโยนเหรียญตรงช่อง อยากเสี่ยงเซียมซี แต่เจอ แต่ภาษาญี่ปุ่นเลยไม่เสี่ยงดีกว่า ระหว่างถ่ายรูปก็สังเกตว่า นกพิราบที่วัดอ้วนเกือบทุกตัว ทั้งๆที่มีป้ายห้ามให้อาหารนก และสัตว์อื่นๆ
เห็นรูปปั้น เป็นน้ำพุเล็กๆ มีคล้ายๆขันใบเล็กให้ตักรดมือ เลยรดมือมั่งปรากฏว่า เย็นเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ระหว่างรอร้านเมล่อนปังกับ ซาลาเปาทอดเปิดก็เดินออกไป ตรงตึกฟองเบียร์ ที่เป็นมุมที่ถ่ายตึกฟองเบียร์ ตึกสีทอง และ Tokyo Sky Tree ได้ ถ่ายรูปได้แป๊ปหนึ่ง ก็กลับไปวัด Asakusa มาตอนเช้าคนไม่เยอะ ทำให้เห็นตอนเด็กนักเรียนมาโรงเรียน ที่วัดจะมีโรงเรียนอยู่ มีแม่พาลูกมาส่ง ส่วนใหญ่ขี่จักรยานมาส่ง เด็กเล็ก ซ้อนสามก็มีคือ แม่ขี่ ลูกเล็กนั่งหน้าคน นั่งหลังคน แต่นักเรียนโตส่วนใหญ่เดินมา บางทีมากัน 2-3 คน บางทีมากันกลุ่มใหญ่ 8-10 คนก็มี
9.20น. พอซื้อซาลาเปากับเมล่อนปังได้แล้วก็มานั่งกินตรง ซุ้มที่วัดตรงที่มีม้านั่งไม้ ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมนกพิราบถึงอ้วน นี่มันนกพิราบยากูซ่าชัดๆ มากันเป็นฝูง ไม่กลัวคนเลย มาจิกใกล้เท้าไม่ว่า มันบินมาที่หน้าจะจิกกินกับปากเลย กินไป ทะเลาะกับนกไป หยั่งกะคนบ้าแนะ เลยเลิกกินเก็บๆ เอาไปกินที่อื่น กลัวไปเลยนกวัด Asakusa นี่คือข้อควรระวังก่อนที่จะไปเที่ยววัดนะคะ5555
ทะเลาะกับนกอยู่ค่ะ555
9.40น. ไปลงสถานี Ueno ไปเดินสวนสาธารณะ Ueno เดินแบบหนาวๆนี่แหละน่าจะประมาณ 5-6 องศาได้ มีลมแต่ไม่รุนแรงมาก ต้นไม้สวยดี คิดว่าช่วง ซากุระกับช่วงใบไม้เปลี่ยนสีคงสวยมาก เดี๋ยวค่อยมาช่วงนั้นอีกที นี่ขนาดยังไม่กลับยังอยากมาอีกเลยค่ะ
ก่อนออกจากสวนก็เจอร้านซอฟครีม เลยซื้อซะหน่อย เขาให้หยอดตังที่ตู้เอาใบ order ออกมาแล้วมารับซอฟครีม นั่งทานตรงร้านนั่นเลย ตรงนี้มีนก มีกา แต่ไม่ยากุซ่าค่ะ เขาเรียบร้อย แค่เดินเลียบๆเคียงๆ ไม่เข้ามาใกล้มากค่ะ
11.30น. เดินไป ตลาด Ameyoko เพื่อซื้อของฝาก และของฝากซื้อ และหาข้าวกลางวันกัน เห็นอะไรก็น่ากินไปหมด ทั้งสตอเบอรี่ เมล่อน หวานดีค่ะทั้งสองอย่าง เห็นยาคูลย์เลยลองซื้อ ซื้อ แบบฝาสีฟ้า กับฝาสีส้ม รสชาติจืดกว่าบ้านเรา สีส้มรสจะคล้ายบ้านเรามากกว่าค่ะ แล้วก็ไปซื้อ รองเท้ากันหิมะผู้ชาย 2990เยน เสื้อขนเป็ด เสื้อราคา990 เยน รองเท้าผู้หญิง 990 เยน ที่ร้านตัว G ค่ะ
ช๊อปเสร็จ แล้วก็ไปทานซูชิร้านตรง Ueno เป็นซูชิจานเวียน ร้านป้ายสีฟ้า ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ค่ะ ปลาวัตถุดิบไม่ค่อยสด แต่ได้เยอะค่ะ หน้าล้นทะลัก มีเวลคัม ซูชิ สำหรับต่างชาติน่าจะเป็นหน้าเนื้อหมูค่ะ คนญี่ปุ่นในร้านก็อิจฉากันไป
เด็กนักเรียนกลับจากโรงเรียนคนเดียว อากาศหนาวพอควรคิดว่าก้มหน้าไม่ให้ลมโดนหน้าค่ะ เห็นหลายคนเลย ที่กลับบ้านเอง ตอนมืดๆก็เห็นค่ะ
ที่นี่ 16.00 ก็เริ่มมืดแล้วค่ะ
18 น.ไป Tokyo Tower ค่ะแค่อยากเห็นว่าเป็นยังไง ไปถึงก็เห็นเป็นเหมือนโครงเหล็กต่อกันขึ้นไป เปิดไฟสีส้ม ดูไกลๆสวยดีค่ะ ก็เดินเข้าไปในอาคารสำรวจ แค่ชั้นล่าง ซื้อของที่ระลึกนิดหน่อยก็กำลังกลับค่ะ ออกมานอกอาคาร เจอคนญี่ปุ่นเป็นผู้ชาย 2 คนตัวสูงๆ แบกกระเป๋าเป้สี่เหลี่ยมขอให้ถ่ายรูปให้เขากับ Tokyo Tower ให้หน่อย ก็คุยกันสักพักหนึ่งค่ะ เขาก็ถามเราว่ามาจากไหน 2คนนี้พูดอังกฤษเก่งค่ะ ก็บอกว่าเป็นคนไทย กำลังจะไปเที่ยว ชิราคาวาโกะ เขาก็ทำหน้า งง งง ว่าเป็นยังไงอยู่ตรงไหน เลยเปิดรูปให้ดู เขาก็พูดแต่สุโก้ยๆ อย่างเดียว คุยกะคนญี่ปุ่นมา 4-5 คนนี่ไม่มีใครรู้จักชิราคาวาโกะเลยค่ะ แต่ที่สงสัยและคาใจจนทุกวันนี้คือ หนุ่ม2คนนั้นเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆใช่ไหม5555 คิดว่าคงมาจากเมืองอื่นในญี่ปุ่นค่ะ ไม่ได้คุยเยอะเพราะข้างนอกหนาวมาก แล้วก็กลับโรงแรม เตรียมเที่ยววันต่อไปค่ะ
พรุ่งนี้จะมารีวิวต่อนะคะ ใช้เวลาลงรูปนานพอควรต้อง resize รูป แต่งรูปนานกว่าที่คิดค่ะ