ว่าไง"ดอยม่อนจอง" อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ได้ข่าวว่าช่วงนี้ฮอตหรอ (#LOVE_en_ROUTE)


ฮ้ายยยยหัวเราะ หวักลีฮ้าฟฟฟ ก่อนอื่นต้องขอออกตัวแบบแรงๆก่อนเลยว่าที่ไปตะลอนๆแบบนี้ไม่ได้ไปเที่ยวแต่อย่างใด มันคือการไปทำงาน งานนี้เป็นโปรเจคหนังสั้นชื่อว่า #LOVE_en_ROUTE (ช่ายยยต้องมีแฮชแท็กข้างหน้าแบบนี้ด้วย)
งืมๆเงื่อนไขในโปรเจคนี้มีไม่มากแค่ไปให้ครบจังหวัดที่กำหนดมาภายใน1เดือนให้ได้ จังหวัดที่ต้องไปก็ต้องครบทุกภาคไม่ให้ภาคไหนน้อยใจกันและกัน ฟังเงื่อนไขแล้วไมมันหนุกอย่างงี้เนี้ย คนเสพติดต่างจังหวัดแบบเราต้องมันส์แน่ๆ เลยตัดสินใจออกปากขอเจ้านายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ (ครั้งแรกในชีวิต) เจ้านายก็อนุญาติ ซึ่งตอนนั้น (คิดในใจดังๆว่าพระเจ้าเข้าข้างเราแล้วว้อยยยลุย!!)  เริ่มงานแรกก็หาLocationในจังหวัดต่างๆที่มันยังไม่ค่อยมีคนไปกัน เอิ่มข่าา เกาหัวสองที เห้ยแล้วจะหาไงหาในเน็ตถ้าเจอก็แปลว่ามีคนไปมาแล้วดิ๊ แต่มันไม่ยากอย่างงั้นหรอก
นั่งเปิดเพจแนะนำที่เที่ยวนู่นนี้ไปเรื่อยเห็นภาพเขาช้างเผือกแวบๆใน Google เห้ยสวยยยมากสวยอะไรขนาดนั้นอ่ะ Locationอย่างแปลก เจ้านายซื้อชัวส์  แต่เดี๋ยวก่อนทำไมภาพเรฟที่หามารวมๆแล้ว มันเหมือนมี 2 Location ภาพทุ่งกว้างๆโล่งๆทองๆคือที่ไหนอ่ะไม่ใช่ทางช้างเผือกนี่หว่า นี่มันม่อนจอง!!!!!! เชียงใหม่  โอเคเอาไปเสนอเจ้านายและพี่ๆ สรุปเคาะให้ม่อนจองเป็นหนึ่งใน #LOVE_en_ROUTE
เช้าวันที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ จำไม่ได้ เรามีกำหนดออกเดินทางไปที่ม่อนจองกัน (ตอนแรกคิวคือต้องลงไปทะเลตรังก่อน แต่ตอนนั้นมรสุมเข้าอย่างคึกคัก) เลยเบนเข็มขึ้นเหนือรัวๆ ก่อนมาเคยอ่านรีวิวจากพี่ๆในพันทิพย์มาบ้างตอนนั้นฟังดูแล้วโหดสุดๆ แต่ยังไม่วี่แววว่าจะไม่ไหวนะ ถ้ามันสวยจริงก็ต้องยอมสิ...ตอนนั้นพวกเจ้าหน้าที่บอกว่า #LOVE_en_ROUTE เป็นแก๊งค์แรกของปีที่ได้ขึ้นดอยม่อนจองเลย   แล้วการเดินก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เราต้องไปตั้งหลักกันที่ อ.อมก๋อย ก่อนเพราะที่นั้นเป็นอุทยานแห่งชาติ เราต้องให้พี่ๆเจ้าหน้าที่ขับรถโฟร์วิวที่ทนทานและแข็งแรงพาเราขึ้นไปส่งตรงจุดเดินเท้า (วิบากจริง) แนะนำว่าคนขับแข็งๆเก่งๆในเมืองกรุงก็อย่าขับไปเเองเลย เพราะทางมันโคตรโหด ระหว่างทางมีช้างป่าด้วย อันนี้น่ากลัวเพราะช้างไม่คุ้นกับสิ่งแปลกปลอม เขาก็จะเอางวงเคาะกระจกบ้างไรบ้าง สรุปเลยว่าเอาแรงทั้งหมดที่สะสมมาไปปีนขึ้นเขาดีกว่าค่าา
(ค่ารถโฟวิวขึ้นไป น่าจะ 3000 บาทนะ แต่ครั้งนี้เราไปถ่ายหนังของกระทรวงวัฒนธรรมเลยได้รับการดูแลค่าใช้จ่าย อิอิ)




เรามาถึงจุดเดินเท้าแล้วววเย่ เรามาพร้อมกับลูกหาบแบบหมดหมู่บ้าน เหมามาหมดทุกคน เนื่องด้วยอุปกรณ์กล้องค่อนข้างเยอะเราแบกไปอันตรายแน่  ลูกหาบคนนึงจะหาบได้ไม่เกิน30กิโล แล้วพอชั่งน้ำหนักสัมภาระกันแล้ว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเหมาลูกหาบมาทั้งหมู่บ้าน ฮ่าๆๆๆๆ
(ค่าลูกหาบคนละ 450 แต่จำได้ว่า เจ้านายให้ไปเกินกว่านั้นเพราะของเรามันเยอะมาก )




