ย้อนรอยหุ้นเล็ก mai ดัน "มาร์เก็ตแคป" ฟูฟ่อง
updated: 01 ม.ค. 2558 เวลา 14:58:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นักลงทุนทั้งหลายคงต้องการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2558 ด้วยความหวังและความคึกคัก แต่เมื่อลองมองย้อนทบทวนปี 2557 ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ผันผวนหลายรอบ โดยตั้งแต่ต้นปี ทำการวันแรก (2 ม.ค. 2557) ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,230.77 จุด และวิ่งขึ้น-ลงลุ่ม ๆ ดอน ๆ ยาวนานกว่าครึ่งปี กระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. ดัชนีจึงพลิกตัวไต่ขึ้นต่อเนื่องทำจุดสูงสุดของปีที่ระดับ 1,600.16 จุดเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2557
แล้วก็เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญนักลงทุนอีกครั้งในวันที่ 15 ธ.ค. 2556 เมื่อตลาดหุ้นได้รับแรงกระแทกดัชนีติดลบรุนแรง ภายในวันเดียวดัชนีลดลงถึง 138 จุด หรือลดลง 9.2% ระหว่างวันแตะระดับต่ำสุดที่ 1,375.99 จุด ก่อนจะมีแรงซื้อมาพยุงปิดตลาดได้ที่ 1,478.49 จุด และมีมูลค่าซื้อขายหนาแน่นถึง 102,662.94 ล้านบาท ทุบสถิติตั้งแต่เปิดทำการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ในภาวะตลาดผันผวน การลงทุนของหุ้นใน ปี 2557 กลับไม่ได้คึกคักในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป) แต่กลับเป็นปีทองของกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ได้รับแรงเก็งกำไรตลอด ทั้งปี จนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ต้องออกประกาศร่วมกันเพิ่มมาตรการสกัดหุ้นร้อนป้องกันความเสี่ยงในตลาดทุน
เมื่อพิจารณาข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัสพบว่า ในปี 2557 มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยแต่ละวันอยู่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท แต่สัดส่วนเงินลงทุนกว่า 65.4% กลับไปอยู่ที่หุ้นนอกกลุ่ม SET50 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) เพียง 28.9% ให้ผลตอบแทนถึง 45% (นับตั้งแต่ต้นปี-25 ธ.ค. 57) ส่วนหุ้นนอก SET100 สัดส่วนเงินลงทุน 52% มีมาร์เก็ตแคปเพียง 20.8% และให้ผลตอบแทน 43% ทั้ง ๆ ที่ภาพรวม SET มีผลตอบแทนเพียง 17.4% สะท้อนว่ากลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างมาก
ขณะ ที่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในปี 2557 มี 109 บริษัท 8 อุตสาหกรรม มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 9 พันล้านบาท จากต้นปีมีต่ำกว่า 1 พันล้านบาท ส่งผลดันมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้น 117.99% หรือคิดเป็น 3.8 แสนล้านบาท กระโดดพรวดขึ้นจากปี 2556 ซึ่งที่มีอยู่ 1.7 แสนล้านบาท
ด้าน ผลตอบแทนในตลาด mai เฉลี่ยที่ 120% มีราคาหุ้นต่อกำไรในปัจจุบัน (Current P/E) สูงถึง 66.20 เท่า ขณะที่หุ้นนอก SET 100 อยู่ที่ 22-23 เท่า ส่วน SET อยู่ที่ 17.5 เท่า
แม้ว่า ราคาหุ้นขนาดเล็กจะแพงขึ้นหากดูจาก P/E แต่ในมุมมองของ "ประพันธ์ เจริญประวัติ" ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอบอกว่า ปี 2557 ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของตลาด mai เพราะได้สร้างสถิติหลายอย่างเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เช่น มีดัชนีเพิ่มขึ้นราว 101% มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 68.74% และมีมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นกว่า 117.99%
โดยปัจจัยจากการเข้ามาระดม ทุนของหุ้นน้องใหม่ที่มีกว่า 20 บริษัท หรือคิดมูลค่ามาร์เก็ตแคป 40,834 ล้านบาท ประกอบกับกระแสความสนใจลงทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ทำให้มูลค่าการซื้อขายและมาร์เก็ตแคปของตลาด mai ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในปี 2557 ตลาด mai มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีมาร์เก็ตแคปขนาด 3 พันล้านบาทขึ้นไป เพิ่มขึ้นมากกว่า 27 บจ. จากปีก่อนหน้ามีเพียง 7 บจ. ส่วนหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคป 0-1,000 ล้านบาท ลดเหลือ 35 บจ. จาก 50 บจ.
