เรื่องเล่า..เมื่อเราพาหนุ่มชาวญี่ปุ่น(ดวงซวย)ที่พึ่งเจอแค่วันเดียวกันกลับบ้าน(นอก)

กระทู้สนทนา
เรื่องเล่า..เมื่อเราพาหนุ่มชาวญี่ปุ่น(ดวงซวย)ที่พึ่งเจอแค่วันเดียวกันกลับบ้าน(นอก)

กระทู้นี้เป็นกระทู้แรก แท็กผิดพลาด ผิดห้องอะไรยังไงต้องขอโทษด้วยนะคะ

พอดีเราได้เข้าไปอ่านเรื่องราวต่างๆ ของเพื่อนๆ ชาวพันทิป เช่น เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ไปทำงานและเรียนภาษา เป็นประสบการณ์ดีๆ ที่เอามาแชร์กัน ก็เลยอยากจะเขียนเรื่องราวที่ได้เจอของตัวเองขึ้นมาบ้าง

แต่เรื่องที่เราจะเล่านี่ตั้งแต่ประมาณวันที่ 3-4 พฤศจิกายน ปี 2555 เราไม่ได้ไปประสบพบเจอที่ต่างประเทศค่ะ แต่ผู้โชคร้ายคนนั้นบังเอิญมาดวงเฮง(ซวย)ที่ประเทศไทย แล้วเจอเราเข้า ก็เลยเป็นอะไรที่ขำๆ จนถึงทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นมันเกิดจากเย็นวันศุกร์วันหนึ่ง(วันที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าก่อนออกพรรษาอ่ะ น่าจะเป็นวันที่ 2 พ.ย. 55 นะ ) เราไปที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง (เพราะมีกรณีคดีความ แต่เรื่องอะไรนั้น ช่างมันไปก่อนเนอะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องหลักที่เราจะเล่า)
ระหว่างที่กำลังนั่งให้ปากคำกับตำรวจ ข้างเราก็มีผู้ชายคนหนึ่งดูแล้วตัวน่าจะสูงเอาการ นั่งอยู่อีกสองเก้าอี้ถัดไป เราก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอก นั่งดูนั่น ดูนี่ในโรงพักไปเรื่อยระหว่างรอเอกสาร

หันไปสนใจก็ตอนที่ได้ยินพี่ตำรวจเขาคุยกับฮีเป็นภาษาอังกฤษ เราก็นึกในใจว่า ต่างชาตินี่เองถึงได้ตัวโตมาก แต่ก็ยังไม่ได้มองจริงจัง แค่มองผ่านนิดเดียวก็หันกลับมาคุยกับพี่ตำรวจคนที่รับเรื่องให้เราต่อ พอเสร็จหมดแล้วนั่นแหละ เราเลยถามไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย เพราะเห็นเขาคุยกันเหมือนจะสรุปไม่ได้หรือยังไงนี่แหละ (ภาษาอังกฤษเราจัดว่าง่อยมาก)

เรา : เขาเป็นอะไรมาอ่าคะพี่

พี่ตำรวจ : อ๋อ..โดนรูดทรัพย์น่ะ เป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น

เรา : เหรอคะ (แล้วก็มองดูผู้ชายคนนั้นอย่างสนใจขึ้นมาอีกนิดนึง เพราะว่าเราจัดว่าเป็นติ่งญี่ปุ่นคนหนึ่ง เราบ้านักร้องฝั่งร็อค กับหนุ่มๆ วิชวลน่ะ)

