คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
ขอตอบในฐานะผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเช่นเดียวกับคุณนะครับ
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า "พระเจ้ามีวัตถุประสงค์ในมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน"
แต่ในความแตกต่างนั้น พระเจ้าก็มีวัตถุประสงค์ยิ่งใหญ่อันเดียวคือ "พระเจ้าทรงรักมนุษย์ และอยากให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระองค์"
การที่เราได้ศึกษาในโรงเรียนคริสต์ นั่นก็คือแผนการณ์ของพระเจ้าอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา
ที่ให้เรามีความเชื่อในพระองค์ และตัดขาดกับสิ่งที่พระองค์ไม่ต้องการให้มารบกวนจิตใจในช่วงเริ่มต้น
แต่พระเจ้าก็จำเป็นต้องมีบททดสอบในชีวิตของเรา เมื่อเราไม่ได้อยู่ในการควบคุมของพระองค์ เราจะยังเชื่อฟังพระองค์หรือไม่
เป็นแนวทางเดียวกับอดัมและเอวา ที่พระเจ้าสร้างมนุษย์และเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้พบเจอกับความบาป
เหมือนกับที่เราอยู่ในโรงเรียนคริสต์ได้เพียง ม.3 ต่อจากนี้คือโลกจริงที่พระองค์ทรงทดสอบเรา
ต่อจากนี้คือสิ่งที่เราต้องทำคือ "ติดสนิทกับพระเจ้าให้มากขึ้น" และจะได้รับการเปิดเผยจากพระองค์ว่า เราควรทำอย่างไรต่อไป
จากหนังเรื่อง The Book of Eli ที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจ นี่ก็คือตัวอย่างการเปิดเผยจากพระองค์
ที่เตือนผ่านหนังเรื่องนี้ให้เรามุ่งมั่นในการ "อ่านพระคัมภีร์ Bible" และให้เรามีความเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง
มันแปลกไหมครับ ทำไมเราถึงได้เรียนในโรงเรียนคริสต์ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้เรียน
ทำไมเราถึงอยู่ครอบครัวพุทธ แต่เรากลับปฏิบัติตัวอย่างคนพุทธไม่เป็น
ทำไมเราถึงได้รับการลงโทษจากโรงเรียน เนื่องจากปัญหาการสวดมนต์ ทั้งๆที่ประเทศไทยให้สิทธิในการนับถือศาสนาอย่างเสรี
นี่คือแผนการของพระเจ้าที่ให้เราได้พบเจอสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีความหมายต่อเราทั้งสิ้น
ผมชอบคำถามทิ้งท้ายของคุณมาก >> "ทุกวันนี้ที่เราไปวัด เราไปเพื่ออะไร แล้วเราไปเราได้อะไร หากใจเราไม่ได้สถิตย์อยู่ตรงนั้นด้วย"
จริงๆมันไม่ได้รวมแค่การที่คนต่างศาสนาไปวัดของอีกศาสนานะครับ
บางทีคนพุทธไปวัด หรือคนคริสต์ไปโบสถ์ แต่เราไม่ได้มุ่งไปหาหัวใจของศาสนา มันก็ไปแค่ตัวครับ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เหมือนกับเราไปงานเลี้ยงแล้วไม่ได้พูดคุยกับใคร อยู่บ้านเล่น line คุยกับคนอื่น ยังมีประโยชน์ซะกว่า
ผมชอบอีกประเด็นด้วยครับ ที่คุณบอกว่า "ไม่เห็นด้วยกับบางวิถีในแบบของชาวพุทธ"
เวลาคนพุทธอ่านก็จะมองว่า ก็คุณไม่ได้เรียนพุทธมา จะเข้าใจวิถีพุทธได้ยังไง ครอบครัวก็ไม่ได้สอน
คนพุทธเขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิถีคริสต์ อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกัน เพราะเขาก็ไม่ได้เรียนคริสต์ ครอบครัวก็ไม่ใช่ จะเข้าใจได้ไง
คำถามคือ : แล้วอะไรคือความจริง อะไรคือความถูกต้อง ต้องศึกษาทั้งสองศาสนาให้เข้าใจก่อนหรือเปล่า ?
