เอามาให้อ่านเพื่อตามความคืบหน้ากันต่อครับ จากคุณสุภิญญา กลางณรงค์ กรณีใบอนุญาตช่องรัฐสภา
สรุปผลการประชุมบอร์ด กสท. วันนี้เรื่องสำคัญคือการยื่นขอใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการทีวีสาธารณะในระบบดิจิตอลของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งบอร์ด กสท. เห็นด้วยในหลักการว่าผู้ยื่นขอมีสิทธิ์ในการขอรับใบอนุญาตตามกฎหมาย แต่เนื่องจากบอร์ด กสท. ต้องมีกระบวนการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจให้ใบอนุญาต ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการกลั่นกรองคุณสมบัติโดยรอบคอบ
ซึ่งดิฉันเองเคยยืนหลักการมาตลอดว่าก่อนจะให้ใบอนุญาตทีวีบริการสาธารณะ ควรต้องมีการออกกติกาเพิ่มเติมในการประเมินคุณสมบัติที่เราเรียกว่า Beauty contest เพราะทีวีบริการสาธารณะไม่ต้องใช้การแข่งขันแบบการประมูลเหมือนช่องธุรกิจ
ในกรณีนี้ซึ่งเป็นการยื่นขอประเภทที่ 3 ตามกฎหมาย ซึ่งไม่มีคู่แข่งอื่นมายืนสมัคร แต่ทาง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต้องแข่งขันกับตัวเอง
วันนี้ สำนักงานวิเคราะห์ข้อกฎหมาย กติกา ต่างๆ แล้วเสนอบอร์ด กสท. ให้ออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่บนพื้นฐานของเอกสาร แต่บอร์ด กสท. ยังไม่มีโอกาสได้ซักถาม พูดคุย ข้อสงสัยอื่นๆด้วยตนเอง
ดังนั้นวันนี้บอร์ด กสท. จึงมีมติให้ สำนักงาน เชิญคณะผู้แทนของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ที่ยืนขอใบอนุญาตทีวีสาธารณะช่องรัฐสภา มานำเสนอภาพรวมทั้งหมดในการจะขอประกอบกิจการทีวีบริการสาธารณะในระบบฟรีทีวีดิจิตอล อาทิเรื่องผังรายการ (ทั้งในยุค สนช. ที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือในยุคอนาคต) ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ให้มีความเป็นอิสระ เป็นกลางทางการเมือง ยึดโยงกับประโยชน์สาธารณะ ทั้งในแง่ของกองบรรณาธิการ การบริหาร และ อื่นๆ
รวมทั้งประเด็นเรื่องการจัดการทางเทคนิคเรื่องแผนการเช่าโครงข่าย การผลิต และแผนทางธุรกิจใน 4 ปีตามเวลาของใบอนุญาต และประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม
เนื่องจากทีวีช่องสาธารณะ ไม่ต้องใช้การประมูลที่มีเงื่อนไขมากมายในการแข่งขันเหมือนช่องธุรกิจ แต่ก็ควรต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น มีพันธะสัญญา กับ กสทช. และสังคม โดยเฉพาะช่องรัฐสภา จะมีความเกี่ยวพันกับ
*การเมือง* สูงด้วย ดังนั้นการสร้างกรอบ กติกา ที่ชัดเจนก่อนตั้งแต่เริ่มต้น จะเป็นการดีต่อการกำกับดูแลในภายหลัง
จริงๆ ดิฉันเสนอให้ทาง สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ควรต้องนำเสนอแผนการทำทีวีดิจิตอลต่อสื่อและสาธารณะด้วย รวมทั้งเสนอให้ต้องมีเงื่อนไขการตั้งคณะกรรมการร่วมกัน 3 ฝ่ายคือ กสทช. ตัวแทนผู้รับใบอนุญาต และ ภาคประชาสังคม เพื่อประเมินผลการประกอบกิจการของช่องทีวีบริการสาธารณะ ให้มีความรับผิดรับชอบต่อสังคมต่อไป