พี่ตำรวจ : ชอบไม่ใช่เหรอ ลองคุยกับเขาไหมล่ะ (เพราะคดีที่เราไปก็เนื่องมาจากเทพเจ้าฝั่งร็อคของเรานี่แหละค่ะ ตำรวจที่นี่รู้กันแทบทั้งโรงพักว่าเราชอบเพลงญี่ปุ่น เวลาเราไปนี่จะทักเลย น้องเจแปนมาแล้ว - -“ ) เราก็เลยหันไปคุยกับพี่ตำรวจที่ดูแลเคสของมิสเตอร์เจแปนคนนั้น ได้ความว่า ฮี backpack มาเที่ยวคนเดียว แล้วก็ไปเที่ยวผับแถวอาร์ซีเอ คงจะเมา(หรือโดนมอมด้วยอันนี้เราไม่แน่ใจ) แล้วก็พาไปรูดทรัพย์ เพราะเขาตื่นมาที่โรงแรม ไม่มีเงินติดตัวสักบาท ดีที่ตั๋วเครื่องบินกับไอแพดยังอยู่ เขาก็เลยมาแจ้งความ พี่ตำรวจบอกว่าคงตามเงินยากแต่ให้ลงบันทึกประจำวันไว้ นี่จะบอกให้เขาไปติดต่อเรื่องบัตรเขาที่ธนาคาร แต่พวกพี่พาไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะไปถูกหรือเปล่าเนี่ย

เราก็แบบ เฮ๊ย..เหมือนตูเลยโว้ย แล้ววิญญาณสตรีขี้สงสารก็เข้าสิง ทั้งที่ปกติเราเป็นคนเฉยๆ เป็นพวกโลกส่วนตัวสูง ไม่ยุ่งกับใคร ใครอย่างมายุ่งกับเรา แบบนั้นเลย (เพื่อนบอกว่า เราเป็นแบบนี้บางทีก็อันตรายกับตัวเอง คือช่วยคนอื่นไม่ดูตาม้าตาเรือ) ก็เลยบอกไปว่า

เรา : หนูว่างพอดี พาไปให้ไหมล่ะ เลิกงานแล้ว ไม่ได้ไปไหน (จิตอาสาโคตรๆ )

พี่ตำรวจ : ได้เหรอน้อง งั้นดีเลย พี่ฝากด้วย เดี๋ยวถามเขาก่อนว่าจะไปไหม

แล้วพี่เขาก็ไปถามมิสเตอร์เจแปน ฮีก็หันมาจ้องเรา คงจะงงว่า เอ็งเป็นใคร ทำไมจะมาช่วย ดูหน้าเหมือนฮีจะระแวงเราอยู่เล็กๆ นะคะ คงเข็ดจากคนเมื่อคืนมั้ง ฮ่าๆ

สรุปตกลงว่า ฮีขอตามไปกับเราค่ะ ให้เราพาไปเพราะว่าอีไปไม่เป็น ไม่มีเงินติดตัวด้วย เราก็พาไปนั่งรถไฟใต้ดินไปที่เอสพลานาด ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร เขาบอกว่าวันนี้ที่นี่ปิดแล้วครับน้อง น้องลองไปที่พระรามเก้านะ เราก็พาฮีไปที่พระรามเก้าต่อ ระหว่างทางฮีก็เดินตามเรามา แล้วก็ขอบคุณเราตลอดที่ออกเงินให้ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ภาษาอังกฤษเขาเป๊ะมากค่ะ หลับตาฟังไม่รู้เลยว่าคนญี่ปุ่นพูด คือสำเนียงดีอ่ะ เราก็ไม่ได้เก่งขนาดจะแยกออกว่าสำเนียงอเมริกัน สำเนียงอังกฤษ แต่ฟังแล้วเหมือนพวกอเมริกันน่ะ (ดูมวยปล้ำบ่อย เลยพอจะคุ้นเคย)

เรา : ที่ช่วยนี่เพราะอานิสงค์ผู้ชายเลยนะ เราชอบฟังเพลงญี่ปุ่น ชอบนักร้องญี่ปุ่น ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นด้วย (แต่ไม่บอกว่าแนวไหน เดี๋ยวฮีกลัว ฮ่าๆ )
มิสเตอร์เจแปน : ยูชอบใครเหรอ

เรา :  ไอชอบ X-JAPAN / GLAY / LUNA SEA / THE GAZETTE บลาๆ ยูรู้จักมั่งไหม (พอไล่ชื่อวงแล้วรู้สึกว่าตัวเองแก่ๆ แฮะ)

