ขอบอกไว้ก่อนนะคะ ว่าเราอยากแบ่งปันประสสบการณ์ชีวิต อาจไม่ได้ระบุข้อคิดให้แบบชัดเจนเท่าไหร่ เป็นเรื่องดราม่าครั้งแรก เราคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าอยากจะแบ่งปันเพราะอยากให้คุณหลายๆคน ระวังในการมีความรักให้มากๆโดยเฉพาะวัยรุ่น
เราท้องตอนอายุ 17 อายุเท่ากับแฟนค่ะ เราก็จิตตกไปเลยค่ะตอนนั้นเรียนอยู่ ม.5 อยู่กับอากับย่า ทั้งๆที่เขาใจดีมากๆ อาสะใภ้เป็นคนฮาๆ เขาชอบให้เราเปิดใจคุยกับเขา เพราะกลัวว่าเราจะอยู่ด้วยแล้วไม่แฮปปี้ พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นคือเราไม่กล้าบอกอาสะใภ้เลย กลัวเขาจะผิดหวัง เราก็บอกเพื่อนกับแฟน เพื่อนเราก็ดีมากๆ สนิทได้ไม่นานแต่คอยให้กำลังใจเสมอ ถึงขนาดที่พ่อแม่เพื่อนก็มาช่วยปลอบใจ บอกจะไปอยู่กับเขามั้ย เขาก็อยากมีลูกชาย (เขายังไม่รู้เพศเด็กแต่เขาคิดว่าเป็นผช.แน่ๆ) เรารู้สึกตื้นตันมากๆนะ มีแต่คนดีๆคอยช่วยเหลือคนแย่ๆอย่างเรา ส่วนพ่อแม่ฝ่ายชายก็ไม่รู้หรอก แฟนเราไม่กล้าบอกกลัวโดนพ่อด่า(พ่อเป็นตำรวจยศใหญ่โหดมาก) แต่เขาเลือกที่จะบอกญาติที่เป็นผู้ใหญ่ให้มาให้คำปรึกษา เราก็มืดแปดด้าน จะให้หนีหายก็ทำไม่ได้ เพราะเราอายุก็แค่ 17 ยังไม่โตพอที่จะออกไปเผชิญอะไรขนาดนั้น
จนมาวันนึง แม่เราสงสัยว่าทำไมเรายังไม่หยุดอ้วกซะที(ก่อนหน้านั้นป่วยทอนซิลอักเสบ ร่างกายอ่อนแอมากเพราะกินข้าวกินน้ำไม่ได้เลยจากสาเหตุแพ้ท้อง) แม่เลยถามเราตรงๆมาเลยว่า ท้องใช่มั้ย ณ จุดนั้นเราร้องไห้ฟูมฟายเลย แม่เราก็เลยไปคุยกับพ่อว่าจะเอายังไงต่อ เรานึกว่าพ่อจะโกรธ แต่ก็ไม่นะ พ่อเราตอบแบบใจเย็นว่าให้มารับเราไปอยู่ด้วย วันสองวัน พ่อกับแม่ก็มารับไปทันที ย่าเราก็รู้เรื่องก่อนเราไปไม่นาน แต่อากับอาสะใภ้ไม่รู้อะไรเลย(เราว่าพอโตเรียนจบจะเข้าไปขอขมาเขา) พอขึ้นรถมาพ่อกับแม่ไม่ด่าว่าอะไรเรา เพราะเขารู้ดีพูดไปก็คงเป็นหนามทิ่มใจเราเปล่าๆ แล้วก็พักที่ห้องเช่าอยู่คืนนึง พอวันต่อมาก็พากันไปลาออกจากที่โรงเรียน คุณครูก็แนะนำให้เอาเรื่องไปเลย บ้าน ผช. อ่ะมีตังอยู่แล้ว พอเสร็จเรื่องแม่เราก็พาไป รพ. ไปเช็คว่ายาที่กินไปก่อนหน้านี้จะมีผลกระทบอะไรมั้ย กับอัลตร้าซาวด์ พอตรวจเสร็จก็ออกมาคุยกับแม่กับพี่สาว ผช. เราเองก็จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันบ้างเพราะตอนนั้นด้วยร่างกายที่อ่อนแอมากๆ กับความเครียดเลยทำให้ไม่อยากเอาเรื่องอื่นมาคิดอีก พอคุยเสร็จก็แยกย้าย แม่เราถามทำไมพ่อ ผช. ไม่มาด้วยเราก็บอกไปว่าพ่อเขาโหดมากเลยไม่กล้าบอกกัน แม่เราก็บอกไม่ได้ต้องบอก เราก็เห็นด้วยเพราะไม่ช้าไม่เร็วก็ต้องรู้อยู่ดีเลยเอาเบอร์พ่อเขาให้ไป พอแม่โทรไปเสร็จก็เตรียมเดินทางไปที่บ้านของ ผช. สักพัก แฟนก็โทรมาเหมือนกำลังตกใจ+กลัว ว่าพ่อเขารู้ได้ไงแล้วก็บ่นๆ พอวางสายก็ถึงบ้านที่นัดเอาไว้พอดี(บ้านของฝ่ายชาย แต่ได้ย้ายไปเพราะน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งปัจจุบันก็ยังซ่อมแซมไม่เท่าไหร่+หยุดซ่อมไปเพราะพ่อ ผช. บอกไม่มีตัง?!?) หน้าบ้านมีรถของครอบครัวฝ่ายชายจอดอยู่ ซึ่งเป็นรถคันเก่า?!?