ถ้าสมาชิกได้อ่านบทความที่ผมเขียนมาตลอดนั้น ผมแทบจะไม่เคยแตะต้องคุณประสารเลยก็ว่าได้ สาเหตุเป็นเพราะผมเคยเป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านเป็นคนสอนเรื่องพัฒนาบุคลิกภาพให้กับผม อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในไอดอลของผมในเรื่องที่ท่านเป็นหนึ่งในคนเดือนตุลาที่ยืนหยัดต่อสู้ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมต้องการประชาธิปไตยอย่างแรงกล้าในวันนี้
ผมยังจดจำคำสอนของท่านในครั้งนั้น ที่ท่านใช้เทคนิคในการปฏิบัติต่อผู้อื่นของคุณเดล คาร์เนกี ด้วยค่านิยม เอ๊ย ด้วยเทคนิค 3 ประการ
คุณประสารได้สอนผมในข้อที่ 1 เรื่องการตำหนิติเตียนว่า มนุษย์ร้อยทั้งร้อย เขาจะไม่ตำหนิตัวเอง แม้ว่าความผิดนั้นจะร้ายแรงแค่ไหน แต่จะตำหนิติเตียนผู้อื่นแม้ความผิดนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม คุณประสารบอกผมว่า มันไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์อะไรเลยนอกจากทำลายความรู้สึก และก่อให้เกิดโทสะของผู้ถูกตำหนิ ดังนั้นคุณประสารจึงย้ำนักย้ำหนา ก่อนจะ ตำหนิติเตียนผู้อื่น ต้องแก้ไขตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน
คุณประสารยังได้สอนผมในข้อที่ 2 เลิกคิดถึงความคิดและความต้องการโน่นนี่ของตัวเอง แล้วมองหาแต่ความดีต่างๆของคนอื่นบ้าง แต่อย่าใช้ความสอพลอ เอ๊ย เยินยอเป็นอันขาด ถ้าจะยกย่องสรรเสริญ ต้องด้วยความจริงใจสุจริต แล้วคำพูดนั้น จะฝังอยู่ในความทรงจำ จนทำให้เขาระลึกถึงมันตลอดไป แม้ว่าเราอาจจะลืมไปแล้วก็ได้
คุณประสารยังสอนผมต่อในบทที่ 3 เคล็ดลับที่จะส่งเสริมให้ไปสู่ความสำเร็จ คือ ความสามารถเข้าใจในแง่คิดเห็นของอีกฝ่าย และสามารถมองสิ่งต่างในมุมของเขาได้ดีเท่าๆกับมุมของท่านเอง
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่านิยมข้อ 3 ที่ให้กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ หรือ จะเป็นข้อ 8 ที่ให้ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ มันจึงเป็นเรื่องลำบากใจจริงๆครับที่จะให้ผมกลับมาสั่งสอนคนที่เคยเป็นอาจารย์ อย่างนี้หวังว่าเพื่อนสมาชิกคงเข้าใจถึงความจำเป็นของผมด้วยนะครับ
เพราะความเป็นศิษย์และอาจารย์ อาจทำให้มุมมองของผมเกิดความลำเอียงไปก็ได้นะครับ อย่างเช่นการที่ท่านอยู่ในกลุ่ม 40 สว. ที่คอยต่อต้านทุกนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ท่านอาจทำไปเพราะกระแสพาไป หรือไม่ก็จำนนต่ออำนาจนอกระบบ หรืออาจจะเป็นเพราะทางเดียวที่ท่านสามารถเข้าสู่การเมือง โดยอาศัยวิธีนี้ได้เพียงวิธีเดียวก็เป็นได้ เราจึงต้องเข้าใจถึงความจำเป็นของท่านตามที่ท่านได้สอนผมไว้ในข้อ 3 ก็ได้นะครับ
ส่วนกรณีที่ท่านยกเหตุผลของความจำเป็นที่ต้องมีนายกฯที่ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. นั้น ท่านก็มีเหตุผลของท่านนะครับ อย่างเช่น
