สิ้นปีวันที่28 ธันวาคม เมืองวุ่นวายและผู้คนที่รายล้อม
วันนี้อากาศเย็นสบายจับหัวใจ 'มันต้องหนาวได้มากกว่านี้สิ ' นี่คือความคิดที่ติดอยู่ในสมองตลอดเวลา
เวลาตีสองสามสิบคือเวลาที่ฉันขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ในมือมีโทรศัพท์ไอโฟนคู่ใจ นั่งหารีวิวต่างๆนาๆของสถานที่เที่ยวหัวหิน
พร้อมคิดในหัว เกิดความกังวลเกี่ยวกับเงินในกระเป๋า ... สองชีวิตที่กระหายการท่องเที่ยว กับเงินจำนวน 5000 บาท ที่ต้องบริหารจัดการให้พอดีกับการ
ท่องเที่ยว4 วัน 3 คืนของเรา ,
'จะไหวมั้ย ?' คำถามแรกที่เราคุยกัน นี่คือสิ่งที่เรียนรู้จากการไปเที่ยวในทุกๆครั้งก็คือ 'หากคุณกระหายการเดินทาง ไม่ว่าสิ่งไหนที่ได้มาจะคุ้มค่าเสมอ '
7:00 เช้าคือเวลาตื่นนอนของวันเดินทาง ในหัวฉันอัดแน่นไปด้วยข้อมูลและสิ่งต่างๆที่เตรียมเอาไว้ เราไม่มีที่พัก ... ปัญหาแรกของเรา วันนี้วันที่29 ธันวาคม ใกล้จะเริ่มปีใหม่ขึ้นไปทุกที รีบอาบน้ำเตรียมของใช้ส่วนตัว กระเป๋าเป้กันน้ำสีเหลืองที่ซื้อมาตอนลดราคาคือเพื่อนคู่ใจในทริปนี้ ออกเดินทางด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้น
11:30 ก้าวขาลงจากรถแท้กซี่ เรายืนอยู่หน้า สถานีรถไฟหัวลำโพง วันนี้คนเยอะพอสมควร จะมีเที่ยวรถไฟให้พวกเรามั้ย? จะต้องไปตรงไหน? ต้องบอกเค้าว่ายังไง? ความกังวลเริ่มมากขึ้น ให้ตายเถอะนี่มันการขึ้นรถไฟไปครั้งแรกของเราเลยนะะ ฉันกระชับกระเป๋าเป้ขึ้น สูดลมหายใจหนึ่งที เอาวะะ อยู่เมืองไทย จะกลัวหลงทำไม ! คิดได้เท่านั้น ขาก็ก้าวเดินไป
มองไปรอบตัว เจอกับนักท่องเที่ยวแบ้คแพ้คมากมายหลายเชื่อชาติ หนุ่มฮิปปี้กับเพื่อนนั่งฟังเพลงจากไอโฟนอยู่ใกล้ๆ กลิ่นอาหารและของทอดต่างๆโชยมาแตะจมูก ตอนนี้ฉันยืนอยู่หน้าช่องขายบัตรที่มีให้เลือกมามายหลายช่อง ฉันเดินไปช่องเบอร์สามที่มีพนักงานหญิงท่าทางเกือบใจดีนั่งอยู่ เธอยิ้มให้เราหนึ่งที
'ไปไหนค่ะ ' ตอบไปแบบไม่ลังเล ' หัวหินรอบบ่ายโมงค่ะ ' พร้อมล้วงมือลงควานหาตังค์ในกระเป๋าเตรียมจ่าย 'ขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ รอบนี้เป็นรถไฟฟรีนะ ' ห้ะ ... ฟรีหรอ ฟรีได้ยังไง ยืนงงจ้องตากับเพื่อนร่วมทริปในครั้งนี้ แต่ก็เอออห่อหมก ยื่นบัตรประชาชนให้และตั๋วกรุงเทพ-หัวหิว ด้วยราคา 0 บาท
'ช่างเป็นวันที่โชคดีจริงๆ' ฉันยิ้มอยู่ในใจ