(ทั้งๆที่ตัวเองก็มีรถพริอุสอีกคัน) ฝ่ายเราและเขาก็ได้นั่งคุยแก้ไขปัญหากันโดยปราศจากเจ้าตัว ได้เรื่องว่าเขาก็จะช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้เพราะเขาเองก็มีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ ไหนจะซ่อมบ้าน,อยู่กิน บลาๆ แล้วลูกสาวคนโตของ ผช. ก็ได้ช่วยค่าใช้จ่ายให้เรา 5000 บาทก่อนออกมา
ระหว่างเดินทางแม่เราก็ได้โทรไปบอกพี่สาวคนละพ่อเรื่องเรา(ตอนหลังพี่สาวได้พูดให้กำลังใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะคอยให้กำลังใจเราเสมอ) จากนั้นตลอดทางบนรถก็เงียบสงบ ไม่ได้สื่อสารอะไรกันเท่าไหร่ เว้นแต่ตอนพักทานข้าวระหว่างทาง ตอนสั่งอาหารแม่ก็สั่งของอร่อยๆให้เรากิน

เราก็กินให้เยอะที่สุด เพราะแม่อยากให้เราดูแลตัวเอง(ต้องมียาแก้แพ้ช่วยเพราะไม่งั้นกินอะไรไม่ได้สักอย่างแม้แต่น้ำ)
พอเดินทางมาถึงบ้าน เราก็นอนกับแม่ส่วนพ่อย้ายไปนอนกับพี่ชาย เป็นคืนที่เราหลับได้สบายที่สุด เพราะเหมือนยกภูเขาออกไปครึ่งลูก(อีกครึ่งลูกคืออนาคตข้างหน้า) พอวันต่อๆมาก็พากันไปฝากครรภ์สมัครเรียน กศน. ซึ่งหลังจากที่ออกจากที่นู่นแล้วเหมือนเราเปลี่ยนเป็นคนละคน เราเริ่มเบื่อหน่ายที่จะคุยกับแฟน คุยแบบเขาถามประโยคเราตอบพยางค์ คือเหมือนเรามองเห็นอะไรมากขึ้น เหมือนเราเห็นสันดารแย่ๆของเขามากขึ้น(ขอบ่นนะคะ) ซึ่งความแย่ของเขามีอะไรบ้างน่ะหรอคะ ฮึ (คุณผู้ชายทั้งหลายควรจำ !!) โกหกหลอกลวงว่าตัวเองเป็นมาเฟีย(แล้วเราก็ดันโง่เชื่ออยู่นาน) - ซึ่งตลอดเวลาที่คบมาเราไม่เคยเห็นหลักฐานการเป็นมาเฟียของเขาเลยสักครั้ง ติ๊งต๊องง๊องแง๊งสุดๆ คือเหมือนทำตัวเป็นเด็กๆที่มีแฟนครั้งแรกพัพพี้เลิฟไรงี้ ซึ่งมันสวนทางกับเรามาก คือเราชอบให้เป็นความรักแบบผู้ใหญ่ มีเหตุมีผล มีเวลาให้ต่างฝ่ายได้มีความเป็นส่วนตัวบ้าง หรือเอาง่ายๆคือมีช่องว่างให้ได้หายใจบ้าง จะมาตัวติดกันเป็นปีกแมลงวัน ขาดข้างหนึ่งไปคือตูตายยยย มันไม่ใช่อ่ะจอร์จ พอเราเบื่อๆไม่อยากคุยด้วยสักวันก็เอาและ โมโหต่อยนู่นต่อยนี่ต่อยประตูต่อยกระดาน (I ฟาย เผือกกกก) แบบว่าจะโชว์ออฟไง แล้วพอจะขอคุยแบบส่วนตัวทีไรก็ต้องให้เพื่อนมาตามเราไปคุยที่ห้องน้ำผู้ชาย (เอ้าาา จะลากเราไปยืนฉี่เป็นเพื่อนไง๊) อ้อๆๆ อันนี้พีคเลย คือทะเลาะกันแล้วเราแบบโกรธอ่ะเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ำให้เป็นเรื่องใหญ่ เราปิดมือถือหนี ก็ให้เพื่อนเข้ามาคุย บอกให้เราเปิดเครื่อง แล้วเพื่อนก็โทรมาบอกให้เราโทรไปหามัน เพราะมัน จะยิงปืนฆ่าตัวตาย ทีนี้คือเราไม่อยากเป็นเหมือนตัวการให้คนฆ่าตัวตายไง ทั้งๆที่ชีวิตมันยังมีคนอีกมากมายที่รักมันแต่มาฆ่าตัวตายเพราะผญ.คนเดียวก็เว่อร์ไปมั้ย ชีวิตคุณมันควรมีจุดยืนมากกว่านี้นะก็เลยยอมคืนดี