1.ท่านมองว่า การเลือกตั้งจะทำให้พรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ต้องเลือกนายกฯของตนเป็นนายกฯ แล้วเมื่อลงทุนไปมหาศาล ย่อมไม่มีทางที่ ส.ส.จะไปหยิบเอาคนนอกมา “หยิบชิ้นปลามัน”
นี่คือความจริงที่ท่านมองออก นี่คือความจริงที่เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันทุกวันนี้ เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของประเทศชาติแต่อย่างไร แต่มันอยู่ “ชิ้นปลามัน”นี้ต่างหากครับ ดังนั้นด้วยความกตัญญูรู้คุณคนของคุณประสาร ที่ได้รับโอกาสจากการคัดสรรหลายครั้ง จึงจำเป็นต้องตอบแทนด้วย “ชิ้นปลามัน” นี้ไปให้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญในเรื่องกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้ผมจะไปสั่งสอนท่านได้อย่างไรกัน จริงไหมครับ
2. เพราะบ้านเมืองไร้ทางออก บ้านเมืองเกิดวิกฤติ รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกฯต้องมาจาก ส.ส. ในขณะที่ ครม.เป็นง่อย หมดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง เพราะความฉ้อฉลของรัฐบาลเอง ประธานวุฒิฯก็ไม่อาจเสนอชื่อนายกฯเพื่อโปรดเกล้า ทางออกจึงจบลงอย่างที่รู้ๆกันอยู่
เห็นหรือยัง คนที่เคยเป็นหนึ่งในคนเดือนตุลา คนที่ยอมตายเพื่อประชาธิปไตยคนนี้ ย่อมมีแนวคิดไม่ธรรมดาใช่ไหมครับ ทางออกทางประชาธิปไตยที่จะลดความขัดแย้ง ลดการนองเลือด จำเป็นต้องยุติลงด้วยการทำรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แล้วคัดสรรคนดีๆอย่างท่าน มาเป็นผู้ปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าต่อไป ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่า นี่เป็นความตั้งใจจริงของท่าน เพราะคนอย่างท่านคงไม่ลืมที่เคยสอนผมไว้ ก่อนตำหนิคนอื่น คงได้แก้ไขข้อบกพร่องของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ผมเชื่อของผมอย่างนั้นครับ
3. การเปิดทางให้นายกฯไม่ต้องเป็น ส.ส. เพื่อให้มี “ทางระบายของกาน้ำเดือด” ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง ไม่ใช่การหนุนเนื่อง “นายกฯลากตั้ง” แต่เป็นการเริ่มต้นจากความเป็นจริงของลักษณะจำเพาะการเมืองไทย
ได้ยินหรือยังครับ อาจารย์ผมพูดแต่ความจริงทั้งนั้น มันไม่ใช่การถอยหลังเข้าคลองเลยครับสำหรับนายกฯลากตั้ง มันแค่ถอยหลังย้อนกลับไปไม่กี่สิบปีเท่านั้นเองนี่นา อีกทั้งลักษณะจำเพาะการเมืองไทย มันตอบโจทย์ได้ทุกอย่างในตัวอยู่แล้ว เพราะการเมืองไทยนั้น
ยามหิว เรียกร้องประชาธิปไตย ยามอิ่มเรียกหาอภิสิทธิ์ชน
ยามชนะ ให้ทุกฝ่ายเคารพผลการตัดสิน ยามพ่ายแพ้ให้รีบแก้ไขกติกา
ยามแพ้ กฎหมายทำอะไรไม่ได้ แต่ยามชนะ อาศัยกฎหมายทำลายฝ่ายตรงข้าม
มันจึงเป็นการเมืองจำเพาะจริงๆครับ และผมเชื่อว่า คุณประสารมองทะลุปรุโปร่ง จึงได้เลือกข้างถูกเสมอมา ศิษย์เก่าขอซูฮกครับท่านอาจารย์
