พิชิตปุยหมอก ยอดดอยหลวงเชียงดาว... ตลอดเส้นทางการเดิน 3 วัน 2 คืน ที่เราได้ไปสัมผัส



จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ คงต้องย้อนกลับไปที่ปลายปีที่แล้วเลยครับ การพิชิตดอยลังกาหลวงเมื่อปีก่อน เรามองเห็นยอดดอยหลวงเชียงดาวจากตรงนั้น ทำเราปักหมุดไว้เลยว่า ปลายปีนี้เราต้องมาเหยียบที่นี่ แล้วเราก็ได้มาจริงๆ การเดินทางมีการวางแผนไว้คร่าวๆ ไม่ได้เยอะเหมือนกับครั้งก่อนๆ การเตรียมพร้อมของทริปนี้เลยค่อนข้างหละหลวมไปเยอะครับ ทั้งอุปกรณ์แค้มปิ้ง เสบียงอาหาร และพละกำลังของพวกเรา แต่ก็อาศัยแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป และเราก็ได้เช็คอินสถานที่ไปในความทรงจำเรียบร้อยแล้วว่า ครั้งหนึ่ง เราได้เคยมาเหยียบยอดดอยหลวงแห่งนี้เรียบแล้วแล้ว....

ดอยหลวงเชียงดาวนั้น เป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย ด้วยความสูง 2225 เมตร จากระดับน้ำทะเล และเป็นภูเขาหินปูนที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้วยครับ...

วันที่ 1
การเดินทางครั้งนี้ เราเหมารถตู้จากกรุงเทพไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาวเลย ถึงนู่นประมาณ 10 โมง อาบน้ำ เตรียมของ กว่าจะได้นั่งรถโฟวิว เพื่อขึ้นไปยังจุดสตาร์ทก็ ประมาณ 11.30 น. ละครับ...

สำหรับอุปกรณ์แค้มปิ้งที่เราเตรียมไว้ ก็จำพวก เต๊นท์ หม้อสนาม ไฟฉาย ฟลายชีท กราวน์ชีท อาหารต่างๆ สำหรับการเดินทางสำหับ 16 คน เราใช้รถโฟวิว 2 คัน ( เส้นปางวัน คันละ 1200 บาท ) ลูกหาบ 4 คน ( คนละ 450 บาท / วัน ) ( อุปกรณ์ส่วนตัว...ก็ตัวใครตัวมัน ) เจ้าหน้าที่ 1 คน ( 500 บาท / วัน ) และน้ำ 5 ถัง ( บนดอยหลวงเชียงดาวไม่มีน้ำครับ สามารถสั่งล่วงหน้าได้ในราคาถังละ 20 ลิตร.....................................O_o    ถังละ 450 บาท )



เราถึงจุดเริ่มเดินทางประมาณเที่ยง การเดินทางพิชิตดอยหลวงเชียงดาวนั้นมี 2 เส้นทางหลัก คือ ทางเด่นหญ้าขัด และ ทางปางวัว ครั้งนี้เราเลือกทางปางวัวครับ เพราะประหยัดเวลาในการนั่งรถ นั่งเพียง 30 นาที ก็ถึงแล้ว แต่เส้นทางนี้จะมีความชันและเดินเหนื่อยกว่าเด่นหญ้าขัดมาก ควรต้องฟิตร่างกายมาในระดับหนึ่งนะครับ ถามว่าพวกผมฟิตไหม ตอบเลยว่าไม่ มาตายเอาดาบล้วนครับ ฮึบๆๆๆ



การเดินทางครั้งนี้ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าที่แล้วครับ เรามาด้วยกันทั้งหมด 16 คนเลยทีเดียว ถือเป็นกรุ๊ปที่ใหญ่พอสมควร มีทั้งสหายหน้าใหม่และหน้าเก่าปนเปกันไป ใครที่ไม่ได้มาก็ถือว่าเสียดาย หลายแสนเลย สำหรับคนที่มาบางคนก็ถือว่าตั้งใจมาก มาไม่ได้ก็จะมา บอกกับเราว่า "'งานแม่มมม...ทำมาทั้งปีละ เที่ยวกับเพื่อน แม่มมมม...นานๆทีปีละหน ยังไงก็ต้องมาให้ได้ฟ๊ะ!!!"



และแล้วก็ได้เวลาเดินเท้ากัน แรกๆก็ยิ้มฮาเฮห๊ะ



พอเจอทางแบบนี้เข้าไป...



ขอหอบแปป...