แต่มาวันนี้คือเราหมดแล้วทุกอย่างทั้งความอดทน ความรัก ความรู้สึกดีๆ เราเลยเลือกที่จะเฉยชากับเขาน่าจะดีที่สุด เพราะเราเองก็เกรงใจพ่อแม่ฝ่ายชายว่าจะทำมากเกินไปรึเปล่า หรือใจร้ายมากเกินไป
เรื่องมันก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยขาดความช่วยเหลือจากทางฝ่ายชาย... พอเราโทรไปขอความช่วยเหลือคือบางทีก็บอกปัดแบบช่วงนี้ไม่มีตัง หรือ เดี๋ยวจะโอนมาให้ ก็มีโอนมาสองสามครั้ง นอกนั้นเราตายเอาดาบหน้ากันเอง(บ้านเรานี่มีกินแบบวันต่อวัน) พอใกล้วันคลอด ผช. กับแม่เขาก็มาหา(ตังค์ช่วยไม่มีแต่ตังค์เดินทางมาหามี??) ก็มาคุยสารทุกข์สุขดิบสักพักก็กลับไป เราก็นึกว่าเดี๋ยวจะกลับบ้านเขาเลย แต่ไม่ใช่เลย วันต่อมาเรามีนัดตรวจครรภ์ที่ รพ. เขาก็ตามมาหาถึงที่แต่เราทำเป็นไม่เห็นแล้วพอตรวจเสร็จรีบชิ่งกลับบ้านเลย เขาก็โทรมาแต่ไม่ได้รับ เพราะเราไม่อยากจมปลักอยู่กับคนแบบนี้แล้วจริงๆ จนวันที่เขากลับไปก็ก่อนวันคลอด หมอก็เรียกนัดอีกทีเพราะเลยกำหนดคลอดแล้ว+เจ็บท้องทรมานมากๆ เจ็บทั้งหลังั้งเชิงกรานเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ(รู้ซึ้งความเจ็บปวดของแม่) เราก็เลยแอดมิดรอคลอดเลยเพราะหมอเปิดปากมดลูกให้แล้ว จนถึงเวลาปากมดลูกเปิดเกือบสิบเซน+เจาะถุงน้ำคร่ำเรียบร้อย(ต้องเจาะให้เพราะน้ำยังไม่เดินสักที+ช่วยให้คลอดเร็วขึ้นด้วย) ความเจ็บปวดเพิ่มเป็นทวีคูณมันก็ทนไม่ไหวแล้วหมอเลยให้ขึ้นเตียงคลอด(ห้องคลอดรวม) เราก็พยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จหมอเลยให้เข้าผ่าทันที พอแยกไปห้องผ่า(เตียงเดี่ยว) ก็มีแต่ผู้คนรายล้อมทั้งหมอและผู้ช่วย (ซึ่งในระหว่างเคลื่อนย้ายเราไม่มีใครอยู่ข้างๆเลยทุกคนต่างพากันไปทำธุระเรื่องของเราหมด มันโดดเดี่ยวมากๆ แต่ใจเราก็ต้องสู้) แล้วหมอก็ให้เราดมยาสลบ เราก็หลับไปรู้สึกตัวอีกทีตอนถูกเคลื่อนย้ายตัวเนี่ยแหละ(บุรุษพยาบาลเข็นเตียงแรงไปมั้ย สะเทือนแผลสุดๆ) พอเข้าพักฟื้น ตกเย็นแม่เลิกงานก็มาหา มานอนเป็นเพื่อน คอยช่วยดูแลทุกกกกอย่าง แม่เราก็เล่าให้ฟังว่า ทางฝ่ายนู้นเขาโทรมา(พี่สาว ผช.) เขาบอกเราว่าจะช่วยค่ารักษาทุกอย่าง แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้เด็กเขาไป เรานี่ฟิวส์ขาดเลย ใจคอเขาเห็นเราเป็นคนหน้าเลือดหรอ ตอนเราท้องค่าช่วยเหลือแทบไม่มี พอตอนนี้เรียกร้องชีวิตคน เขาใช้อะไรคิด เราก็บอกไปเลยว่าไม่ แม่เราก็บอกไปว่าไม่ แล้วบอกอีกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก
พอเราได้เลี้ยงลูกมาเรื่อยๆเรากับแม่ก็รู้สึกว่าโชคดีที่เลือกให้เขาอยู่กับเราเพราะความผูกพันมั้ง เพราะมีเขาเลยทำให้ทุกคนในครอบครัวได้คุยกัน(แบบดีๆ)มากขึ้น ซึ่งก็ปราศจากความช่วยเหลือทางฝ่ายนู้นไปเลย พอจนมาวันนึงเราต้องใช้จ่ายกันเยอะแบบไม่พอจริงๆเลยโทรไปหาทางนู้น ก็อาการเดิม แล้วเราก็รู้เรื่องว่าเจ้าตัว(ลูก)ไม่ได้เรียนแล้วลาออก เห็นบอกจะไปเรียนที่ไหนไม่รู้ แต่ก็ไม่ได้เรียนบอกว่าไม่มีตังเรียน เราเลยสวนแล้วทำไมไม่เรียน กศน. บอกไม่มีตัง เราตอกกลับ กศน. ต้องจ่ายค่าเรียน?? มันก็อ้างนู่นอ้างนี่ไม่มีเวลา เราก็เลยเฉยๆ ไม่สนใจ
จนวันนึงมันบอกจะส่งมาให้แต่ก็ไม่ส่งมา แล้วพี่ที่เรารู้จักสมัยเรียน ม.1(ซึ่ง ผช. ก็รู้จักได้ไม่นาน) มาบอกเราว่าเจ้าตัวมาขอยืมเงินเพื่อส่งมาให้เรา แล้วบอกกับพี่คนนั้นว่าอย่าบอกเรา เฮ้ยยย คือแกเพิ่งรู้จักเขาไม่นานแต่ไปยืมตังเขาอย่างกับสนิทมานานปี แล้วไม่ให้บอกเราเพื่อให้ตัวเองได้หน้าอ่ะหรอ ทุเรศไปป่ะ เราก็เลยยิ่งเกลียดมันมากกว่าเดิม(เดิมก็เกลียดเข้าเซลล์เม็ดเลือดดำ) เราเลยปรึกษาน้า ว่าจะเอายังไงดี เขาเป็นถึงตำรวจยศใหญ่ เราเป็นคนธรรมดาคงทำอะไรไม่ได้ ปรากฏว่ามีเรื่องเซอร์ไพรซ์ คือน้าเรารู้จักผู้ว่าการตำรวจเลยไปขอให้เขาช่วยจัดการให้ พอพ่อเจ้าตัวโดนเรียกไปคุยถึงกับวิ่งเต้นเป็นกระต่ายตื่นตูม คือถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นตำรวจยศใหญ่แล้วใช้อำนาจเป็นเครื่องกดขี่คนอื่นให้เขาไม่กล้าหือ คือคุณใช้มันในทางที่ผิดมากๆนะ
หลังจากวันนั้นเขาก็มีโอนมาครั้งนึง เราก็เฉยๆ ไม่อยากหวังอะไรมาก
เราก็อดทนต่อสู้กับชีวิตมาเรื่อยๆ จนเราเรียนจบ กศน. เราเตรียมตัวทุกอย่างเพื่อสอบเข้ามหาลัยในฝัน ถึงชีวิตเราจะไม่ได้เพอร์เฟค แต่อนาคตข้างหน้าเราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด บางคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่รอให้ลูกโตค่อยเรียนต่อ แต่สิ่งี่เราคิดใตอนนี้คือเราอยากเรียนให้จบเร็วๆ เพื่อออกมาทำงานหาเงินเลี้ยงพ่อแม่กับลูกเรา เราตั้งใจว่าจะคว้าเกียรตินิยมให้ได้เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวเราบ้าง ถึงแม้เราจะทำเรื่องแย่ๆมามาก แต่ก็อยากมีอะไรดีๆบ้าง ตอนนี้เราก็สอบเข้าเรียบร้อยเหลือแต่รอผลว่าจะติดหรือไม่ติด
ยอมรับเลยว่าชึวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเด็กเรียน ช่วยเหลือกิจกรรมคุณครูจนเป็นเหมือนเลขา พอมีแฟน(ไม่ดี)ทีก็แยไปหมด ทั้งหนีกิจกรรม ไม่ตั้งใจเรียน นอกลู่นอกทางจนเลยเถิด จนย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อเราล้มมาแล้วก็ควรที่จะลุกขึ้นสู้ ถึงอนาตจะไม่เป็นอย่างที่วาดฝัน จะเปลี่ยนไปเกือบทุกอย่าง แต่ถ้าเรายังทำสิ่งดีๆได้ก็ควรจะทำ อะไรที่พลาดก็เก็บไว้เป็นบทเรียน หรือแบ่งปันให้คนอื่นๆได้เป็นเหมือนสิ่งเตือนใจ
ยังมีอีกหลายอย่างมากที่เราอยากแบ่งปันแต่เล่าออกมาได้ไม่หมดจริงๆ ชีวิตนเรามีเรื่องแย่กันทั้งนั้น ขอให้เข้มแข็งเข้าไว้ แล้วก็สำหรับซิงเกิ้ลมัม ขอให้คุณจำเอาไว้ว่าถ้าคุณคิดจะทำแท้ง ขอให้คุณเลิกคิดซะ เพราะถ้าคุณทำคุณอาจะเสียใจในภายหลัง เพราะเด็กคนนึงอาจทำให้คุณได้รักเขาอย่างหมดหัวใจ จนตายแทนได้ก็ยอม ... สู้ๆนะคะ