4.นายกฯที่ไม่ได้มาจาก ส.ส. แต่ก็ต้องผ่านการรับรองของ ส.ส.ทั้งสภา ทั้งหมดเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ส.ส.มอบความไว้วางใจให้ใครเป็นนายกฯ ยังไม่มีความชอบธรรมอีกหรือ? ถ้าทั้งสภาจะไม่ลงมติรับ ย่อมทำได้อยู่แล้ว ยังมีประเด็นห่วงกังวลอะไรอีก
ข้อนี้ผมคิดว่าคุณประสารคงกลั่นกรองแล้วเป็นอย่างดี เพราะถ้าฟังเพียงผิดเผิน บางท่านอาจมองว่าท่านพูดจาโดยไม่มีหลักการ อย่างเช่น นายกฯจากการลากตั้งเป็นการรับรองของ ส.ส.ทั้งสภา เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ อาจจะไม่ผิดแตกต่างจากนายกฯที่เป็น ส.ส.ก็มาจากการโหวตในสภา ความชอบธรรมมันก็ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างไร แล้วท่านจะมาเปลี่ยนหาพระแสงของ้าวอะไรกันให้วุ่นวายทำไมกันเล่า
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สภาของคุณประสารตอนนี้ แม้จะมีข้อติฉินเรื่องสภาผัวเมีย พี่น้อง พ่อตาลูกเขยอะไรปานนี้ แต่ก็เป็นสภาที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี เป็นคนดีๆของประเทศล้วนๆที่ยอมเสียสละเข้ามา เพื่อปฏิรูปประเทศ ดังนั้นเมื่อเป็นคนดีของประเทศแล้ว แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่รู้เรื่องก็ตาม แต่เชื่อได้ว่ามันเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่อย่างแน่นอน ดังนั้นการที่คนดีเลือกนายกฯกันเอง ย่อมได้นายกฯที่ดีงาม ไม่มีด่างพร้อยอย่างแน่นอน แล้วอย่างนี้ผมจะไปสั่งสอนอะไรท่านได้อีกล่ะครับ
นอกจากนี้เรื่องการถอดถอนนายกฯปูก็เช่นกัน คุณประสารก็พยายามจะบอกใบ้ให้ สนช.อย่าตกหลุมพราง เพราะถ้าไม่ถอดถอน จะกลายเป็นใบอนุญาตให้ความฉ้อฉลสามารถทำได้อย่างเปิดเผยนั้น ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นคนหน้าเหมือน หรือไม่ก็น่าจะเป็นการตัดต่อทั้งภาพและเสียงก็เป็นไปได้นะครับ เพราะคนดีๆอย่างท่าน มีหรือจะมาชี้นำสังคมขนาดนี้ได้
ผมไม่เชื่อหรอกครับ คนที่มาจากการคัดสรร มาอย่างไม่สง่างาม ยังกล้าพูดถึงความฉ้อฉล ยังกล้าพูดถึงความชอบธรรม อีกทั้งยังต้องการถอดถอนตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง จากรัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว และท่าทียังเป็นการตั้งธงล่วงหน้าที่ต้องการจะถอดถอนให้ได้ แถมยังแสดงเจตนารมณ์อย่างไม่ปิดบังซ่อนเร้นแต่อย่างไร มันส่อเจตนาต้องการชี้นำสังคม และยังต้องการล้มล้างอีกฝ่ายแทนการปรองดองอย่างเห็นได้ชัด
ผมจึงมั่นใจว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆเลยครับ อาจารย์ผมจะไม่มีวันที่มีแนวคิดแบบนี้แน่นอนครับ เพราะอาจารย์เคยสอนผมว่า
ก่อนจะตำหนิคนอื่น ต้องแก้ไขตัวเองเสียก่อน
ให้เลิกคิดถึงความต้องการของตัวเอง แล้วให้มองถึงความดีของคนอื่นบ้าง
ต้องสามารถมองสิ่งต่างของคนอื่นได้เท่าๆกับมุมของตัวเอง
แล้วท่านจะกระทำสวนกับคำสอนได้อย่างไรกันครับ ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อครับกระผม