"ยอม รับว่าในปี 2557 ตลาด mai มีการเก็งกำไรค่อนข้างสูงมากแล้ว โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจอสังหาฯที่มีค่า P/E สูงถึง 478 เท่า ขณะที่หุ้นที่มี P/E สูงเกิน 40 เท่า มีจำนวน 57 บจ. ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องระมัดระวังและศึกษาข้อมูลรายบริษัทให้ดี"
ทั้งนี้ ในปี 2558 กระแสเข้าลงทุนหุ้นไซซ์กลาง-เล็กก็จะยังคงมีต่อเนื่อง ด้วยความน่าสนใจของผลตอบแทนที่เร็วและสูง นักลงทุนที่กล้าเสี่ยงจึงต้องศึกษาพื้นฐานบริษัทให้รอบคอบ แม้คำว่า "High Risk High Return" จะเย้ายวนใจจริง ๆ
ปล. ก้าวย่างที่สำคัญในการลงทุนของผม มันลุ่มๆดอนๆและดอยๆนะ 555 ตลาดบน ตลาดล่าง ตลาดไฮโซ ตลาดไฮโล มันทำได้ทั้งนั้น ทั้งกำไร และขาดทุน อย่าไปดูแคลนในสิ่งที่เห็น แต่ ให้ความสำคัญ ต่อหลักคิดเพื่อปรับตัวมุ่งสู่กำไรดีกว่า ปีที่ผ่านมาสำหรับ ถือเป็นปีที่ดีระดับหนึ่ง และจะดีมากกว่านี้เยอะถ้า ผมนิ่งอย่างวางแผนไว้ แต่มันไม่เป็นไปตามแผน ร้อนรนตามตลาด ......เอาใหม่ปีนี้ต้องใจเย็นๆ
อรุณสวัสดิ์เช้าวันสุขครับ
updated: 01 ม.ค. 2558 เวลา 14:58:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นักลงทุนทั้งหลายคงต้องการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2558 ด้วยความหวังและความคึกคัก แต่เมื่อลองมองย้อนทบทวนปี 2557 ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ผันผวนหลายรอบ โดยตั้งแต่ต้นปี ทำการวันแรก (2 ม.ค. 2557) ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,230.77 จุด และวิ่งขึ้น-ลงลุ่ม ๆ ดอน ๆ ยาวนานกว่าครึ่งปี กระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. ดัชนีจึงพลิกตัวไต่ขึ้นต่อเนื่องทำจุดสูงสุดของปีที่ระดับ 1,600.16 จุดเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2557
แล้วก็เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญนักลงทุนอีกครั้งในวันที่ 15 ธ.ค. 2556 เมื่อตลาดหุ้นได้รับแรงกระแทกดัชนีติดลบรุนแรง ภายในวันเดียวดัชนีลดลงถึง 138 จุด หรือลดลง 9.2% ระหว่างวันแตะระดับต่ำสุดที่ 1,375.99 จุด ก่อนจะมีแรงซื้อมาพยุงปิดตลาดได้ที่ 1,478.49 จุด และมีมูลค่าซื้อขายหนาแน่นถึง 102,662.94 ล้านบาท ทุบสถิติตั้งแต่เปิดทำการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ในภาวะตลาดผันผวน การลงทุนของหุ้นใน ปี 2557 กลับไม่ได้คึกคักในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป) แต่กลับเป็นปีทองของกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ได้รับแรงเก็งกำไรตลอด ทั้งปี จนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ต้องออกประกาศร่วมกันเพิ่มมาตรการสกัดหุ้นร้อนป้องกันความเสี่ยงในตลาดทุน
เมื่อพิจารณาข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัสพบว่า ในปี 2557 มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยแต่ละวันอยู่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท แต่สัดส่วนเงินลงทุนกว่า 65.4% กลับไปอยู่ที่หุ้นนอกกลุ่ม SET50 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) เพียง 28.9% ให้ผลตอบแทนถึง 45% (นับตั้งแต่ต้นปี-25 ธ.ค. 57) ส่วนหุ้นนอก SET100 สัดส่วนเงินลงทุน 52% มีมาร์เก็ตแคปเพียง 20.8% และให้ผลตอบแทน 43% ทั้ง ๆ ที่ภาพรวม SET มีผลตอบแทนเพียง 17.4% สะท้อนว่ากลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างมาก
