เลือกพรินเตอร์ Inkjet ใช้งานในบ้าน ต้องดูสิ่งใดบ้าง

กระทู้สนทนา
เรื่องของเครื่องพรินเตอร์ Inkjet ที่เรียกกันว่าเป็นอุปกรณ์ไอทีอีกชิ้นหนึ่งที่ต้องมีติดบ้านกันไปอย่างน้อยก็หนึ่งเครื่อง เพราะหากถามว่าจำเป็นมั้ย? ก็ต้องบอกว่าใช้กันตั้งแต่ปรินต์การบ้านหรือทำของเล่นให้เด็กๆ ไปจนถึงพิมพ์รายงาน เอกสารการเงิน หรือบางทีก็ปรินต์รูปบ้างตามโอกาส เผลอๆ บางบ้านใช้กันพี่ ป้า น้า อา น่าจะเป็นอีกอุปกรณ์ที่เข้าถึงคนในบ้านได้แบบทั่วถึง แต่ถ้าขยับขึ้นไปอีกหน่อย หลายบ้านอาจจะเลือกใช้พรินเตอร์อิงค์เจ๊ตขนาดกลางและขนาดใหญ่อย่าง Photo Printer ที่มีการใช้งานแบบจริงจังปรินต์วันละหลายแผ่น แล้วก็ต้องได้คุณภาพด้วย เพราะบางทีต้องพิมพ์รูปภาพ โปสเตอร์หรืองานพรีเซนเทชั่นที่ความละเอียดสูงๆ หรือบางครั้งก็อาจต้องมีฟังก์ชั่นที่รองรับการทำงานในหลายรูปแบบ พูดง่ายๆ คือมากกว่าแค่ปรินต์ภาพ แต่อาจต้องสแกน ก็อปปี้ได้ ก็จะต้องเลือกรุ่นที่เป็นออลอินวันหรือมัลติฟังก์ชั่นก็ตามแต่



จึงเป็นเหตุที่ว่าถ้าจะเลือกพรินเตอร์ อิงค์เจ๊ตให้เหมาะกับการใช้งาน แต่อยู่ในงบประมาณที่ไม่ทำให้กระเป๋าฉีกแล้ว วันนี้จึงอยากจะนำเสนอวิธีเลือก Inkjet ว่ามีส่วนใดบ้างที่ต้องสังเกต เพราะเวลานี้คงไม่ใช่แค่สเปคที่ต้องใส่ใจเพียงอย่างเดียว แต่คงต้องดูหลายๆ สิ่งประกอบกันด้วย ทั้งฟีเจอร์ ความสะดวก รวดเร็ว คุณภาพ การสนับสนุน ก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่พอจะสรุปได้แบบนี้ครับ


1.อิงค์เจ็ตธรรมดาหรือออลอินวัน   
จะใช้แบบไหนเลือกแบบนั้น อยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล ที่บอกแบบนี้เพราะทั้ง 2 แบบมีการใช้งานอาจจะปรินต์ได้เหมือนกัน แต่ฟังก์ชั่นจะต่างกันอยู่เยอะ กรณีที่เลือกการใช้เป็นอิงก์เจ็ต ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเน้นแค่การปรินต์เป็นหลัก ก็ก่อนเลือกก็คงต้องคิดเพิ่มอีกนิดนึงว่า อยากได้ฟังก์ชั่นอื่นๆ ด้วยหรือไม่ เช่น สแกน ก็อปปี้หรืออื่นๆ เพราะเวลานี้พรินเตอร์อิงก์เจ็ตออลอินวันมีตัวเลือกเยอะ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเอาแต่ละรุ่นมาเปรียบเทียบกันว่า คนในบ้านหรือในสำนักงาน ต้องใช้งานฟังก์ชั่นอื่นๆ เพิ่มด้วยหรือไม่ หรือถ้าราคาของมัลติฟังก์ชั่นคู่คี่กับเครื่องพรินเตอร์อิงค์เจ๊ตปกติปกติ จะเลือกมาใช้ก็น่าสนใจนะ มีไว้ให้ได้ใช้ น่าจะดีกว่าไม่มีจะใช้เวลาที่ต้องการ
  