เสียงประกาศบอกเวลารถไฟจะออกในอีกหนึ่งนาทีสร้างความตื่นเต้นให้ฉันได้มากขึ้นไปอีก รถไฟชั้นสามมีผู้คนหลายหลายเชื่อชาติ ฉันจ้องมองนาฬิกาในมือ 'ที่นั่งตรงข้ามเรายังว่างเปล่า.. ' คิดได้เท่านั้น ชายหญิงวัยกลางคนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเราพร้อมจ้องมองที่เบาะนั่ง ฉันรีบเขยิบให้เพราะช่องที่วางขาค่อนข้างจะแคบและคงไม่สะดวกสบายเท่าไหร่สำหรับคนที่ขายาวเกินไป ว้าวเรามีเพื่อนร่วมขบวนคู่แรกแล้ว เรานั่งคุยกันถึงที่ๆจะไป ได้ใจความจากเพื่อนร่วมทริปในครั้งนี้ว่า พวกเค้าไม่ได้มีแผนอะไรกันมาก่อนเลย แค่อยากไปพักผ่อน แล้วค่อยไปตายเอาดาบหน้า ... ช่างเหมือนคู่เราเสียนี่กระไร (: หัวเราะในใจ
13:00 รถไฟเคลื่อนตัวออกจากชานชะลา เรามองความวุ่นวายบนรถไฟด้วยรอยยิ้ม มีของเดินขายตลอดการเดินทางบนรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำดื่ม หรือ ของสวยๆงามๆ ..
แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกเซ็งแซ่ก็ไม่สามารถดึงดูดสายตาของฉันไปได้มากกว่าหน้าต่างสี่เหลี่ยมนี้ได้เลย..
จากตรงนี้.. เรามองเห็น การเปลี่ยนแปลงและวิถีชีวิต มองเห็นวัฒนธรรมและความเชื่อต่างๆผ่านทางกรอบสี่เหลี่ยม เหมือนหนังที่ฉายไปเรื่อยๆ ทั้งธรรมชาติและความงดงามของประเทศไทยในมุมเล็กๆ ที่ฉันสาบานได้เลย ว่าคุณจะได้มองเห็นมันอีกเยอะ ในการเดินทางในครั้งนี้ (:
[CR] แบกเป้ตระเวนเที่ยวตอนที่1 รถไฟแห่งชีวิต กลับกลิ่นอายชาวประมง
วันนี้อากาศเย็นสบายจับหัวใจ 'มันต้องหนาวได้มากกว่านี้สิ ' นี่คือความคิดที่ติดอยู่ในสมองตลอดเวลา
เวลาตีสองสามสิบคือเวลาที่ฉันขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ในมือมีโทรศัพท์ไอโฟนคู่ใจ นั่งหารีวิวต่างๆนาๆของสถานที่เที่ยวหัวหิน
พร้อมคิดในหัว เกิดความกังวลเกี่ยวกับเงินในกระเป๋า ... สองชีวิตที่กระหายการท่องเที่ยว กับเงินจำนวน 5000 บาท ที่ต้องบริหารจัดการให้พอดีกับการ
ท่องเที่ยว4 วัน 3 คืนของเรา ,
'จะไหวมั้ย ?' คำถามแรกที่เราคุยกัน นี่คือสิ่งที่เรียนรู้จากการไปเที่ยวในทุกๆครั้งก็คือ 'หากคุณกระหายการเดินทาง ไม่ว่าสิ่งไหนที่ได้มาจะคุ้มค่าเสมอ '
7:00 เช้าคือเวลาตื่นนอนของวันเดินทาง ในหัวฉันอัดแน่นไปด้วยข้อมูลและสิ่งต่างๆที่เตรียมเอาไว้ เราไม่มีที่พัก ... ปัญหาแรกของเรา วันนี้วันที่29 ธันวาคม ใกล้จะเริ่มปีใหม่ขึ้นไปทุกที รีบอาบน้ำเตรียมของใช้ส่วนตัว กระเป๋าเป้กันน้ำสีเหลืองที่ซื้อมาตอนลดราคาคือเพื่อนคู่ใจในทริปนี้ ออกเดินทางด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้น