มิสเตอร์เจแปน : อ๋อ...ไอก็รู้จักนะ แต่บางวงก็ไม่รู้จัก (แล้วฮีก็ร้องเพลงของ GLAY กับ L’Arc ค่ะ)

พอไปถึงชั้น 5 ที่พระราม 9 ก็ตระเวนไปที่ธนาคาร เพื่อติดต่อเรื่องบัตร JCB ของฮี หลายธนาคารอยู่ ตอนนั้นก็เกือบ 20.00 น. แล้ว ธนาคารทยอยปิดค่ะ แต่ละที่ที่เข้าไปติดต่อเขาก็บอกว่า กรณีนี้น้องต้องติดต่อที่สำนักงานใหญ่ของ JCB วันจันทร์นะ ที่ชิดลม (ตึกอะไร เราจำไม่ได้แล้วอ่ะ)

เรา : ยู เจ้าหน้าที่เขาบอกว่า ยูต้องติดต่อสำนักงานใหญ่แถวชิดลมวันจันทร์น่ะ

แล้วเขาก็เงียบๆ ไปเลยค่ะ เขาบอกว่าไม่รู้จะทำยังไง เราก็ไปกดเอทีเอ็ม(ของเรานะ) ให้เขาไป 1000 บาท (คือบอกก่อนว่าเราก็ไม่ได้มีมาก แค่พนักงานเงินเดือนธรรมดา ส่งเงินให้พ่อแม่ และพอใช้ไปเดือนๆ เท่านั้นแหละ ก็แบ่งให้เท่าที่เราพอจะไม่เดือดร้อน) บอกเขาว่าเอาไว้ใช้ก่อน ระหว่างที่ยูรอติดต่อเรื่องบัตรยู ทีแรกเขาก็จะไม่รับ แต่เราก็บอกไปว่าแล้วยูจะอยู่ยังไง อีกตั้ง 2 วัน จะนอนที่ไหน กินอะไร ฮีเลยรับไปค่ะ แล้วเราก็พาอีกลับไปส่งที่สถานีตำรวจเดิม จุดเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด

ระหว่างนั่งรถไฟก็คุยกัน แล้วคืนนี้จะนอนที่ไหน ฮีก็บอกว่า อาจจะขอนอนที่สถานีตำรวจ เพราะเขาไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อน โทรไปหาเจ้าหน้าที่ที่สถานทูตญี่ปุ่น เห็นเขาคุยเรื่องที่ว่าให้ไปติดต่อธนาคารนี่แหละ บอกที่ตั้งอะไรแบบนั้น แต่ก็คงต้องรอวันจันทร์ หรือยังไงเราไม่แน่ใจมากนะ สกิลภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาไม่ได้ช่วยอะไรเราเท่าไหร่ง่อยยิ่งกว่าอังกฤษอีก อีกอย่างไม่อยากแอบฟังเขาคุยอ่ะค่ะ เลยก็เอาโทรศัพท์เราให้เขาไปโทร เรานั่งรอ

สรุปได้ความว่าเขาต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองไปจนกว่าจะวันจันทร์ เราก็สงสารเขา ลองนึกว่าถ้าตัวเองต้องไปที่ที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วต้องเจอแบบนี้เราจะเป็นยังไง ก็เลย..เอาวะ..

เรา : หิวไหม ไปหาอะไรกินกัน แล้วค่อยคิดว่าจะไปนอนที่ไหน

แล้วเราก็เดินนำ เขาเดินตาม ก็ข้ามสะพานลอยไปแถวๆ ตรงข้ามร้านเป็ดย่างนาทอง กินข้าวขาหมูกัน เราบอกให้เขากินให้อิ่ม เดี๋ยวเราจ่ายเอง เขาก็สั่งจานเดียว คงเกรงใจ เสร็จแล้วเขาก็บอกว่า คงต้องนอนหน้าสถานี ช่วงนี้ไม่ค่อยหนาวด้วย เขาคงนอนได้ เราก็เลยโทรหาเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชาย เล่าให้เขาฟังนิดหน่อย และอยากจะรบกวนฝากให้นอนด้วยสักคืน แต่เพื่อนเราไม่โอเค เขาบอกว่ากลัว ใครก็ไม่รู้ (นึกถึงตัวเองตอนนั้นเราก็ขำ จุ้นช่วยเขาไปเรื่อย ไม่กลัวมั่งหรือไงก็ไม่รู้) คือเราจะพาเขาไปนอนกับเราก็ใช่ที่ เพราะว่าเรามีเพื่อนร่วมห้องไง เพื่อนเราก็ผู้หญิง จะให้ใครไม่รู้มานอน มันก็เป็นไปไม่ได้