ระบายยาวๆ ดราม่าฉบับโต ขี้เกียจอ่านอย่าเข้า สำหรับวัยรุ่นอินเลิฟ คุณแม่ยังสาว และ ผู้ที่กำลังจะมีความรัก
เราท้องตอนอายุ 17 อายุเท่ากับแฟนค่ะ เราก็จิตตกไปเลยค่ะตอนนั้นเรียนอยู่ ม.5 อยู่กับอากับย่า ทั้งๆที่เขาใจดีมากๆ อาสะใภ้เป็นคนฮาๆ เขาชอบให้เราเปิดใจคุยกับเขา เพราะกลัวว่าเราจะอยู่ด้วยแล้วไม่แฮปปี้ พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นคือเราไม่กล้าบอกอาสะใภ้เลย กลัวเขาจะผิดหวัง เราก็บอกเพื่อนกับแฟน เพื่อนเราก็ดีมากๆ สนิทได้ไม่นานแต่คอยให้กำลังใจเสมอ ถึงขนาดที่พ่อแม่เพื่อนก็มาช่วยปลอบใจ บอกจะไปอยู่กับเขามั้ย เขาก็อยากมีลูกชาย (เขายังไม่รู้เพศเด็กแต่เขาคิดว่าเป็นผช.แน่ๆ) เรารู้สึกตื้นตันมากๆนะ มีแต่คนดีๆคอยช่วยเหลือคนแย่ๆอย่างเรา ส่วนพ่อแม่ฝ่ายชายก็ไม่รู้หรอก แฟนเราไม่กล้าบอกกลัวโดนพ่อด่า(พ่อเป็นตำรวจยศใหญ่โหดมาก) แต่เขาเลือกที่จะบอกญาติที่เป็นผู้ใหญ่ให้มาให้คำปรึกษา เราก็มืดแปดด้าน จะให้หนีหายก็ทำไม่ได้ เพราะเราอายุก็แค่ 17 ยังไม่โตพอที่จะออกไปเผชิญอะไรขนาดนั้น
จนมาวันนึง แม่เราสงสัยว่าทำไมเรายังไม่หยุดอ้วกซะที(ก่อนหน้านั้นป่วยทอนซิลอักเสบ ร่างกายอ่อนแอมากเพราะกินข้าวกินน้ำไม่ได้เลยจากสาเหตุแพ้ท้อง) แม่เลยถามเราตรงๆมาเลยว่า ท้องใช่มั้ย ณ จุดนั้นเราร้องไห้ฟูมฟายเลย แม่เราก็เลยไปคุยกับพ่อว่าจะเอายังไงต่อ เรานึกว่าพ่อจะโกรธ แต่ก็ไม่นะ พ่อเราตอบแบบใจเย็นว่าให้มารับเราไปอยู่ด้วย วันสองวัน พ่อกับแม่ก็มารับไปทันที ย่าเราก็รู้เรื่องก่อนเราไปไม่นาน แต่อากับอาสะใภ้ไม่รู้อะไรเลย(เราว่าพอโตเรียนจบจะเข้าไปขอขมาเขา) พอขึ้นรถมาพ่อกับแม่ไม่ด่าว่าอะไรเรา เพราะเขารู้ดีพูดไปก็คงเป็นหนามทิ่มใจเราเปล่าๆ แล้วก็พักที่ห้องเช่าอยู่คืนนึง พอวันต่อมาก็พากันไปลาออกจากที่โรงเรียน คุณครูก็แนะนำให้เอาเรื่องไปเลย บ้าน ผช. อ่ะมีตังอยู่แล้ว พอเสร็จเรื่องแม่เราก็พาไป รพ. ไปเช็คว่ายาที่กินไปก่อนหน้านี้จะมีผลกระทบอะไรมั้ย กับอัลตร้าซาวด์ พอตรวจเสร็จก็ออกมาคุยกับแม่กับพี่สาว ผช. เราเองก็จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันบ้างเพราะตอนนั้นด้วยร่างกายที่อ่อนแอมากๆ กับความเครียดเลยทำให้ไม่อยากเอาเรื่องอื่นมาคิดอีก พอคุยเสร็จก็แยกย้าย แม่เราถามทำไมพ่อ ผช. ไม่มาด้วยเราก็บอกไปว่าพ่อเขาโหดมากเลยไม่กล้าบอกกัน แม่เราก็บอกไม่ได้ต้องบอก เราก็เห็นด้วยเพราะไม่ช้าไม่เร็วก็ต้องรู้อยู่ดีเลยเอาเบอร์พ่อเขาให้ไป พอแม่โทรไปเสร็จก็เตรียมเดินทางไปที่บ้านของ ผช. สักพัก แฟนก็โทรมาเหมือนกำลังตกใจ+กลัว ว่าพ่อเขารู้ได้ไงแล้วก็บ่นๆ พอวางสายก็ถึงบ้านที่นัดเอาไว้พอดี(บ้านของฝ่ายชาย แต่ได้ย้ายไปเพราะน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งปัจจุบันก็ยังซ่อมแซมไม่เท่าไหร่+หยุดซ่อมไปเพราะพ่อ ผช. บอกไม่มีตัง?!?) หน้าบ้านมีรถของครอบครัวฝ่ายชายจอดอยู่ ซึ่งเป็นรถคันเก่า?!?