2.ปุ่มฟังก์ชั่นใช้ต้องงานง่าย ส่วนหน้าจอมีไว้ก็ดี แต่อย่าจ่ายแพงเกิน   
พรินเตอร์หลายๆ รุ่นที่เราเห็นกันตามหน้าร้านมาพร้อมกับหน้าจอขนาดเล็กๆ บางทีขาวดำหรือบางรุ่นก็เป็นจอสี แต่ที่น่าใช้เลยก็ทัชสกรีนได้ด้วย เลือกแตะคำสั่งจากหน้าจอได้เลย ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพรินเตอร์ในกลุ่มใด ข้อดีอยู่ตรงที่ถ้าเราสนใจหรืออยากให้พรินเตอร์สามารถบอกได้ว่า เวลานี้ตั้งค่าอะไร ปรินต์แบบไหน ระดับหมึกเหลือเท่าไร หรือสั่งปรินต์เลือกข้อมูลไฟล์ผ่านทางแฟลชไดรฟ์ ไม่ได้ต่อคอม การที่เลือกแบบที่มีหน้าจอบนเครื่องมาให้ น่าจะเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ต้องยอมรับว่าหลายคนให้ความสำคัญในจุดนี้ เพราะดูเป็นกันเองและใช้งานง่ายกว่า แต่ส่วนใหญ่ต้องแลกมาในรุ่นที่ราคาสูงขึ้นไปอีก แต่ถ้าใช้เพียงแค่ปรินต์จากคอมโดยตรง การเลือกแบบกดปุ่มฟังก์ชั่นไม่กี่ปุ่มบนตัวเครื่อง ให้พิมพ์หรือหยุดพิมพ์หรือปุ่มสำหรับเลือกสีหรือขาวดำ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ส่วนจะดูสถานะของสิ่งอื่นใดในพรินเตอร์ เข้าไปใน Properties ของ Printer ในคอมพิวเตอร์ ก็เห็นได้เหมือนกัน
  


3.ความละเอียด DPI เป็นเรื่องที่น่าสนใจ   
ในเรื่องนี้คงต้องบอกว่าความละเอียดของอิงก์เจ็ตในปัจจุบัน ก็ก้าวมาถึงระดับที่เพียงพอสำหรับปรินต์ Photo ในงานภาพถ่ายได้ดีมากแล้ว ด้วยความละเอียด 2400 x 1200 dpi โดยพื้นฐาน ซึ่งพรินเตอร์ขนาดเล็กราคาไม่แพงก็สามารถพิมพ์ความละเอียดดังกล่าวได้ แต่สำหรับพรินเตอร์รุ่นใหญ่ ก็อาจจะให้ความละเอียดได้มากกว่านี้ เช่นที่ 9600 x 2400 dpi แต่นั่นล่ะครับการพิมพ์งานที่เน้นคุณภาพงานที่บางครั้งไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ใช้บ้านๆ อย่างเรา ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่จะเลือกใช้ ถ้าคิดว่าต้องการงานพิมพ์ เอกสาร ภาพถ่ายหรือทำรายงานนำเสนอทั่วไป ความละเอียดพื้นฐานของอิงก์เจ็ตราคาประหยัด ก็สามารถรองรับการทำงานได้แล้ว ในราคาเริ่มต้นที่พันกว่าบาทเท่านั้นเอง
  

4.รองรับกระดาษแบบใดบ้าง
เวลานี้แทบไม่ต้องคิดเยอะ เพราะพรินเตอร์หลายๆ รุ่น รองรับกระดาษได้เกือบทุกรูปแบบเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น A4, B5, A5, A6 หรือซองจดหมาย ไปจนถึงกระดาษแบบต่างๆ เช่น กระดาษ โบรชัวร์, อิงก์เจ็ต, กระดาษ photo, ซองจดหมาย, ลาเบลและการ์ดอวยพรต่างๆ แต่ต้องดูว่านอกจากขนาดกระดาษแล้ว อาจต้องดูความหนาที่สามารถใช้ร่วมกับพรินเตอร์ด้วย รวมถึงให้ถาดสำหรับใส่กระดาษมาใช้ได้ง่ายหรือไม่ เช่น ถาดที่สามารถปรับเลื่อนให้เข้ากับกระดาษที่ฟีดเข้าได้ง่าย และดูด้วยว่ารองรับกระดาษได้มากน้อยเพียงใด เผื่อไว้สำหรับใครบางคนที่ชอบปรินต์อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญอย่าลืมถาดขาออก ควรมีจุดที่รองรับกระดาษและตัวกั้นกระดาษ ป้องกันการกระดาษไม่ให้เลื่อนหล่นเมื่อปรินต์ออกมาหลายๆ แผ่น  


5.ความเร็วในการพิมพ์หรือที่เรียกว่า Page per Minute (PPM)   
PPM หรือปริมาณการปรินต์จำนวนกี่หน้าต่อนาที ส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกันทั้งสีและขาวดำ เพียงแต่ในเงื่อนไขของการปรินต์ในแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน เพราะบางทีเอกสารแผ่นเดียวกันมีภาพเยอะหรือบางทีอาจมีแค่ตัวอักษร แต่สำหรับเครื่องปรินต์อิงก์เจ็ตทั่วไปที่ใช้กันอยู่ ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15-17 PPM สำหรับปรินต์สีและ 20-22 PPM สำหรับงานพิมพ์ขาว-ดำส่วนจะพิมพ์ได้เร็วหรือช้ากว่าก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการพิมพ์ของแต่ละบุคคล ว่าเป็นการพิมพ์แบบละเอียด (Quality) หรือพิมพ์แบบทั่วไป แต่ถ้าเป็นคนที่ต้องการเรื่องเวลาเป็นสำคัญ ดูตัวเลข PPM ที่ระบุไว้บนหน้าสเปคของพรินเตอร์แต่ละตัวได้ในเบื้องต้น
  