เอ้ยไม่ใช่!!! นั่นลูกหาบ หอบใหม่ๆๆ



ทางเดินเส้นปางวัวนี้ชันจริงๆครับ มีแต่ทางขึ้นกว่า 2 กิโล ด้วยสัมภาระส่วนตัวที่เราต่างแบกกันมาเอง และสภาพร่างกายที่ไม่ได้เตรียมพร้อมไรกันมาเลย กว่าจะหอบสังขารวัยรุ่น และเหมือนว่าจะเป็นวัยรั้น รั้นจะเที่ยว ไม่ถง...ไม่ถามสุขภาพซ๊ากกกกคำ กว่าเราจะถึงทางสามแยกดอยหลวง ก็ 4 โมงเข้าให้แล้ว



พักแล้วเดินกันต่อ หลังจากผ่านแยกแล้ว เส้นจะไม่ชันเท่าไหร่ แต่ระยะทางนั้นยังอีกไกล คาดว่าคืนนี้คงดึกอีกแน่นอน...ไม่มืด ไม่ใช่เราครับ



ระหว่างทางเจอพญาเสือโคร่งออกดอกเต็มต้นเลยครับ ทีแรกก็ไม่แน่ใจว่าใช่ไหม แต่หลังจากที่ไปดูผ่านเว็ปอื่น และด้วยว่าอยู่ใกล้ดอยแม่ตะมาน ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าพญาเสือโคร่งสวยนักเชียว... ผมขอเดาว่า...มันใช่ละกัน แฮ่ๆ





สัมภาระที่สะพายบ่า บ่งบอกถึงกระป๋องสุราที่แบกไว้ อิอิ (แอบพกเบียร์ขึ้นมาครับ แต่พอขึ้นมาแล้วตกใจเลย ดันมีขายซะงั้น >< ปล.เบียร์พอเอาไว้กินแก้หนาวนะครับ ไม่เยอะมาก และกินก้เก็บทิ้งเรียบร้อยทุกอย่างครับ)



ตอนนี้เวลาใกล้ค่ำแล้วครับ เรายังไม่ได้ยินเสียงคน หรือกลิ่นคาวอาหารใดๆขอทิ้งท้ายวันแรกด้วยภาพนี้ละกัน แล้วไว้เจอกันต่อ วันที่ 2 ครับ...



วันที่ 2

ท้าาวความคืนวันแรกเล็กน้อยครับ เราถึงแค้มป์ประมาณ 1 ทุ่ม ซึ่งก้าวแรกที่มาเราตกใจมาก เราเจอเต๊นท์ของกลุ่มอื่นๆ มากมายเลย ทั้งต้อนรับ ทั้งกำลังหุงหาอาหาร จนทำให้เราตกใจเล้กน้อย เราไม่คิดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเยอะขนาดนี้ จนถึงกับเพื่อนเราคนหนึ่งได้บอกว่า ยังกับค่ายอพยพ ค่ายจริงๆครับ การเดินทางปลายปีของเราครั้งก่อนๆไม่เคยเจอคนเยอะขนาดนี้ ทั้งดอยม่อนจอง และ ดอยลังกาหลวง ทำให้เราหมดความชิวไปพอสมควร แต่ไม่เป็นไร ยังโชคดีที่แค้มป์เราที่ทางเจ้าหน้าที่จองไว้ให้ นั้นอยู่แยกออกมานิดหน่อย ทำให้เรายังพอทำใจได้บ้าง ( ความจริงดอยหลวงเชียงดาว จะจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกินวันละ 150 คน / วัน ตามเว็ปบอกมานะครับ แต่มาคราวนี้เหมือนมันจะเกินไปเยอะอยู่นา )

เข้าสู่วันที่สองจริงๆละครับ เราตื่นเช้ามาก เพียงแค่ ตี 4 กว่าๆ ลุกขึ้นมาสะบัดขี้เกียจ ขับไล่ความหนาว เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวกิ่วลม ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่เค้าบอกมาว่าสวยที่สุดในดอยหลวง จริงไม่จริงไม่รู้ เค้าบอกมา ก็ต้องไปอ่ะ ทางเดินค่อนข้างชันครับ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. พอถึงจุดชมวิวกิ่วลม เราก็ต้องอึ้ง ตกใจไปเลยทีเดียว ไม่ใช่ตกใจในความสวยงามนะครับ แต่ตกใจกับจำนวนคนที่ขึ้นมาสำผัสแสงแรกของวันนี้ต่างหาก มีเยอะมาก ยังกับรอชมพระอาทิตย์ขึ้นทางเข้ากิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับกันไป เราก็เสพสุขสิ่งที่เรามีกันดีกว่า



ยามเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น หลายคนไม่ยอมลุกตื่นขึ้นมาเพราะสิ่งนี้ เพียงเพราะมันง่วง หนาว ขี้เกียจ แต่ในเมื่อเราได้ขึ้นมาดอยหลวงเชียงดาวแล้ว อย่าละเลยมันครับ แบกสังขารอีกซักหน่อย พาตัวเองมาจุดนี้ จุดที่ใครหลายคนยังมาไม่ถึง แล้วบางทีคุณอาจจะพบคำตอบของตัวเองว่าทำไมต้องถ่อสังขารมายังที่แห่งนี้........





