Film Review : Seventh son บุตรคนที่ 7 สงครามมหาเวทย์ (ไม่สปอยด์)

กระทู้สนทนา


Film review

Seventh son (2015)

เข้าฉายในบ้านเราเป็นประเทศที่สามต่อจาก ฝร่งเศสและฮังการี สำหรับ seventh son หรือในชื่อไทย ว่า บุตรคนที่เจ็ด สงครามมหาเวทย์ ที่เลื่อนฉายมาตั้งแต่ปี 2012 จากปัญหาในเรื่องของ Post production และการที่ค่าย Legendary picture ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการสร้างหนังซุปเปอร์ฮีโร่ได้ย้ายชายคาไปอยู่ใต้ร่มเงาของ ยูนิเวอร์แซล จึงหอบเอาโปรเจกค์นี้ไปด้วยซะเลย หนังเรื่องนี้จึงส่งกลิ่นไม่ดีโชยมาตั้งแต่ยังไม่ทันจะเข้าฉายเสียอีก สำหรับแฟนหนังสือ The spook's apprentice หรือชื่อไทยว่า เดชหมอผี ที่คาดหวังว่าตัวละครที่คุณชื่นชอบหรือเนื้อเรื่องราวที่แสนจะสนุกสนานและน่าติดตามจะได้รับการถ่ายทอดผ่านทางภาษาหนังเป็นครั้งแรก จากการคัดกรองเขียนบทได้อย่างมีชั้นเชิง น่าตื่นเต้นและรักษาคุณงามความดีของหนังสือต้นฉบับไว้จากมือเขียนบทชั้นดี คุณอาจจะต้องผิดหวังอย่างแรงเอามากๆเพราะ หนังเรื่องนี้เหมือนการจับเอาหนังสือชุดดังกล่าวเอายำรวมกันแล้วใส่เครื่องปั่นผลไม้จนไม่เหลือเค้าเดิมของต้นฉบับ (ข้อมูลจากแฟนหนังสือใน pantip) กล่าวคือแค่ใช้ชื่อตัวละครในหนังสือมาอิงเท่านั้นส่วนที่เหลือนั้นต่างจากนิยายโดยสิ้นเชิง ซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่า มาร์เธอ มัลคิน ราชินีแม่มดซึ่งเป็นทั้ง คู่รัก(จริงๆน่ะ ไม่ได้เล่นคำ) คู่แค้น คู่อริกับหมอผีเกรเกอรี่มาแต่ชาติไหนก็มิทราบ ได้กลับมาช่วงชิงอำนาจจากเหล่ามวลมนุษย์ที่มักตามล่าแม่มดและทำลายซะหมดสิ้น ซึ่งหลังจากที่เกรเกอรี่ได้จับนางขังไว้ในใต้ดิน บัดนี้นางได้กลับมาแล้ว พร้อมความเกรี้ยวกราดสุดขีด เกรเกอรี่(ในสภาพที่ไม่สร่างเมาเสียที) จึงต้องควานหาผู้ช่วยฝีมือดีคนใหม่ ซึ่งเป็นบุตรคนที่เจ็ดจาดบุตรคนที่เจ็ดเพื่อตามล่าแม่มดร้ายและสมุนก่อนจะถึงคืนพระจันทร์สีเลือด เรื่องก็มีอยู่แค่นี้ส่วนที่เหลือก็เป็นการไล่ล่า วิ่งหนีปีศาจหลากหลายรูปแบบซึ่งก็เคยเห็นกันมานับครั้งไม่ถ้วนจากหนังหลายเรื่อง ความน่าตื่นตาตื่นใจจึงไม่ค่อยมากเท่าไหร่นัก เอฟเฟคต์ของหนังทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่งซึ่งถือเป็นจุดขายและสิ่งที่ดีที่สุดของหนังแล้วแต่ทว่ากลับเหมือนกับเทคนิกพิเศษเก่าเก็บที่ทำมาแล้ว 5 ปียังงั้นแหล่ะ และเมื่อเอฟเฟคต์งั้นๆมาเจอกับเนื้อเรื่องที่กลวงโบ๋ ลวกๆ ไม่ชวนติดตามเอาเสียเลย สิ่งที่ตามมาคือความน่าเบื่อ แต่อย่าเพิ่งมองในแง่ร้ายไป หนังเรื่องนี้ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย แต่ก็ไม่ใช่หนังดีเช่นกัน ความสนุกอยู่ในระดับหนึ่ง (เท่านั้น) หากเอาผลงานของ Legendary มารวมกัน Seventh son แน่นอนไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ Godzilla , Pacific rim ,Watchmen ,300 (โปรดอย่านึกถึง The dark knight หรือ Inception น่ะขอร้อง) แต่ทว่าถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับ Dracula untold, Clash of the Titans, Sucker punch หรือ Jonah hex ซะมากกว่า จะว่าไป Seventh son อาจไม่ได้ห่วยแตกแหลกละเอียดแบบ Jonah hex หรือ เลอะเทอะบ้าคลั่งแบบ Sucker punch จนต้องตะโกนว่าออกมาว่านี่มันหนังยิ้มอะไร? ตัวละครมันกำลังทำบ้าอะไรกัน? เพราะอย่างน้อยที่สุดถ้าเวลามันไร้ค่าจริงๆ ประมาณว่าปีใหม่กูไม่มีอะไรทำเลย หนังเรื่องนี่ก็สามารถช่วยให้คุณหลุดพ้นจากห่วงนาทีที่แสนจะหดหู่นี้ไปได้ หากใครยังชั่งใจจะไปดูไมดูดีหรือสงสัยว่าหนังสนุกมั้ย ก็คืออย่างที่กล่าวไปแล้วว่าหากคุณเอนจอยกับ Clash of the Titans (และ บราๆๆๆ) คุณก็จะเอนจอยกับหนังเรื่องนี้ ดูจบแล้วก็จบกันไม่ต้องเก็บอะไรมาคิดเพราะไม่มีอะไรจริงๆนอกจากคำว่าห่วยแตก สิ่งหนึ่งของหนังที่ชอบเป็นส่วนตัว คือ ราชินีปีศาจ จูเลี่ยน มัวร์ เรื่องนี้เธอมาแบบ เชิดๆ เริ่ดๆ สวยสะพรั่งแม้ในวัย 50 ถูกปลุกให้ตื่นนั้นแสนง่ายแต่ทว่าถูกกำจัดง่ายซะยิ่งกว่า อารมณ์เดียวกับ ชาลิซ เธียรอน ใน Snow white and the huntsman เลย คอสคูมก็คล้ายๆกัน สำหรับค่าย ยูนิเวอร์แซลหลังจากขาดทุนย่อยยับไปปีก่อนกับ R.I.P.D และ 47 Ronin (ซึ่งกลายเป็นคำหยาบไปแล้ว) ดูเหมือนแผลจะยังไม่หายชํ้าบรรดาผู้บริหารอาจจะต้องซัดพาราเซตามอนเพิ่มอีกซักสองแผงกับ Seventh son ที่คาดว่าซะตากรรมคงไม่ต่างกันเมื่อมันเข้าฉาย ทางค่ายก็น่าจะตระหนักดีอยู่แล้ว อารมณ์ประมานว่า"ฉายๆไปเถอะ ยังไงเลเจนมันก้อทำมาแล้ว เลื่อนไปอีกหนังก็ไม่ได้ดีขึ้น จะถ่ายซ่อมงบก็บานปลาย" ซึ่งหวยจะออกมาเป็นยังไง 6 กุมภาพันธ์นี้รู้กัน ถึงจะว่ามาซะเยอะส่วนตัวเราก็โอเคกับหนังน่ะ ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่มากมาย บางช่วงก็ไอเคดี (ยํ้าคว่า"บางช่วง") องค์ประกอบบางอย่างก็ทำออกมาได้ดี บางอย่างก็ดีโดยเฉพาะพระเอก^^
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่