6.การเชื่อมต่อ พิมพ์ไร้สาย สบายกว่าเยอะ   
โดยทั่วไปเราเชื่อมต่อของพรินเตอร์อิงก์เจ็ตกับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คผ่านพอร์ต USB เป็นหลัก เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้งานง่าย สะดวก ข้อดีคือ คอมพิวเตอร์ตรวจจสอบได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอิงก์เจ็ตขนาดเล็ก ไปจนถึงระดับกลางและใหญ่ที่ใช้กันตามบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก แต่ข้อจำกัดอาจจะอยู่ที่การแชร์ให้กับคนอื่นๆ ในบ้านได้ใช้ เพราะต้องอาศัยเครื่องหลักในการแชร์ แต่เวลานี้พรินเตอร์บางรุ่นได้เพิ่มเติมฟังก์ชั่นการปรินต์ไร้สายเข้าไปด้วย ข้อดีคือ อยู่ในออฟฟิศหรือส่วนใดในบ้านก็สั่งพิมพ์ได้ มีทั้งแบบ WiFi Direct หรือเชื่อมเข้ากับพรินเตอร์โดยตรงกับพิมพ์ผ่านเครือข่าย เมื่อพรินเตอร์ต่อกับเราเตอร์อยู่ ก็สั่งปรินต์ได้จากที่ใดก็ได้ในโลก ขอแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้นและพิมพ์ได้จากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต นอกเหนือจากคอมหรือโน๊ตบุ๊คอีกด้วย ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ ในตลาดเวลานี้ พรินเตอร์ระดับ 2 พันกว่าบาท ก็มีฟังก์ชั่นปรินต์ไร้สายแล้ว เช่น HP Ink Advantage 2545 ที่ทำงานบน e-Print จะเชื่อมต่อ WiFi โดยตรงเข้ากับเครื่องหรือผ่านทางเราเตอร์ก็ได้ รวมถึงการสั่งพิมพ์งานผ่านทางเมล์แอคเคาต์ที่สมัครไว้ รวมถึงผ่านทางหน้าเว็บก็ได้ แบบนี้ดูจะสะดวกกว่าเยอะเลย
  

7.Accessories หมึกไม่แพง แต่ต้องปรินต์ได้ประหยัด   
เป็นจุดสำคัญที่จะบอกได้ว่าพิมพ์งานคุ้มค่ามากมั้ย ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะแนะนำให้ผู้ใช้เลือกซื้อหมึกแท้มาใช้งาน ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเป็นหมึกที่มีการผลิตสำหรับพรินเตอร์ในแต่ละรุ่นอย่างเหมาะสม ปลอดภัยและให้คุณภาพในงานพิมพ์ที่ดี เป็นการการันตีจากผู้ผลิตเอง เพื่อให้ผู้ใช้ได้งานพิมพ์ที่ดีและรักษาคุณภาพไว้ได้นานๆ ให้การใช้งานร่วมกับหัวพิมพ์ได้นานขึ้น บางยี่ห้อยังมีตัวเลือกหมึกแบบประหยัดสำหรับคนที่พิมพ์ไม่บ่อย นอกจากนี้ตลับหมึกอิงก์เจ็ตขนาดเล็กบางรุ่นยังคงเป็นตลับเดียว 3 สี แต่ถ้ารุ่นใหญ่ขึ้นไปอีกหน่อยจะขยับไปใช้ตลับแบบแยกสีออกจากกัน ความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนดีกว่าและคุ้มค่ามากกว่า หมึกอิงก์เจ็ตทั่วไป ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ตลับละ 300-500 บาท ส่วนตลับสีแบบรวมจะอยู่ที่ 700 บาทขึ้นไป แต่บางรุ่นต้องเปลี่ยนพร้อมหัวพิมพ์ราคาจะขยับไปที่พันกว่าบาทขึ้นไป จะเลือกแบบไหนขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขของพรินเตอร์และค่าใช้จ่ายส่วนไหนสำคัญที่สุด
  
ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงเงื่อนไขแบบคร่าวๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาพรินเตอร์อิงก์เจ็ต เพราะยังมีรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องเทคโนโลยีหมึกอีกเยอะแยะ เพียงแต่การจะเลือกใช้หลายคนมองถึงรูปแบบการใช้งาน ประสิทธิภาพและความประหยัด แต่ถ้าเงื่อนไขอยู่ที่หลายปัจจัยรวมกัน อาจต้องนำตัวเลขจากสเปคกับรูปแบบการพิมพ์และราคาหมึกมานั่งคิดกันอีกที เพื่อให้ได้พรินเตอร์ตรงกับที่ต้องการมากที่สุด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่