แต่บอร์ด กสท. ยังไม่ได้ลงมติในเรื่องนี้ เห็นชอบแต่เพียงให้เชิญตัวแทนผู้ขอใบอนุญาตช่องรัฐสภา มานำเสนอ ตอบคำถาม กับ กสท. ทั้ง 5 คน และ เราจะได้ลงคะแนนเพื่อลงมติว่าผ่านเกณฑ์คุณสมบัติหรือไม่ อย่างไร ก็จะทำให้เป็นการใช้ดุลยพินิจของบอร์ด กสท. รอบคอบ และ มีที่มาที่ไปมากขึ้น มากกว่าเห็นชอบตามความเห็นของสำนักงานในกรณีสำคัญเช่นนี้
ซึ่งก็ควรใช้วิธีการแบบนี้กับผู้ขอรับใบอนุญาตทีวีสาธารณะช่องอื่นๆ และ ทีวีบริการชุมชนในอนาคตเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามเป็นการดี ที่เริ่มมีความคืบหน้าในเรื่องทีวีบริการสาธารณะ เริ่มช่องนี้จะได้เปิดช่องถัดไปที่รออยู่ เพราะ
*ทีวีบริการสาธารณะ* จะได้เป็นทางเลือกให้กับคนดูเพิ่มมากขึ้น นอกจากช่องบริการธุรกิจที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว รวมทั้งหมดเวลานี้ 27 ช่อง
รวมทั้งเป็นการกรุยทางไปสู่ โรดแมป การให้ใบอนุญาตทีวีบริการชุมชนในอนาคต อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้โครงข่ายทีวีดิจิตอลของกรมประชาสัมพันธ์คืบหน้าไปด้วย (เพราะช้ามากแล้ว ) จากนี้จะได้มีแรงกดดันจากช่องทีวีสาธารณะที่พร้อมจะขอใบอนุญาตในการประกอบกิจการ รวมไปถึงการให้ใบอนุญาตโครงข่ายทีวีชุมชนในอนาคตด้วยเช่นกัน
สรุปสั้นๆ ความคืบหน้าทีวีดิจิตอลช่องบริการสาธารณะ รัฐสภา ถือว่าตอนนี้ผ่านการสอบข้อเขียนเบื้องต้น แต่ต้องรอสอบสัมภาษณ์อีก เพราะไม่ต้องผ่านการประมูล
สรุปสั้นๆทีวีช่องรัฐสภาผ่านการสอบข้อเขียนเบื้องต้น แต่ต้องรอสอบสัมภาษณ์อีก เพราะไม่ต้องผ่านการประมูล
สรุปผลการประชุมบอร์ด กสท. วันนี้เรื่องสำคัญคือการยื่นขอใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการทีวีสาธารณะในระบบดิจิตอลของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งบอร์ด กสท. เห็นด้วยในหลักการว่าผู้ยื่นขอมีสิทธิ์ในการขอรับใบอนุญาตตามกฎหมาย แต่เนื่องจากบอร์ด กสท. ต้องมีกระบวนการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจให้ใบอนุญาต ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการกลั่นกรองคุณสมบัติโดยรอบคอบ
ซึ่งดิฉันเองเคยยืนหลักการมาตลอดว่าก่อนจะให้ใบอนุญาตทีวีบริการสาธารณะ ควรต้องมีการออกกติกาเพิ่มเติมในการประเมินคุณสมบัติที่เราเรียกว่า Beauty contest เพราะทีวีบริการสาธารณะไม่ต้องใช้การแข่งขันแบบการประมูลเหมือนช่องธุรกิจ
ในกรณีนี้ซึ่งเป็นการยื่นขอประเภทที่ 3 ตามกฎหมาย ซึ่งไม่มีคู่แข่งอื่นมายืนสมัคร แต่ทาง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต้องแข่งขันกับตัวเอง
วันนี้ สำนักงานวิเคราะห์ข้อกฎหมาย กติกา ต่างๆ แล้วเสนอบอร์ด กสท. ให้ออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่บนพื้นฐานของเอกสาร แต่บอร์ด กสท. ยังไม่มีโอกาสได้ซักถาม พูดคุย ข้อสงสัยอื่นๆด้วยตนเอง