เสร็จจากการชมพระอาทิตย์ขึ้น เราก็ข้ามไปอีกดอยครับ แต่ผมไปไม่สุด ขอหยุดอยู่ตรงระหว่างดีกว่า เพราะเหมือนกับว่าเราจะได้เห็นมุมอื่นที่เค้าไม่ได้เห็นกันครับ ก็ขึ้นไปกันหมดแล้วนิ



ภาพอีกหนึ่งดอยที่หลายคนไปกันครับ แต่ผมหยุดระหว่างทาง ก็ได้เห็นภาพที่ไอหมอกปะทะดอยแบบนี้ (ยังกับก็อตซิล่า)



ช่วงนี้ก็มีดอกไม้ สังคมพืชกึ่งอัลไพล์อยู่ค่อนข้างเยอะ

นี่ดอกฮ่อมดอย



ส่วนดอกนี้ผมไม่แน่ใจครับ ใครรู้เฉลยที...



รหหว่างทางก็มีจุดถ่ายรูปสวยๆไม่แพ้กันนะครับ



ลองหยุดลงนิ่งๆ นั่งมองโลกเคลื่อนไหว ให้มันเคลื่นที่อย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีใครบังคับใคร...



ลงจากดอยเราก็นอนพักผ่อนกันที่แค้มป์ครับ พักฟื้นร่างกาย เพราะเย็นนี้เราจะไปชมพระอาทิตย์ตกกันที่ จุดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาวกัน

เราออกจากแค้มป์ประมาณ 4 โมงเย็น ทางเดินมีแต่ชันๆกับชันครับ...



ขึ้นและขึ้น



เพื่อนเราคนหนึ่งที่ผ่านมาด้วยกันทุกทริป แต่ไม่เคยไปจุดสูงสุดได้ซะที ครั้งนี้ขอไม่พลาด ฮึดสู้เพื่อพิชิตยอดสูงสุดให้ได้



และก็มาถึงได้จริงๆ เย้ๆๆ



ภาพจุดสูงสุด กับสิ่งที่เราเห็นข้างหน้า ดอยสามพี่น้องและดอยพีระมิด



ค่อยมองฟ้าเปลี่ยนสี



น่าเสียดายที่ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกไม่ทัน แต่ก้ดีใจที่ได้เจอกับสิ่งที่เราก็คาดไม่ถึง สัตว์หายาก 1 ใน 15 สัตว์ป่าสงวน ฉายา ม้าสวรรค์ นั่นคือกวางผานั่นเอง ซึ่งก็ไม่ได้เจอน้อยๆครับ เราเจอถึง 5 ตัวด้วยกัน กำลังออกมาหากินตามหน้าผา ชวนหวาดเสียวเสียจริงๆ....

อาศัยถ่ายภาพจากกล้องเทเลสโคปของนักท่องเที่ยวท่านอื่นครับ...



ภาพสุดท้ายของวันที่ 2 จากกล้องเพื่อนครับ ถ้ามาเชียงดาว แล้วไม่ได้มายืนเคียงดาว ก็กระไรอยู่...



วันที่ 3

วันสุดท้ายของเชียงดาวนี้ ผมค่อนข้างลังเล ว่าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นดีหรือไม่ เพราะเช้าวันที่ 2 นั้นไม่ได้ทำให้ผมประทับใจเท่าที่ควร แต่เมื่อสหายร่วมเดินทางเราได้ตื่นมาแล้วบอกว่า เช้านี้หมอกลงหนา เท่านั้นแหละ จะดีไม่ดีไม่รู้ ขอแบกสังขารตัวเองกลับไปพิชิตยอดดอยหลวงเชียงดาวอีกครั้ง เมื่อหมอกมันลง ความหวังผมยังมี ความหวังที่จะได้เจอทะเลหมอกอีกครั้ง...

ภาพแรกของการขึ้นมาเหยียบ ณ จุดจุดนี้ หมอกหนามาก มองไม่เห็นอะไร เรากำลังอยู่ระดับเดียวกับมวลเมฆหมอก ระดับความสูง 2225 เมตร จากระดับน้ำทะเล



ลมค่อนข้างแรง ไอหมอกเลยเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ



จากทะเลหมอกที่เราคล้ายหวัง กลายเป็น หมู่มวลเมฆที่ค่อยๆเคลื่อนย้าย กลายเป็นอีกหนึ่งภาพหายาก ที่นานๆครั้งจะเจอซักที



เอารออะไรล่ะ กดชัตเตอร์รัวๆเลยงานนี้...



อยากซ่า ต้องอ้าฝา เปิดโค้กซะหน่อย...



จะออกไปหยิบหมอก



หมอกจริงๆนะ



เช้าวันนี้ฟินห๊ะ คนน้อย เด็กดอยอย่างเรานี่ช๊อบ...ชอบบบบ...



หมดเวลาสนุกแล้ว ถึงเวลาเราต้องลง ก็ไม่วายเจอภาพประทับใจๆอีก



การเดินทางครั้งนี้เลยทำให้รู้เลยว่า เราไม่สามารถคาดหวังกับธรรมชาติได้เลย ก่อนขึ้นผมคาดหวังกับเชียงดาวไว้มาก ว่าต้องสวย ต้องหนาว คนเยอะนิดหน่อย แต่พอเอาเข้าจริงมันไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดเลย จนเราผิดหวัง แต่สุดท้าย สิ่งที่เราไม่ได้หวัง มันกลับทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่