สำหรับบางคนก็อาจจะต้องทำอย่างนั้น แต่ถ้าจะให้เราไปศึกษาทุกศาสนาก่อนตัดสินใจ คงเป็นไปไม่ได้
สิ่งที่เป็นทางตรงสำหรับคำตอบนี้ คือการให้ผู้สร้างนั้นตัดสินว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด และเราก็เพียงรับการเปิดเผยจากพระองค์
การเริ่มต้น ควรเริ่มต้นโดยความเชื่อในพระเจ้า ให้เราทำทีละข้อนะครับ
1. ยอมรับความตัวเองเป็นคนบาป และยอมรับว่าไม่ว่าเราจะทำดีขนาดไหน ก็ไม่สามารถลบบาปที่ตัวเองเคยกระทำไปแล้วได้
2. ยอมรับว่าพระเยซู คือพระผู้ช่วยให้รอด เป็นบุตรของพระเจ้าที่มาเพื่อลบบาปของเรา
3. อธิษฐานต่อพระเจ้า/พระเยซู/พระแม่มารีย์ ว่าเรายอมให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของเรา
ที่เราจะเชื่อฟังพระองค์ เหมือนกับนักบุญสาวกของพระเยซูที่เชื่อฟังพระองค์
เหมือนกับมารีย์ ที่เชื่อฟังพระเจ้า อดทนต่อความลำบากในการรับบุตรของพระเจ้ามาเกิดครรภ์ ทั้งๆที่ไม่เคยมีสัมพันธ์กับคู่หมั้นมาก่อน
(อธิษฐานอย่างอื่น ตามแต่ที่เราต้องการจะบอกพระองค์)
จากนี้ก็ลองเริ่มจากไปติดต่อซิสเตอร์/บราเทอร์ ที่เรารู้จักจากโรงเรียนที่เราเคยอยู่ก็ได้ครับ
แล้วท่านจะแนะนำสู่วิธีการต่อไป ที่เหมาะสมกับคุณครับ
สงสัยอะไรติดต่อ line ผมได้นะ ID Line : Tailogy
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า "พระเจ้ามีวัตถุประสงค์ในมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน"
แต่ในความแตกต่างนั้น พระเจ้าก็มีวัตถุประสงค์ยิ่งใหญ่อันเดียวคือ "พระเจ้าทรงรักมนุษย์ และอยากให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระองค์"
การที่เราได้ศึกษาในโรงเรียนคริสต์ นั่นก็คือแผนการณ์ของพระเจ้าอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา
ที่ให้เรามีความเชื่อในพระองค์ และตัดขาดกับสิ่งที่พระองค์ไม่ต้องการให้มารบกวนจิตใจในช่วงเริ่มต้น
แต่พระเจ้าก็จำเป็นต้องมีบททดสอบในชีวิตของเรา เมื่อเราไม่ได้อยู่ในการควบคุมของพระองค์ เราจะยังเชื่อฟังพระองค์หรือไม่
เป็นแนวทางเดียวกับอดัมและเอวา ที่พระเจ้าสร้างมนุษย์และเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้พบเจอกับความบาป
เหมือนกับที่เราอยู่ในโรงเรียนคริสต์ได้เพียง ม.3 ต่อจากนี้คือโลกจริงที่พระองค์ทรงทดสอบเรา
ต่อจากนี้คือสิ่งที่เราต้องทำคือ "ติดสนิทกับพระเจ้าให้มากขึ้น" และจะได้รับการเปิดเผยจากพระองค์ว่า เราควรทำอย่างไรต่อไป
จากหนังเรื่อง The Book of Eli ที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจ นี่ก็คือตัวอย่างการเปิดเผยจากพระองค์
ที่เตือนผ่านหนังเรื่องนี้ให้เรามุ่งมั่นในการ "อ่านพระคัมภีร์ Bible" และให้เรามีความเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง
มันแปลกไหมครับ ทำไมเราถึงได้เรียนในโรงเรียนคริสต์ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้เรียน
ทำไมเราถึงอยู่ครอบครัวพุทธ แต่เรากลับปฏิบัติตัวอย่างคนพุทธไม่เป็น
ทำไมเราถึงได้รับการลงโทษจากโรงเรียน เนื่องจากปัญหาการสวดมนต์ ทั้งๆที่ประเทศไทยให้สิทธิในการนับถือศาสนาอย่างเสรี
นี่คือแผนการของพระเจ้าที่ให้เราได้พบเจอสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีความหมายต่อเราทั้งสิ้น
ผมชอบคำถามทิ้งท้ายของคุณมาก >> "ทุกวันนี้ที่เราไปวัด เราไปเพื่ออะไร แล้วเราไปเราได้อะไร หากใจเราไม่ได้สถิตย์อยู่ตรงนั้นด้วย"
จริงๆมันไม่ได้รวมแค่การที่คนต่างศาสนาไปวัดของอีกศาสนานะครับ
บางทีคนพุทธไปวัด หรือคนคริสต์ไปโบสถ์ แต่เราไม่ได้มุ่งไปหาหัวใจของศาสนา มันก็ไปแค่ตัวครับ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เหมือนกับเราไปงานเลี้ยงแล้วไม่ได้พูดคุยกับใคร อยู่บ้านเล่น line คุยกับคนอื่น ยังมีประโยชน์ซะกว่า
ผมชอบอีกประเด็นด้วยครับ ที่คุณบอกว่า "ไม่เห็นด้วยกับบางวิถีในแบบของชาวพุทธ"
เวลาคนพุทธอ่านก็จะมองว่า ก็คุณไม่ได้เรียนพุทธมา จะเข้าใจวิถีพุทธได้ยังไง ครอบครัวก็ไม่ได้สอน
คนพุทธเขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิถีคริสต์ อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกัน เพราะเขาก็ไม่ได้เรียนคริสต์ ครอบครัวก็ไม่ใช่ จะเข้าใจได้ไง
คำถามคือ : แล้วอะไรคือความจริง อะไรคือความถูกต้อง ต้องศึกษาทั้งสองศาสนาให้เข้าใจก่อนหรือเปล่า ?