(ทั้งๆที่ตัวเองก็มีรถพริอุสอีกคัน) ฝ่ายเราและเขาก็ได้นั่งคุยแก้ไขปัญหากันโดยปราศจากเจ้าตัว ได้เรื่องว่าเขาก็จะช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้เพราะเขาเองก็มีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ ไหนจะซ่อมบ้าน,อยู่กิน บลาๆ แล้วลูกสาวคนโตของ ผช. ก็ได้ช่วยค่าใช้จ่ายให้เรา 5000 บาทก่อนออกมา
ระหว่างเดินทางแม่เราก็ได้โทรไปบอกพี่สาวคนละพ่อเรื่องเรา(ตอนหลังพี่สาวได้พูดให้กำลังใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะคอยให้กำลังใจเราเสมอ) จากนั้นตลอดทางบนรถก็เงียบสงบ ไม่ได้สื่อสารอะไรกันเท่าไหร่ เว้นแต่ตอนพักทานข้าวระหว่างทาง ตอนสั่งอาหารแม่ก็สั่งของอร่อยๆให้เรากิน
พอเดินทางมาถึงบ้าน เราก็นอนกับแม่ส่วนพ่อย้ายไปนอนกับพี่ชาย เป็นคืนที่เราหลับได้สบายที่สุด เพราะเหมือนยกภูเขาออกไปครึ่งลูก(อีกครึ่งลูกคืออนาคตข้างหน้า) พอวันต่อๆมาก็พากันไปฝากครรภ์สมัครเรียน กศน. ซึ่งหลังจากที่ออกจากที่นู่นแล้วเหมือนเราเปลี่ยนเป็นคนละคน เราเริ่มเบื่อหน่ายที่จะคุยกับแฟน คุยแบบเขาถามประโยคเราตอบพยางค์ คือเหมือนเรามองเห็นอะไรมากขึ้น เหมือนเราเห็นสันดารแย่ๆของเขามากขึ้น(ขอบ่นนะคะ) ซึ่งความแย่ของเขามีอะไรบ้างน่ะหรอคะ ฮึ (คุณผู้ชายทั้งหลายควรจำ !!) โกหกหลอกลวงว่าตัวเองเป็นมาเฟีย(แล้วเราก็ดันโง่เชื่ออยู่นาน) - ซึ่งตลอดเวลาที่คบมาเราไม่เคยเห็นหลักฐานการเป็นมาเฟียของเขาเลยสักครั้ง ติ๊งต๊องง๊องแง๊งสุดๆ คือเหมือนทำตัวเป็นเด็กๆที่มีแฟนครั้งแรกพัพพี้เลิฟไรงี้ ซึ่งมันสวนทางกับเรามาก คือเราชอบให้เป็นความรักแบบผู้ใหญ่ มีเหตุมีผล มีเวลาให้ต่างฝ่ายได้มีความเป็นส่วนตัวบ้าง หรือเอาง่ายๆคือมีช่องว่างให้ได้หายใจบ้าง จะมาตัวติดกันเป็นปีกแมลงวัน ขาดข้างหนึ่งไปคือตูตายยยย มันไม่ใช่อ่ะจอร์จ พอเราเบื่อๆไม่อยากคุยด้วยสักวันก็เอาและ โมโหต่อยนู่นต่อยนี่ต่อยประตูต่อยกระดาน (I ฟาย เผือกกกก) แบบว่าจะโชว์ออฟไง แล้วพอจะขอคุยแบบส่วนตัวทีไรก็ต้องให้เพื่อนมาตามเราไปคุยที่ห้องน้ำผู้ชาย (เอ้าาา จะลากเราไปยืนฉี่เป็นเพื่อนไง๊) อ้อๆๆ อันนี้พีคเลย คือทะเลาะกันแล้วเราแบบโกรธอ่ะเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ำให้เป็นเรื่องใหญ่ เราปิดมือถือหนี ก็ให้เพื่อนเข้ามาคุย บอกให้เราเปิดเครื่อง แล้วเพื่อนก็โทรมาบอกให้เราโทรไปหามัน เพราะมัน จะยิงปืนฆ่าตัวตาย ทีนี้คือเราไม่อยากเป็นเหมือนตัวการให้คนฆ่าตัวตายไง ทั้งๆที่ชีวิตมันยังมีคนอีกมากมายที่รักมันแต่มาฆ่าตัวตายเพราะผญ.คนเดียวก็เว่อร์ไปมั้ย ชีวิตคุณมันควรมีจุดยืนมากกว่านี้นะก็เลยยอมคืนดี