ยังคิดไม่ออกว่าจะทำยังไง ก็มีเบอร์โทรเข้า คราวนี้เป็นกลุ่มสาวๆ เพื่อนที่ออฟฟิศเรา สเต็ปเดิม เล่าให้พวกเพื่อนๆ ฟัง(เพื่อนกลุ่มนี้ เคยไปร่วมชะตากรรมคดีที่เราไปสถานีตำรวจมาด้วย และที่ถามแน่นอนเลยคือ ฮีหล่อไหม เราหันไปมองหน้าเพื่อนใหม่ แล้วก็ตอบว่า ก็ธรรมดานะ ไม่ได้หล่ออะไร แต่ตัวโตมาก หุ่นฝรั่งเลยคือสูง ล่ำ ขาวเนียนอ่ะ (อิจฉาผิวฮีสุดๆ ) พอพูดงี้เพื่อนๆ เราเลยอยากเห็นใหญ่

เพื่อน : งั้นเดี๋ยวจะลองหาที่พักแบบรายวันให้นอนไปก่อนแล้วกัน (คือเพื่อนก็ห่วงเรา เพราะเห็นว่าเราไปสถานีคนเดียวยังไม่กลับ คือไม่มีคนไปเป็นเพื่อนเรา เพราะว่าช่วงนั้นงานล้นมือกันมากๆ อีกอย่างไปเก็บเอาใครมาด้วยก็ไม่รู้ ให้ไปเห็นหน้าเห็นตาไว้ก่อน ปลอดภัยสุด)

เรา : เค เดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะพาไปนะ

แล้วเพื่อนเราก็ติดต่อเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์แถวเลยสี่แยกวัดใจไปน่ะ ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว อยู่ปากซอย ตอนนั้นคืนละ 600 หรือ 700 นี่แหละไม่แน่ใจ เพื่อนสาวเราจ่ายเงินไป พอเจอกันเท่านั้นแหละ เพื่อนทั้งกลุ่มรุมด่าเราแบบขำๆ

เพื่อนๆ : นี่นะไม่หล่อของแก

เรา : ไม่รู้ ไม่ใช่สเป็ค ชอบญี่ปุ่นจริง แต่คนที่ฉันชอบสูงแค่ 162 ชอบตัวเล็กๆ น่ารักๆ ไม่ใช่ตัวสูงปรี๊ดแบบนี้ น่ากลัว (สูงมาก น่าจะราว 180 เพราะเราสูง 153 สูงได้แค่ช่วงไหล่ฮีน่ะ)

แล้วเราก็พาเพื่อนใหม่ไปเช็คอิน แล้วก็มากินข้าวต้มร้านตรงข้ามถนนอีกฝั่ง เพราะดูแล้ว ฮีน่าจะกินข้าวไม่อิ่ม ก็เลยถามว่าชื่ออะไร คือเดินด้วยกันขนาดนั้นแล้ว เราพึ่งจะถามชื่อที่ร้านข้าว (เพื่อนสนิทเรารู้เรื่องนี้ บ่นเราว่าเราห่วงคนอื่นเกินไป ไม่ระวังตัว อะไรแบบนี้บ่อยๆ ) สรุปว่า ชื่อทาคายูกิ (ชื่อเต็มเราเห็นในพาสปอร์ต แต่ปล่อยเขาไปเถอะ รู้แค่นี้กันก็โอเคแล้วเนอะ) เขาให้เรียก ทากะ ในที่สุดมิสเตอร์ญี่ปุ่นก็มีชื่อแล้ว

ก่อนที่จะแยกย้าย เราก็ถามทากะซังว่าพรุ่งนี้จะทำยังไง เขาก็บอกว่าไม่รู้ ส่วนเพื่อนๆ เราก็ไม่มีใครว่าง มีเพื่อนคนนึงว่าง แต่นางก็ว่าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง จะพาเที่ยววัดในกรุงเทพก็กลัวคุยกันไม่รู้เรื่อง เราเลยตัดสินใจอีกรอบ...เอาวะ...