สำหรับบางคนก็อาจจะต้องทำอย่างนั้น แต่ถ้าจะให้เราไปศึกษาทุกศาสนาก่อนตัดสินใจ คงเป็นไปไม่ได้
สิ่งที่เป็นทางตรงสำหรับคำตอบนี้ คือการให้ผู้สร้างนั้นตัดสินว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด และเราก็เพียงรับการเปิดเผยจากพระองค์
การเริ่มต้น ควรเริ่มต้นโดยความเชื่อในพระเจ้า ให้เราทำทีละข้อนะครับ
1. ยอมรับความตัวเองเป็นคนบาป และยอมรับว่าไม่ว่าเราจะทำดีขนาดไหน ก็ไม่สามารถลบบาปที่ตัวเองเคยกระทำไปแล้วได้
2. ยอมรับว่าพระเยซู คือพระผู้ช่วยให้รอด เป็นบุตรของพระเจ้าที่มาเพื่อลบบาปของเรา
3. อธิษฐานต่อพระเจ้า/พระเยซู/พระแม่มารีย์ ว่าเรายอมให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของเรา
ที่เราจะเชื่อฟังพระองค์ เหมือนกับนักบุญสาวกของพระเยซูที่เชื่อฟังพระองค์
เหมือนกับมารีย์ ที่เชื่อฟังพระเจ้า อดทนต่อความลำบากในการรับบุตรของพระเจ้ามาเกิดครรภ์ ทั้งๆที่ไม่เคยมีสัมพันธ์กับคู่หมั้นมาก่อน
(อธิษฐานอย่างอื่น ตามแต่ที่เราต้องการจะบอกพระองค์)
จากนี้ก็ลองเริ่มจากไปติดต่อซิสเตอร์/บราเทอร์ ที่เรารู้จักจากโรงเรียนที่เราเคยอยู่ก็ได้ครับ
แล้วท่านจะแนะนำสู่วิธีการต่อไป ที่เหมาะสมกับคุณครับ
สงสัยอะไรติดต่อ line ผมได้นะ ID Line : Tailogy
แสดงความคิดเห็น
หากเราจะเปลี่ยน การนับถือจาก ศาสนาพุทธ มาเป็น ศาสนาคริสต์ ? จะต้องทำอย่างไรบ้าง
และแรงจูงใจในการที่อยากจะศึกษาแบบจริงจังคือ เราได้ไปดูหนังเรื่องนึง คือเรื่อง The Book of Eli ที่พระเอกตาบอด และเก็บหนังสือเล่มนึงไว้ ซึ่งนั่นเป็นพระคัมภัร์ Bible พระเอกเชื่อตลอดว่า พระเจ้าสถิตย์อยุ่กับตนเองตลอด ไม่ว่าลูกจะทำอะไรลงไปล้วนแล้วแต่ลูกคิดดีแล้วทั้งสิ้น ถึงคนอื่นถึงจะขโมยไปได้แต่ก็ไม่มีใครอ่านออก เพราะคัมภีร์นั้นเป็นแบบภาษาเบล และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ พระเอกอ่านคัมภีร์เล่มนั้นนั้นทุกวัน อ่านมาทั้งชีวิต จนสามารถถ่ายทอดออกมาและบันทึกจัดพิมพ์ Bible ขึ้นใหม่อีกครั้ง เรื่องนี้มันสอนในเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ในพระองค์อย่างแท้จริง หลังจากที่เราดูเรื่องนี้จบ เรามีคำถามขึ้นมาเลยว่า ทุกวันนี้ที่เราไปวัด เราไปเพื่ออะไร แล้วเราไปเราได้อะไร หากใจเราไม่ได้สถิตย์อยุ่ตรงนั้นด้วย