และสุดท้ายสิ่งที่อาจารย์สอน ผมไม่เคยลืมจะถึงทุกวันนี้ก็คือ
พูดถึงความผิดพลาดของตัวเองก่อนเสมอก่อนจะตำหนิผู้อื่น
เหตุผลมีเฉพาะก่อนเหตุการณ์ หลังเหตุการณ์มีแค่คำแก้ตัว
คงต้องขอโทษเพื่อนสมาชิก 706245 ที่ต้องการให้ผมสั่งสอนคุณประสานด้วยนะครับ-----ทวดเอง
ผมยังจดจำคำสอนของท่านในครั้งนั้น ที่ท่านใช้เทคนิคในการปฏิบัติต่อผู้อื่นของคุณเดล คาร์เนกี ด้วยค่านิยม เอ๊ย ด้วยเทคนิค 3 ประการ
คุณประสารได้สอนผมในข้อที่ 1 เรื่องการตำหนิติเตียนว่า มนุษย์ร้อยทั้งร้อย เขาจะไม่ตำหนิตัวเอง แม้ว่าความผิดนั้นจะร้ายแรงแค่ไหน แต่จะตำหนิติเตียนผู้อื่นแม้ความผิดนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม คุณประสารบอกผมว่า มันไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์อะไรเลยนอกจากทำลายความรู้สึก และก่อให้เกิดโทสะของผู้ถูกตำหนิ ดังนั้นคุณประสารจึงย้ำนักย้ำหนา ก่อนจะ ตำหนิติเตียนผู้อื่น ต้องแก้ไขตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน
คุณประสารยังได้สอนผมในข้อที่ 2 เลิกคิดถึงความคิดและความต้องการโน่นนี่ของตัวเอง แล้วมองหาแต่ความดีต่างๆของคนอื่นบ้าง แต่อย่าใช้ความสอพลอ เอ๊ย เยินยอเป็นอันขาด ถ้าจะยกย่องสรรเสริญ ต้องด้วยความจริงใจสุจริต แล้วคำพูดนั้น จะฝังอยู่ในความทรงจำ จนทำให้เขาระลึกถึงมันตลอดไป แม้ว่าเราอาจจะลืมไปแล้วก็ได้
คุณประสารยังสอนผมต่อในบทที่ 3 เคล็ดลับที่จะส่งเสริมให้ไปสู่ความสำเร็จ คือ ความสามารถเข้าใจในแง่คิดเห็นของอีกฝ่าย และสามารถมองสิ่งต่างในมุมของเขาได้ดีเท่าๆกับมุมของท่านเอง
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่านิยมข้อ 3 ที่ให้กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ หรือ จะเป็นข้อ 8 ที่ให้ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ มันจึงเป็นเรื่องลำบากใจจริงๆครับที่จะให้ผมกลับมาสั่งสอนคนที่เคยเป็นอาจารย์ อย่างนี้หวังว่าเพื่อนสมาชิกคงเข้าใจถึงความจำเป็นของผมด้วยนะครับ
เพราะความเป็นศิษย์และอาจารย์ อาจทำให้มุมมองของผมเกิดความลำเอียงไปก็ได้นะครับ อย่างเช่นการที่ท่านอยู่ในกลุ่ม 40 สว. ที่คอยต่อต้านทุกนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ท่านอาจทำไปเพราะกระแสพาไป หรือไม่ก็จำนนต่ออำนาจนอกระบบ หรืออาจจะเป็นเพราะทางเดียวที่ท่านสามารถเข้าสู่การเมือง โดยอาศัยวิธีนี้ได้เพียงวิธีเดียวก็เป็นได้ เราจึงต้องเข้าใจถึงความจำเป็นของท่านตามที่ท่านได้สอนผมไว้ในข้อ 3 ก็ได้นะครับ
ส่วนกรณีที่ท่านยกเหตุผลของความจำเป็นที่ต้องมีนายกฯที่ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. นั้น ท่านก็มีเหตุผลของท่านนะครับ อย่างเช่น
1.ท่านมองว่า การเลือกตั้งจะทำให้พรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ต้องเลือกนายกฯของตนเป็นนายกฯ แล้วเมื่อลงทุนไปมหาศาล ย่อมไม่มีทางที่ ส.ส.จะไปหยิบเอาคนนอกมา “หยิบชิ้นปลามัน”