เรา : พรุ่งนี้ไอจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ค้างคืนหนึ่ง วันอาทิตย์ตอนเย็นก็จะกลับมากรุงเทพฯ จะไปด้วยกันไหม

ทากะซัง : ไปได้เหรอ

เรา : ถ้ายูจะไปก็ไปได้

ทากะซัง : แม่ยูไม่ว่าเหรอ

เรา : แม่เราไม่ว่าหรอก แม่เราใจดี น่ารักที่สุดในสามโลก (เราไม่ได้พูดว่าในสามโลกออกไปนะ ไม่รู้จะพูดไง แค่บรรยายให้เข้าอารมณ์)

ทากะซัง : ถ้าอย่างนั้นรบกวนด้วยนะ (เราใจง่ายชวน เขาก็ใจง่ายโอเค)

เรา : ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราเลิกงาน 14.30 น. ยูก็หาอะไรกินตอนเช้าไปก่อนแล้วกัน แล้วเก็บกระเป๋ารอไว้ ตอนเที่ยงเราจะมารับไปกินข้าว แล้วจะออกไปเลย เดี๋ยวให้ไปนั่งรอร้านเกมหน้าออฟฟิศ

ทากะซัง : โอเค วันนี้ขอบคุณมากนะ

เรา : ไนท์ ไนท์

แล้วเรากับเพื่อนๆ ก็บอกราตรีสวัสดิ์ แล้วก็แยกย้ายกันกลับ

เราอ่ะกลับไปถึงห้องพักก็เล่าให้เมดเราฟัง แล้วก็โทรไปหาแม่ คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าแม่เราจะว่าไหม เพราะเราไม่เคยพาเพื่อนไปบ้านมาก่อน ไม่เคยเลยสักคนเดียว ฮ่าๆ อีกอย่างบ้านเราก็เป็นหลังเล็กๆ อ่ะ นอนแค่สามสี่คนเรียงกันก็เต็มแล้วเพราะว่าแม่เราไม่ได้อยู่ที่บ้าน แยกมาจากบ้านพ่ออีกฝั่งหนึ่ง (พ่อแม่เราหย่ากัน แยกกันอยู่ แต่หมู่บ้านเดียวกัน)

เรา : ยาย พรุ่งนี้เขาจะพาเพื่อนไปบ้านนะ (เราชอบเรียกแม่เราว่ายาย หรือไม่ก็เรียกแทนตัวเองว่า เค้า แทนแม่ว่า ตัว อะไรแบบนี้ คุยกันเหมือนคุยกับแฟน หวานๆ )

แม่ : มาค้างเหรอลูก ผู้หญิง หรือผู้ชาย

เรา : ค้างคืนนึงอ่ะตัว เพื่อนผู้ชาย เขามีเรื่องนิดหน่อย กลับไปเดี๋ยวเล่าให้ฟัง

แม่ : อืม ได้ๆ พรุ่งนี้ตอนค่ำแม่ชวนน้าพองออกไปรับแล้วกัน (แต่ความจริงแม่เราคิดว่า เราจะพาแฟนไป คือเขาบอกว่าแอบดีใจ ลูกสาวจะสละคาน)
แล้วเราก็นอน โล่งใจที่บอกแม่ไว้แล้ว เขาจะได้ไม่ตกใจตอนที่เจอเรากับผู้ชายที่ตามไป แล้วเราก็เตรียมของ แล้วก็อาบน้ำเข้านอนตามปกติ
เดี๋ยวเรารีบมาต่อให้จบนะ มีงานแทรกอ่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ชีวิตวัยรุ่น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่