แต่มาวันนี้คือเราหมดแล้วทุกอย่างทั้งความอดทน ความรัก ความรู้สึกดีๆ เราเลยเลือกที่จะเฉยชากับเขาน่าจะดีที่สุด เพราะเราเองก็เกรงใจพ่อแม่ฝ่ายชายว่าจะทำมากเกินไปรึเปล่า หรือใจร้ายมากเกินไป
เรื่องมันก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยขาดความช่วยเหลือจากทางฝ่ายชาย... พอเราโทรไปขอความช่วยเหลือคือบางทีก็บอกปัดแบบช่วงนี้ไม่มีตัง หรือ เดี๋ยวจะโอนมาให้ ก็มีโอนมาสองสามครั้ง นอกนั้นเราตายเอาดาบหน้ากันเอง(บ้านเรานี่มีกินแบบวันต่อวัน) พอใกล้วันคลอด ผช. กับแม่เขาก็มาหา(ตังค์ช่วยไม่มีแต่ตังค์เดินทางมาหามี??) ก็มาคุยสารทุกข์สุขดิบสักพักก็กลับไป เราก็นึกว่าเดี๋ยวจะกลับบ้านเขาเลย แต่ไม่ใช่เลย วันต่อมาเรามีนัดตรวจครรภ์ที่ รพ. เขาก็ตามมาหาถึงที่แต่เราทำเป็นไม่เห็นแล้วพอตรวจเสร็จรีบชิ่งกลับบ้านเลย เขาก็โทรมาแต่ไม่ได้รับ เพราะเราไม่อยากจมปลักอยู่กับคนแบบนี้แล้วจริงๆ จนวันที่เขากลับไปก็ก่อนวันคลอด หมอก็เรียกนัดอีกทีเพราะเลยกำหนดคลอดแล้ว+เจ็บท้องทรมานมากๆ เจ็บทั้งหลังั้งเชิงกรานเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ(รู้ซึ้งความเจ็บปวดของแม่) เราก็เลยแอดมิดรอคลอดเลยเพราะหมอเปิดปากมดลูกให้แล้ว จนถึงเวลาปากมดลูกเปิดเกือบสิบเซน+เจาะถุงน้ำคร่ำเรียบร้อย(ต้องเจาะให้เพราะน้ำยังไม่เดินสักที+ช่วยให้คลอดเร็วขึ้นด้วย) ความเจ็บปวดเพิ่มเป็นทวีคูณมันก็ทนไม่ไหวแล้วหมอเลยให้ขึ้นเตียงคลอด(ห้องคลอดรวม) เราก็พยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จหมอเลยให้เข้าผ่าทันที พอแยกไปห้องผ่า(เตียงเดี่ยว) ก็มีแต่ผู้คนรายล้อมทั้งหมอและผู้ช่วย (ซึ่งในระหว่างเคลื่อนย้ายเราไม่มีใครอยู่ข้างๆเลยทุกคนต่างพากันไปทำธุระเรื่องของเราหมด มันโดดเดี่ยวมากๆ แต่ใจเราก็ต้องสู้) แล้วหมอก็ให้เราดมยาสลบ เราก็หลับไปรู้สึกตัวอีกทีตอนถูกเคลื่อนย้ายตัวเนี่ยแหละ(บุรุษพยาบาลเข็นเตียงแรงไปมั้ย สะเทือนแผลสุดๆ) พอเข้าพักฟื้น ตกเย็นแม่เลิกงานก็มาหา มานอนเป็นเพื่อน คอยช่วยดูแลทุกกกกอย่าง แม่เราก็เล่าให้ฟังว่า ทางฝ่ายนู้นเขาโทรมา(พี่สาว ผช.) เขาบอกเราว่าจะช่วยค่ารักษาทุกอย่าง แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้เด็กเขาไป เรานี่ฟิวส์ขาดเลย ใจคอเขาเห็นเราเป็นคนหน้าเลือดหรอ ตอนเราท้องค่าช่วยเหลือแทบไม่มี พอตอนนี้เรียกร้องชีวิตคน เขาใช้อะไรคิด เราก็บอกไปเลยว่าไม่ แม่เราก็บอกไปว่าไม่ แล้วบอกอีกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก
พอเราได้เลี้ยงลูกมาเรื่อยๆเรากับแม่ก็รู้สึกว่าโชคดีที่เลือกให้เขาอยู่กับเราเพราะความผูกพันมั้ง เพราะมีเขาเลยทำให้ทุกคนในครอบครัวได้คุยกัน(แบบดีๆ)มากขึ้น ซึ่งก็ปราศจากความช่วยเหลือทางฝ่ายนู้นไปเลย พอจนมาวันนึงเราต้องใช้จ่ายกันเยอะแบบไม่พอจริงๆเลยโทรไปหาทางนู้น ก็อาการเดิม แล้วเราก็รู้เรื่องว่าเจ้าตัว(ลูก)ไม่ได้เรียนแล้วลาออก เห็นบอกจะไปเรียนที่ไหนไม่รู้ แต่ก็ไม่ได้เรียนบอกว่าไม่มีตังเรียน เราเลยสวนแล้วทำไมไม่เรียน กศน. บอกไม่มีตัง เราตอกกลับ กศน. ต้องจ่ายค่าเรียน?? มันก็อ้างนู่นอ้างนี่ไม่มีเวลา เราก็เลยเฉยๆ ไม่สนใจ