11:30 ก้าวขาลงจากรถแท้กซี่ เรายืนอยู่หน้า สถานีรถไฟหัวลำโพง วันนี้คนเยอะพอสมควร จะมีเที่ยวรถไฟให้พวกเรามั้ย? จะต้องไปตรงไหน? ต้องบอกเค้าว่ายังไง? ความกังวลเริ่มมากขึ้น ให้ตายเถอะนี่มันการขึ้นรถไฟไปครั้งแรกของเราเลยนะะ ฉันกระชับกระเป๋าเป้ขึ้น สูดลมหายใจหนึ่งที เอาวะะ อยู่เมืองไทย จะกลัวหลงทำไม ! คิดได้เท่านั้น ขาก็ก้าวเดินไป
มองไปรอบตัว เจอกับนักท่องเที่ยวแบ้คแพ้คมากมายหลายเชื่อชาติ หนุ่มฮิปปี้กับเพื่อนนั่งฟังเพลงจากไอโฟนอยู่ใกล้ๆ กลิ่นอาหารและของทอดต่างๆโชยมาแตะจมูก ตอนนี้ฉันยืนอยู่หน้าช่องขายบัตรที่มีให้เลือกมามายหลายช่อง ฉันเดินไปช่องเบอร์สามที่มีพนักงานหญิงท่าทางเกือบใจดีนั่งอยู่ เธอยิ้มให้เราหนึ่งที
'ไปไหนค่ะ ' ตอบไปแบบไม่ลังเล ' หัวหินรอบบ่ายโมงค่ะ ' พร้อมล้วงมือลงควานหาตังค์ในกระเป๋าเตรียมจ่าย 'ขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ รอบนี้เป็นรถไฟฟรีนะ ' ห้ะ ... ฟรีหรอ ฟรีได้ยังไง ยืนงงจ้องตากับเพื่อนร่วมทริปในครั้งนี้ แต่ก็เอออห่อหมก ยื่นบัตรประชาชนให้และตั๋วกรุงเทพ-หัวหิว ด้วยราคา 0 บาท
'ช่างเป็นวันที่โชคดีจริงๆ' ฉันยิ้มอยู่ในใจ
เสียงประกาศบอกเวลารถไฟจะออกในอีกหนึ่งนาทีสร้างความตื่นเต้นให้ฉันได้มากขึ้นไปอีก รถไฟชั้นสามมีผู้คนหลายหลายเชื่อชาติ ฉันจ้องมองนาฬิกาในมือ 'ที่นั่งตรงข้ามเรายังว่างเปล่า.. ' คิดได้เท่านั้น ชายหญิงวัยกลางคนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเราพร้อมจ้องมองที่เบาะนั่ง ฉันรีบเขยิบให้เพราะช่องที่วางขาค่อนข้างจะแคบและคงไม่สะดวกสบายเท่าไหร่สำหรับคนที่ขายาวเกินไป ว้าวเรามีเพื่อนร่วมขบวนคู่แรกแล้ว เรานั่งคุยกันถึงที่ๆจะไป ได้ใจความจากเพื่อนร่วมทริปในครั้งนี้ว่า พวกเค้าไม่ได้มีแผนอะไรกันมาก่อนเลย แค่อยากไปพักผ่อน แล้วค่อยไปตายเอาดาบหน้า ... ช่างเหมือนคู่เราเสียนี่กระไร (: หัวเราะในใจ
13:00 รถไฟเคลื่อนตัวออกจากชานชะลา เรามองความวุ่นวายบนรถไฟด้วยรอยยิ้ม มีของเดินขายตลอดการเดินทางบนรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำดื่ม หรือ ของสวยๆงามๆ ..
แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกเซ็งแซ่ก็ไม่สามารถดึงดูดสายตาของฉันไปได้มากกว่าหน้าต่างสี่เหลี่ยมนี้ได้เลย..
จากตรงนี้.. เรามองเห็น การเปลี่ยนแปลงและวิถีชีวิต มองเห็นวัฒนธรรมและความเชื่อต่างๆผ่านทางกรอบสี่เหลี่ยม เหมือนหนังที่ฉายไปเรื่อยๆ ทั้งธรรมชาติและความงดงามของประเทศไทยในมุมเล็กๆ ที่ฉันสาบานได้เลย ว่าคุณจะได้มองเห็นมันอีกเยอะ ในการเดินทางในครั้งนี้ (: