พิเชษฐ์ พันธ์วิชาติกุล คุณคือ สภาพบุรุษนักการเมืองที่ประชาชนควรจดจำ แต่พวกเดียวกันอยากจะลืม!

หลังจากได้อ่านความคิดเห็นของท่าน พิเชษฐ์   พันธ์วิชาติกุล  แล้วรู้สึกว่า ประเทศนี้ ยังมีนักการมืองที่น่าชื่นชม อย่างท่าน  เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างของนักการเมืองรุ่นหลัง ได้มีจุดยืนและยึดหลักในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมา ภาพนักการเมืองตกต่ำถึงขีดสุด  ทั้งจากการทำลายล้างกันเอง และจากผู้จ้องที่จะหาเหตุเข้ามาแสวงหาอำนาจ  ด้วยข้ออ้างที่ว่า นักการเมืองเลว นักการเมืองโกง นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่น

     ถ้านักการเมืองไม่รักสถาบันตัวเอง  ไม่รักในระบบระบอบของตนเอง ไม่ปกป้องแม้แต่สถาบันของตนเอง ยอมแม้กระทั่งให้อำนาจที่มาจากนอกระบบ กระทำย่ำยี ทั้งต่อตัวสถาบันและตัวนักการเมือง ด้วยกันเอง เพียงเพื่อความสะใจ ที่ฝ่ายตรงข้ามพรรคตรงข้าม ที่ตนเกลียดชังและถือเป็นศัตรูคู่แค้น ได้ถูกทำลายลงไป สมดังความตั้งใจ โดยไม่เคยคิดสักนิดว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่ถูกทำลายลงไปนั้น ก็คือบุคคลในสถาบันเดียวกัน หรืออาชีพเดียวกันนั่นเอง

     แม้จะต่างพรรคกัน แต่มันก็หน่อเนื้อเชื้อประชาธิปไตยเดียวกัน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังทำลายสถาบันตนเอง เพราะนักการเมืองที่บ้าคลั่ง ต้องการแต่จะขับไล่ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ถึงขนาดยอมกวักมือเรียกอำนาจนอกระบอบ เข้ามาเพื่อทำลายล้างคนในสถาบันเดียวกัน  หวังเพียงเอาชนะเพราะสู้ตามกติกาไม่ได้  นี่คือสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่อายคนทั้งแผ่นดิน

     ตลอดเวลาภายใต้นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่เชื่อมั่นในการกระทำของตนเอง ไม่เชื่อแม้แต่ความคิดการเตือนสติจากผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างท่าน พิเชษฐ์ หรือแม้แต่ท่าน พิชัย รัตตกุล นอกจากไม่เชื่อไม่ฟัง ยังถูกคนรุ่นใหม่ตอกหน้าถอนหงอกกลับไป อย่างไม่ใว้หน้า  นี่คือเหตุแห่งการล่มสลาย ของสถาบันตนเอง แต่มันไม่เพียงแค่นั้น  มันอาจเกิดความเสียหาย ขยายวงกว้างจากสถาบันเล็กๆ อย่างพรรคการเมือง ลามไปถึงสถาบันรัฐสภา จนถึงสถาบันประชาธิปไตย หรือเสียหายไปถึงสถาบันแห่งชาติ อย่างที่เราเห็น ว่า สิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศนี้ มัวแต่จะทำลายล้างกัน จนไม่มีเวลาที่จะสร้างความเจริญใดๆให้บ้านเมือง พูดง่ายๆว่า ทะเลาะกันมากกว่าทำงาน  แล้วก็วนเป็นวงจรอุบาทว์อย่างที่เห็น  

    ถ้านักการเมืองเล่นกันตามกติกา แพ้เป็นแพ้ยอมรับตามกติกา  คราวหน้าลือกตั้งใหม่ ฟิตซ้อมแก้ไขตัวเองใหม่ สู้กันใหม่ เหมือนประเทศประชาธิปไตยที่เจริญทั้งหลาย มันก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ อุบาทว์ เช่นนี้ขึ้น  แต่นี่ไม่ ถ้าแพ้ฉันไม่ยอม จะต้องหาเหตุไปปลุกระดมคนมาเพื่อก่อเหตุวุ่นวาย ไปทั่วทั้งแผ่นดิน แม้แต่การเลือกตั้งซึ่งเป็นหัวใจในระบอบประชาธิปไตย ยังกล้าออกมาขัดขวาง แม้กระทั่งกวักมือเรียกอำนาจนอกระบบ เข้ามาก็จะทำ นี่คือเหตุจากเรื่องเรื่องเล็กๆ ขององค์กรเล็กจากเพียงแค่พรรคการเมือง แต่นำความเสียหายอันใหญ่หลวงมาสู่สถาบันการเมืองสถาบันประชาธิปไตย จนถึงประเทศชาติ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่