จนวันนึงมันบอกจะส่งมาให้แต่ก็ไม่ส่งมา แล้วพี่ที่เรารู้จักสมัยเรียน ม.1(ซึ่ง ผช. ก็รู้จักได้ไม่นาน) มาบอกเราว่าเจ้าตัวมาขอยืมเงินเพื่อส่งมาให้เรา แล้วบอกกับพี่คนนั้นว่าอย่าบอกเรา เฮ้ยยย คือแกเพิ่งรู้จักเขาไม่นานแต่ไปยืมตังเขาอย่างกับสนิทมานานปี แล้วไม่ให้บอกเราเพื่อให้ตัวเองได้หน้าอ่ะหรอ ทุเรศไปป่ะ เราก็เลยยิ่งเกลียดมันมากกว่าเดิม(เดิมก็เกลียดเข้าเซลล์เม็ดเลือดดำ) เราเลยปรึกษาน้า ว่าจะเอายังไงดี เขาเป็นถึงตำรวจยศใหญ่ เราเป็นคนธรรมดาคงทำอะไรไม่ได้ ปรากฏว่ามีเรื่องเซอร์ไพรซ์ คือน้าเรารู้จักผู้ว่าการตำรวจเลยไปขอให้เขาช่วยจัดการให้ พอพ่อเจ้าตัวโดนเรียกไปคุยถึงกับวิ่งเต้นเป็นกระต่ายตื่นตูม คือถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นตำรวจยศใหญ่แล้วใช้อำนาจเป็นเครื่องกดขี่คนอื่นให้เขาไม่กล้าหือ คือคุณใช้มันในทางที่ผิดมากๆนะ
หลังจากวันนั้นเขาก็มีโอนมาครั้งนึง เราก็เฉยๆ ไม่อยากหวังอะไรมาก
เราก็อดทนต่อสู้กับชีวิตมาเรื่อยๆ จนเราเรียนจบ กศน. เราเตรียมตัวทุกอย่างเพื่อสอบเข้ามหาลัยในฝัน ถึงชีวิตเราจะไม่ได้เพอร์เฟค แต่อนาคตข้างหน้าเราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด บางคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่รอให้ลูกโตค่อยเรียนต่อ แต่สิ่งี่เราคิดใตอนนี้คือเราอยากเรียนให้จบเร็วๆ เพื่อออกมาทำงานหาเงินเลี้ยงพ่อแม่กับลูกเรา เราตั้งใจว่าจะคว้าเกียรตินิยมให้ได้เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวเราบ้าง ถึงแม้เราจะทำเรื่องแย่ๆมามาก แต่ก็อยากมีอะไรดีๆบ้าง ตอนนี้เราก็สอบเข้าเรียบร้อยเหลือแต่รอผลว่าจะติดหรือไม่ติด
ยอมรับเลยว่าชึวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเด็กเรียน ช่วยเหลือกิจกรรมคุณครูจนเป็นเหมือนเลขา พอมีแฟน(ไม่ดี)ทีก็แยไปหมด ทั้งหนีกิจกรรม ไม่ตั้งใจเรียน นอกลู่นอกทางจนเลยเถิด จนย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อเราล้มมาแล้วก็ควรที่จะลุกขึ้นสู้ ถึงอนาตจะไม่เป็นอย่างที่วาดฝัน จะเปลี่ยนไปเกือบทุกอย่าง แต่ถ้าเรายังทำสิ่งดีๆได้ก็ควรจะทำ อะไรที่พลาดก็เก็บไว้เป็นบทเรียน หรือแบ่งปันให้คนอื่นๆได้เป็นเหมือนสิ่งเตือนใจ
ยังมีอีกหลายอย่างมากที่เราอยากแบ่งปันแต่เล่าออกมาได้ไม่หมดจริงๆ ชีวิตนเรามีเรื่องแย่กันทั้งนั้น ขอให้เข้มแข็งเข้าไว้ แล้วก็สำหรับซิงเกิ้ลมัม ขอให้คุณจำเอาไว้ว่าถ้าคุณคิดจะทำแท้ง ขอให้คุณเลิกคิดซะ เพราะถ้าคุณทำคุณอาจะเสียใจในภายหลัง เพราะเด็กคนนึงอาจทำให้คุณได้รักเขาอย่างหมดหัวใจ จนตายแทนได้ก็ยอม ... สู้ๆนะคะ