เห็นรักกันมาก พอขาดทุน ทําไม ถึงไม่ไปขอให้ลุงกํานันช่วยหล่ะครับ



ทั้งสององค์กรเป็นรัฐวิสหกิจ ที่ตอนนี้ต่างก็ประสพภาวะการขาดทุนเหมือนกัน

องค์กรแรก    แก้ตัวว่าเพราะการเมืองเข้าแทรกแซง
แต่ความผิดของตัวเองมองไม่เห้น  
ทั้งที่เป็นธุรกิจที่มีหน้าที่ให้บริการ  ไม่ควรไปเลือกข้าง   หรือ  ฝักใฝ่การเมือง  

หากเป็นองค์กรภาคเอกชน   อย่างนี้ต้องถือเป็นความผิดร้ายแรง   เพราะมีผลด้านลบกับลูกค้า
ต้องไล่ออกสถานเดียว  
แต่ก็ยังอยู่กันได้อย่างสบาย   ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น  กับผลการกระทําของตัวเอง


ล่าง
พูดถึงองค์กรนี้   ทําให้นึกถึงตอนเอารองเท้าไปเขวี้ยงรถตู้ อดีตนายกสมชาย  

ที่จริง  องค์กรนี้ไม่ควรจะต้องมาขาดทุน    หากไม่มีรัฐมนตรีท่านหนึ่ง  ไม่บ้าจี้
อาศัยช่วงจังหวะชุลมุน  ขณะเกิดกระแสต่อต้านชินคอร์ป
ไปสั่งยกเลิกค่า ค่าแอ็คเซ็ส ชาร์จ ( ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย ) ที่ผู้บริการมือถือบางรายต้องจ่าย
ทําให้ต้องขาดรายได้ส่วนนี้ไปทันที   นับหลายพันล้านบาทต่อปี


ส่วนรัฐมนตรี  ท่านนี้เป็นใคร ก็ลองไปหาข้อมูลกันดูครับ อยู่ในยุครัฐบาลขิงแก่
ยังดีที่มีผู้บริหารมีความรับผิดชอบ เข้าชื่อกันยื่นฟ้องศาล
ซึ่งคําพิพากษาก็ออกมาว่า  รัฐมนตรีท่านนั้น  ไม่มีอํานาจไปยกเลิก

แต่ตอนนี้ไม่ทราบว่าขั้นตอน  การดําเนินการหลังจากนั้นไปถึงไหนแล้ว

***ความที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่  และเป็นรัฐวิสหกิจ
มีพนักงานมากมายแทนที่จะช่วยกันทํางาน   สร้างผลกําไรให้องค์กร
แต่กลับอาศัย  คนจํานวนมากรวมตัวกันเป็นสหภาพ   เพื่อสร้างอํานาจต่อรอง กับฝ่ายบริหาร  
โดยเน้นเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก
หรือไม่ก็  เข้าไปทํางานรับใช้กลุ่มการเมือง    มากกว่าพัฒนาองค์กรตัวเอง

นี่คือปัญหาหลักของรัฐวิสหกิจไทย
แต่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนอย่างนี้   ในแต่ละองค์กรก็มีคนดีๆอยู่เยอะ
แต่กลับโดนคนกลุ่มนี้กลืนไปจนหมดสิ้น
รัฐวิสหกิจไทย   จึงมีแต่ภาพด้านลบออกมาตลอด


----------------------------------
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่