ขณะ ที่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในปี 2557 มี 109 บริษัท 8 อุตสาหกรรม มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 9 พันล้านบาท จากต้นปีมีต่ำกว่า 1 พันล้านบาท ส่งผลดันมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้น 117.99% หรือคิดเป็น 3.8 แสนล้านบาท กระโดดพรวดขึ้นจากปี 2556 ซึ่งที่มีอยู่ 1.7 แสนล้านบาท
ด้าน ผลตอบแทนในตลาด mai เฉลี่ยที่ 120% มีราคาหุ้นต่อกำไรในปัจจุบัน (Current P/E) สูงถึง 66.20 เท่า ขณะที่หุ้นนอก SET 100 อยู่ที่ 22-23 เท่า ส่วน SET อยู่ที่ 17.5 เท่า
แม้ว่า ราคาหุ้นขนาดเล็กจะแพงขึ้นหากดูจาก P/E แต่ในมุมมองของ "ประพันธ์ เจริญประวัติ" ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอบอกว่า ปี 2557 ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของตลาด mai เพราะได้สร้างสถิติหลายอย่างเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เช่น มีดัชนีเพิ่มขึ้นราว 101% มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 68.74% และมีมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นกว่า 117.99%
โดยปัจจัยจากการเข้ามาระดม ทุนของหุ้นน้องใหม่ที่มีกว่า 20 บริษัท หรือคิดมูลค่ามาร์เก็ตแคป 40,834 ล้านบาท ประกอบกับกระแสความสนใจลงทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ทำให้มูลค่าการซื้อขายและมาร์เก็ตแคปของตลาด mai ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในปี 2557 ตลาด mai มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีมาร์เก็ตแคปขนาด 3 พันล้านบาทขึ้นไป เพิ่มขึ้นมากกว่า 27 บจ. จากปีก่อนหน้ามีเพียง 7 บจ. ส่วนหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคป 0-1,000 ล้านบาท ลดเหลือ 35 บจ. จาก 50 บจ.
"ยอม รับว่าในปี 2557 ตลาด mai มีการเก็งกำไรค่อนข้างสูงมากแล้ว โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจอสังหาฯที่มีค่า P/E สูงถึง 478 เท่า ขณะที่หุ้นที่มี P/E สูงเกิน 40 เท่า มีจำนวน 57 บจ. ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องระมัดระวังและศึกษาข้อมูลรายบริษัทให้ดี"
ทั้งนี้ ในปี 2558 กระแสเข้าลงทุนหุ้นไซซ์กลาง-เล็กก็จะยังคงมีต่อเนื่อง ด้วยความน่าสนใจของผลตอบแทนที่เร็วและสูง นักลงทุนที่กล้าเสี่ยงจึงต้องศึกษาพื้นฐานบริษัทให้รอบคอบ แม้คำว่า "High Risk High Return" จะเย้ายวนใจจริง ๆ
ปล. ก้าวย่างที่สำคัญในการลงทุนของผม มันลุ่มๆดอนๆและดอยๆนะ 555 ตลาดบน ตลาดล่าง ตลาดไฮโซ ตลาดไฮโล มันทำได้ทั้งนั้น ทั้งกำไร และขาดทุน อย่าไปดูแคลนในสิ่งที่เห็น แต่ ให้ความสำคัญ ต่อหลักคิดเพื่อปรับตัวมุ่งสู่กำไรดีกว่า ปีที่ผ่านมาสำหรับ ถือเป็นปีที่ดีระดับหนึ่ง และจะดีมากกว่านี้เยอะถ้า ผมนิ่งอย่างวางแผนไว้ แต่มันไม่เป็นไปตามแผน ร้อนรนตามตลาด ......เอาใหม่ปีนี้ต้องใจเย็นๆ