ดังนั้นวันนี้บอร์ด กสท. จึงมีมติให้ สำนักงาน เชิญคณะผู้แทนของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ที่ยืนขอใบอนุญาตทีวีสาธารณะช่องรัฐสภา มานำเสนอภาพรวมทั้งหมดในการจะขอประกอบกิจการทีวีบริการสาธารณะในระบบฟรีทีวีดิจิตอล อาทิเรื่องผังรายการ (ทั้งในยุค สนช. ที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือในยุคอนาคต) ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ให้มีความเป็นอิสระ เป็นกลางทางการเมือง ยึดโยงกับประโยชน์สาธารณะ ทั้งในแง่ของกองบรรณาธิการ การบริหาร และ อื่นๆ
รวมทั้งประเด็นเรื่องการจัดการทางเทคนิคเรื่องแผนการเช่าโครงข่าย การผลิต และแผนทางธุรกิจใน 4 ปีตามเวลาของใบอนุญาต และประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม
เนื่องจากทีวีช่องสาธารณะ ไม่ต้องใช้การประมูลที่มีเงื่อนไขมากมายในการแข่งขันเหมือนช่องธุรกิจ แต่ก็ควรต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น มีพันธะสัญญา กับ กสทช. และสังคม โดยเฉพาะช่องรัฐสภา จะมีความเกี่ยวพันกับ
*การเมือง* สูงด้วย ดังนั้นการสร้างกรอบ กติกา ที่ชัดเจนก่อนตั้งแต่เริ่มต้น จะเป็นการดีต่อการกำกับดูแลในภายหลัง
จริงๆ ดิฉันเสนอให้ทาง สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ควรต้องนำเสนอแผนการทำทีวีดิจิตอลต่อสื่อและสาธารณะด้วย รวมทั้งเสนอให้ต้องมีเงื่อนไขการตั้งคณะกรรมการร่วมกัน 3 ฝ่ายคือ กสทช. ตัวแทนผู้รับใบอนุญาต และ ภาคประชาสังคม เพื่อประเมินผลการประกอบกิจการของช่องทีวีบริการสาธารณะ ให้มีความรับผิดรับชอบต่อสังคมต่อไป
แต่บอร์ด กสท. ยังไม่ได้ลงมติในเรื่องนี้ เห็นชอบแต่เพียงให้เชิญตัวแทนผู้ขอใบอนุญาตช่องรัฐสภา มานำเสนอ ตอบคำถาม กับ กสท. ทั้ง 5 คน และ เราจะได้ลงคะแนนเพื่อลงมติว่าผ่านเกณฑ์คุณสมบัติหรือไม่ อย่างไร ก็จะทำให้เป็นการใช้ดุลยพินิจของบอร์ด กสท. รอบคอบ และ มีที่มาที่ไปมากขึ้น มากกว่าเห็นชอบตามความเห็นของสำนักงานในกรณีสำคัญเช่นนี้
ซึ่งก็ควรใช้วิธีการแบบนี้กับผู้ขอรับใบอนุญาตทีวีสาธารณะช่องอื่นๆ และ ทีวีบริการชุมชนในอนาคตเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามเป็นการดี ที่เริ่มมีความคืบหน้าในเรื่องทีวีบริการสาธารณะ เริ่มช่องนี้จะได้เปิดช่องถัดไปที่รออยู่ เพราะ
*ทีวีบริการสาธารณะ* จะได้เป็นทางเลือกให้กับคนดูเพิ่มมากขึ้น นอกจากช่องบริการธุรกิจที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว รวมทั้งหมดเวลานี้ 27 ช่อง
รวมทั้งเป็นการกรุยทางไปสู่ โรดแมป การให้ใบอนุญาตทีวีบริการชุมชนในอนาคต อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้โครงข่ายทีวีดิจิตอลของกรมประชาสัมพันธ์คืบหน้าไปด้วย (เพราะช้ามากแล้ว ) จากนี้จะได้มีแรงกดดันจากช่องทีวีสาธารณะที่พร้อมจะขอใบอนุญาตในการประกอบกิจการ รวมไปถึงการให้ใบอนุญาตโครงข่ายทีวีชุมชนในอนาคตด้วยเช่นกัน
สรุปสั้นๆ ความคืบหน้าทีวีดิจิตอลช่องบริการสาธารณะ รัฐสภา ถือว่าตอนนี้ผ่านการสอบข้อเขียนเบื้องต้น แต่ต้องรอสอบสัมภาษณ์อีก เพราะไม่ต้องผ่านการประมูล