นี่คือความจริงที่ท่านมองออก นี่คือความจริงที่เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันทุกวันนี้ เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของประเทศชาติแต่อย่างไร แต่มันอยู่ “ชิ้นปลามัน”นี้ต่างหากครับ ดังนั้นด้วยความกตัญญูรู้คุณคนของคุณประสาร ที่ได้รับโอกาสจากการคัดสรรหลายครั้ง จึงจำเป็นต้องตอบแทนด้วย “ชิ้นปลามัน” นี้ไปให้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญในเรื่องกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้ผมจะไปสั่งสอนท่านได้อย่างไรกัน จริงไหมครับ
2. เพราะบ้านเมืองไร้ทางออก บ้านเมืองเกิดวิกฤติ รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกฯต้องมาจาก ส.ส. ในขณะที่ ครม.เป็นง่อย หมดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง เพราะความฉ้อฉลของรัฐบาลเอง ประธานวุฒิฯก็ไม่อาจเสนอชื่อนายกฯเพื่อโปรดเกล้า ทางออกจึงจบลงอย่างที่รู้ๆกันอยู่
เห็นหรือยัง คนที่เคยเป็นหนึ่งในคนเดือนตุลา คนที่ยอมตายเพื่อประชาธิปไตยคนนี้ ย่อมมีแนวคิดไม่ธรรมดาใช่ไหมครับ ทางออกทางประชาธิปไตยที่จะลดความขัดแย้ง ลดการนองเลือด จำเป็นต้องยุติลงด้วยการทำรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แล้วคัดสรรคนดีๆอย่างท่าน มาเป็นผู้ปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าต่อไป ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่า นี่เป็นความตั้งใจจริงของท่าน เพราะคนอย่างท่านคงไม่ลืมที่เคยสอนผมไว้ ก่อนตำหนิคนอื่น คงได้แก้ไขข้อบกพร่องของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ผมเชื่อของผมอย่างนั้นครับ
3. การเปิดทางให้นายกฯไม่ต้องเป็น ส.ส. เพื่อให้มี “ทางระบายของกาน้ำเดือด” ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง ไม่ใช่การหนุนเนื่อง “นายกฯลากตั้ง” แต่เป็นการเริ่มต้นจากความเป็นจริงของลักษณะจำเพาะการเมืองไทย
ได้ยินหรือยังครับ อาจารย์ผมพูดแต่ความจริงทั้งนั้น มันไม่ใช่การถอยหลังเข้าคลองเลยครับสำหรับนายกฯลากตั้ง มันแค่ถอยหลังย้อนกลับไปไม่กี่สิบปีเท่านั้นเองนี่นา อีกทั้งลักษณะจำเพาะการเมืองไทย มันตอบโจทย์ได้ทุกอย่างในตัวอยู่แล้ว เพราะการเมืองไทยนั้น
ยามหิว เรียกร้องประชาธิปไตย ยามอิ่มเรียกหาอภิสิทธิ์ชน
ยามชนะ ให้ทุกฝ่ายเคารพผลการตัดสิน ยามพ่ายแพ้ให้รีบแก้ไขกติกา
ยามแพ้ กฎหมายทำอะไรไม่ได้ แต่ยามชนะ อาศัยกฎหมายทำลายฝ่ายตรงข้าม
มันจึงเป็นการเมืองจำเพาะจริงๆครับ และผมเชื่อว่า คุณประสารมองทะลุปรุโปร่ง จึงได้เลือกข้างถูกเสมอมา ศิษย์เก่าขอซูฮกครับท่านอาจารย์
4.นายกฯที่ไม่ได้มาจาก ส.ส. แต่ก็ต้องผ่านการรับรองของ ส.ส.ทั้งสภา ทั้งหมดเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ส.ส.มอบความไว้วางใจให้ใครเป็นนายกฯ ยังไม่มีความชอบธรรมอีกหรือ? ถ้าทั้งสภาจะไม่ลงมติรับ ย่อมทำได้อยู่แล้ว ยังมีประเด็นห่วงกังวลอะไรอีก
