สำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีเอชอาร์) ออกแถลงเรียกร้องให้ทางการเมียนมาร์ประณามแกนนำสงฆ์นักเคลื่อนไหว ที่กล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่หญิงของยูเอ็นบนเวทีปราศรัย ด้วยคำว่า 'โสเภณี' และถ้อยคำหยาบคายอื่นๆ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ว่า เจ้าชายเซอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีเอชอาร์) แถลงเมื่อวันพุธ เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาร์ประณามการกระทำของพระวิระธุ แกนนำพระสงฆ์ที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งกล่าวโจมตีนางยังฮี ลี ผู้เขียนรายงานพิเศษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วยถ้อยคำจาบจ้วง หยาบคาย ดูหมิ่น และเหยียดหยามสตรีเพศ
โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พระวิระธุกล่าวบนเวทีปราศรัยต่อหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนจำนวนมาก ว่า
"เรามีกฎหมายคุ้มครองชาติพันธุ์อยู่แล้ว แต่หญิงคนนี้ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร กลับเอาแต่ติเตียนว่ามันขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน น่าสงสัยว่าเธอเติบโตมาในครอบครัวที่น่าเคารพหรือเปล่า อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีเกียรติเพียงแค่เพราะเธอมีตำแหน่งในยูเอ็น ในประเทศนี้ เธอเป็นเพียงแค่โสเภณีคนหนึ่งเท่านั้น เธออาจจะขายตัวให้กับพวกโรฮิงญาได้ แต่ไม่มีวันทำได้ในรัฐยะไข่แห่งนี้"
เจ้าชายเซอิดกล่าวอีกว่า การใช้คำพูดหยาบคายและเหยียดหยามทางเพศเช่นนี้ต่อผู้แทนหญิงของยูเอ็น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง และเรียกร้องให้ผู้นำทางการเมืองและศาสนาของเมียนมาร์ ออกมาประณามอย่างเปิดเผย ต่อพฤติกรรมการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังทุกรูปแบบ รวมถึงการเจตนากล่าวโจมตีผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ด้วย
การตอบโต้ของพระวิระธุมีขึ้นหลังนางลี กล่าวแสดงความกังวลต่อร่างกฎหมาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล ที่มีเนื้อหาระบุถึงการควบคุมการแต่งงานระหว่างกลุ่มคนต่างศาสนา การเปลี่ยนศาสนา และการควบคุมอัตราการเกิด อันมีแนวโน้มจะนำไปสู่การแบ่งแยกและกดขี่ต่อเพศหญิงและชนกลุ่มน้อยทางศาสนา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการก้าวถอยหลังของประชาธิปไตยที่กำลังเติบโตของประเทศ
เจ้าชายกล่าวเสริมว่า นางลีได้ทำหน้าที่ของเธอตามที่ได้รับมอบหมาย ในการสำรวจประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยในเมียนมาร์ ไม่ได้มีเจตนามุ่งโจมตีกฎหมายของประเทศ โดยนอกจากร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว นางลียังชี้แจงถึงความคืบหน้าอันน่าชื่นชม ในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นำทางศาสนาต่างๆ ในเมืองลาชิว ในรัฐฉานทางตอนเหนือของประเทศ ที่มุ่งสานสัมพันธ์สร้างสันติระหว่างชุมชน รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวโรฮิงญาไร้ที่อยู่ในรัฐยะไข่ที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่มาก ซึ่งแทนที่บรรดาผู้นำทางการเมืองและศาสนาจะเอาเวลามาโจมตีนางลี ควรหันไปสนใจแก้ไขปัญหาเหล่านี้เสียดีกว่า.
วันพฤหัสบดี 22 มกราคม 2558 เวลา 02:43 น.
dailynews.com
ยูเอ็นร้องเมียนมาร์ประณามแกนนำสงฆ์หยามสตรีเพศ!
สำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีเอชอาร์) ออกแถลงเรียกร้องให้ทางการเมียนมาร์ประณามแกนนำสงฆ์นักเคลื่อนไหว ที่กล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่หญิงของยูเอ็นบนเวทีปราศรัย ด้วยคำว่า 'โสเภณี' และถ้อยคำหยาบคายอื่นๆ
โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พระวิระธุกล่าวบนเวทีปราศรัยต่อหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนจำนวนมาก ว่า "เรามีกฎหมายคุ้มครองชาติพันธุ์อยู่แล้ว แต่หญิงคนนี้ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร กลับเอาแต่ติเตียนว่ามันขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน น่าสงสัยว่าเธอเติบโตมาในครอบครัวที่น่าเคารพหรือเปล่า อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีเกียรติเพียงแค่เพราะเธอมีตำแหน่งในยูเอ็น ในประเทศนี้ เธอเป็นเพียงแค่โสเภณีคนหนึ่งเท่านั้น เธออาจจะขายตัวให้กับพวกโรฮิงญาได้ แต่ไม่มีวันทำได้ในรัฐยะไข่แห่งนี้"
เจ้าชายเซอิดกล่าวอีกว่า การใช้คำพูดหยาบคายและเหยียดหยามทางเพศเช่นนี้ต่อผู้แทนหญิงของยูเอ็น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง และเรียกร้องให้ผู้นำทางการเมืองและศาสนาของเมียนมาร์ ออกมาประณามอย่างเปิดเผย ต่อพฤติกรรมการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังทุกรูปแบบ รวมถึงการเจตนากล่าวโจมตีผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ด้วย
การตอบโต้ของพระวิระธุมีขึ้นหลังนางลี กล่าวแสดงความกังวลต่อร่างกฎหมาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล ที่มีเนื้อหาระบุถึงการควบคุมการแต่งงานระหว่างกลุ่มคนต่างศาสนา การเปลี่ยนศาสนา และการควบคุมอัตราการเกิด อันมีแนวโน้มจะนำไปสู่การแบ่งแยกและกดขี่ต่อเพศหญิงและชนกลุ่มน้อยทางศาสนา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการก้าวถอยหลังของประชาธิปไตยที่กำลังเติบโตของประเทศ
เจ้าชายกล่าวเสริมว่า นางลีได้ทำหน้าที่ของเธอตามที่ได้รับมอบหมาย ในการสำรวจประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยในเมียนมาร์ ไม่ได้มีเจตนามุ่งโจมตีกฎหมายของประเทศ โดยนอกจากร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว นางลียังชี้แจงถึงความคืบหน้าอันน่าชื่นชม ในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นำทางศาสนาต่างๆ ในเมืองลาชิว ในรัฐฉานทางตอนเหนือของประเทศ ที่มุ่งสานสัมพันธ์สร้างสันติระหว่างชุมชน รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวโรฮิงญาไร้ที่อยู่ในรัฐยะไข่ที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่มาก ซึ่งแทนที่บรรดาผู้นำทางการเมืองและศาสนาจะเอาเวลามาโจมตีนางลี ควรหันไปสนใจแก้ไขปัญหาเหล่านี้เสียดีกว่า.
วันพฤหัสบดี 22 มกราคม 2558 เวลา 02:43 น.
dailynews.com