ข้อนี้ผมคิดว่าคุณประสารคงกลั่นกรองแล้วเป็นอย่างดี เพราะถ้าฟังเพียงผิดเผิน บางท่านอาจมองว่าท่านพูดจาโดยไม่มีหลักการ อย่างเช่น นายกฯจากการลากตั้งเป็นการรับรองของ ส.ส.ทั้งสภา เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ อาจจะไม่ผิดแตกต่างจากนายกฯที่เป็น ส.ส.ก็มาจากการโหวตในสภา ความชอบธรรมมันก็ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างไร แล้วท่านจะมาเปลี่ยนหาพระแสงของ้าวอะไรกันให้วุ่นวายทำไมกันเล่า
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สภาของคุณประสารตอนนี้ แม้จะมีข้อติฉินเรื่องสภาผัวเมีย พี่น้อง พ่อตาลูกเขยอะไรปานนี้ แต่ก็เป็นสภาที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี เป็นคนดีๆของประเทศล้วนๆที่ยอมเสียสละเข้ามา เพื่อปฏิรูปประเทศ ดังนั้นเมื่อเป็นคนดีของประเทศแล้ว แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่รู้เรื่องก็ตาม แต่เชื่อได้ว่ามันเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่อย่างแน่นอน ดังนั้นการที่คนดีเลือกนายกฯกันเอง ย่อมได้นายกฯที่ดีงาม ไม่มีด่างพร้อยอย่างแน่นอน แล้วอย่างนี้ผมจะไปสั่งสอนอะไรท่านได้อีกล่ะครับ
นอกจากนี้เรื่องการถอดถอนนายกฯปูก็เช่นกัน คุณประสารก็พยายามจะบอกใบ้ให้ สนช.อย่าตกหลุมพราง เพราะถ้าไม่ถอดถอน จะกลายเป็นใบอนุญาตให้ความฉ้อฉลสามารถทำได้อย่างเปิดเผยนั้น ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นคนหน้าเหมือน หรือไม่ก็น่าจะเป็นการตัดต่อทั้งภาพและเสียงก็เป็นไปได้นะครับ เพราะคนดีๆอย่างท่าน มีหรือจะมาชี้นำสังคมขนาดนี้ได้
ผมไม่เชื่อหรอกครับ คนที่มาจากการคัดสรร มาอย่างไม่สง่างาม ยังกล้าพูดถึงความฉ้อฉล ยังกล้าพูดถึงความชอบธรรม อีกทั้งยังต้องการถอดถอนตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง จากรัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว และท่าทียังเป็นการตั้งธงล่วงหน้าที่ต้องการจะถอดถอนให้ได้ แถมยังแสดงเจตนารมณ์อย่างไม่ปิดบังซ่อนเร้นแต่อย่างไร มันส่อเจตนาต้องการชี้นำสังคม และยังต้องการล้มล้างอีกฝ่ายแทนการปรองดองอย่างเห็นได้ชัด
ผมจึงมั่นใจว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆเลยครับ อาจารย์ผมจะไม่มีวันที่มีแนวคิดแบบนี้แน่นอนครับ เพราะอาจารย์เคยสอนผมว่า
ก่อนจะตำหนิคนอื่น ต้องแก้ไขตัวเองเสียก่อน
ให้เลิกคิดถึงความต้องการของตัวเอง แล้วให้มองถึงความดีของคนอื่นบ้าง
ต้องสามารถมองสิ่งต่างของคนอื่นได้เท่าๆกับมุมของตัวเอง
แล้วท่านจะกระทำสวนกับคำสอนได้อย่างไรกันครับ ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อครับกระผม
และสุดท้ายสิ่งที่อาจารย์สอน ผมไม่เคยลืมจะถึงทุกวันนี้ก็คือ
พูดถึงความผิดพลาดของตัวเองก่อนเสมอก่อนจะตำหนิผู้อื่น
เหตุผลมีเฉพาะก่อนเหตุการณ์ หลังเหตุการณ์มีแค่คำแก้ตัว