หลังจากฉีดเสปย์กันทาก กันปลิง กันยุง กันเสร็จแล้ว พี่ลูกหาบก็ทำสีหน้าปกติสุข แล้วก็บอกให้ตามพวกแกไป นำทางโดยพี่เทพ (เดี๋ยวหารูปมาให้นางพูดไทยได้มากที่สุดเลยค่อนข้างดิลงานกันง่าย ยิ้ม) ระยะทางในการดินเนี้ยอ่านมาบอกขึ้นลงเขา5ลูก บางคนบอก4ครึ่ง บางคนบอก6ชั่วโมง บางคนไม่บอกบอกแต่ว่าตายแน่ ซึ่งณ ตอนนั้น คิดงั้นจริงๆ เห้ยทำไมมันเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุดเลยอ่ะ มันเดินขึ้นตลอดเวลา หายใจแบบคนจะขาดใจให้ได้ ตอนนั้นพื้นลื่นเพราะพึ่งหมดหน้าฝนไปได้วันเดียว พี่ๆแจกไม้ค้ำ ให้แต่มันก็ช่วยได้ไม่มากเท่าไหร่ เราเดินไปหอบไป น้ำพกกันไว้แค่คนละขวดเพื่อไม่ให้เป็นภาระ คอยจิบๆเอาไม่เน้นดื่มแบบเยอะๆ ยอมรับว่าโคตรทรมาณ แบบไปไหนเนี้ยนี่กำลังจะไปไหน จะตายไหมว่ะ ต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยหรอ แต่ตอนนั้นทีมมีประมาณ 10 คน ก็ให้กำลังใจกันเล่นมุขตลกๆกัน ก็โอเค สำเรื่องสัญญาณแล้วไม่มีฮะไม่ต้องวอร์รี่หรือฝักใฝ่หาเลย ไม่มีสักนี๊ด เก็บแบตไว้ถ่ายรูปดีกว่า ฮ่าๆ




เอาจริงๆที่อ่านในรีวิวมา เขาจะบอกชื่อของจุดไฮไลท์ต่างๆใช่แมะ แต่นี้จำไม่ได้เลยจ้า เหนื่อยอย่างเดียวคำพูด ติดปาก "ไปก่อนเลยพี่ ไปก่อนเลย"


เดินๆ เดินๆ เดินๆ เดินๆ จะมืดแล้ววววววววววว้อยยยยยยยยย ปีนขึ้นไปปปปปปป มืดไม่ได้นะหลงแน่ Y____Y ระหว่างทางถูกด่าเป็นระยะๆ ว่าใครเลือกโลเคชั่น 55555

เดินไปถ่ายไป เดินไปก็ถ่ายกันไป ทางมันชันมาก








อ่ะๆ ภาพต่อไปนี้เรามาเปิดเผยโฉมหน้าของ บอสใหญ่แห่งดอยม่อนจองกัน "พี่เทพ" นิสัยโคตรดีใครจะไปดอยม่อนจอง ถามหานางเลยดิลกับนางไว้ แต่จริงๆพี่ๆทุกคนก็ใจดีหมดเลยนะแบบคอยช่วยเหลือตลอด ถึงนี่จะเป็นอาชีพเขาแต่ความมีน้ำใจนี่อย่างล้น <3

และแล้ว เราก็ถึงงงงงงง เย่...............................แต่ใจเย็นก่อนนี่ถึงแค่จุดที่จะลงไปกางเต้นแค่นั้นเอง ยังไม่ใช่ไฮไลท์ คือการมาดอยม่อนจอง ส่วนใหญ่ก็คงตั้งใจจะมาพิชิตหัวสิงห์กัน เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของม่อนจอง ซึ่งอยู่ไกลไปจากจุดกางเต้นอีกประมาณเขา1ลูกอ่ะ ซึ่งวันนี้ไม่ทันแน่ๆ งั้นถ่ายกันตรงนี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าเราค่อยตะลุยไปหัวสิงห์กัน  


เต้นท์ จริงๆกางบนนี้ไม่ได้นะ จุดกางเต้นจริงๆต้องเดินลงไปอีกประมาณ3โล เพราะว่าบนนี้กลางคืนลมแรงและอันตรายมาก พี่เทพและชาวแก๊งค์บอกมา นี่เป็นแค่การกางเต้นท์เพื่อการถ่ายทำ เท่านั้นฮะ (กางเต้นเป็นก็ครั้งนี้แหละฮะ อัพเวลการใช้ชีวิตได้อีก1อย่าง)





หลังจากถ่ายกันจนพระอาทิตย์ตก เราก็เดินลงไปจุดกางเต้นท์ อันนี้มีพี่ๆเขากางรอเอาไว้ให้แล้ว สถาณที่ก็เป็นแบบลานไม่กว้างมาก แต่กางได้ประมาณ10กว่าเต้น มีลำธารเล็กๆตัดผ่าน จังหวะนี้ทุกคนก็จัดแจงหาอาหารกิน เพราะตอนเดินขึ้นมาตั้งแต่ตอนเที่ยงๆไม่ได้กินอะไรกันเลยนอกจากน้ำคนละขวด(เล็ก) แก๊งค์พี่ลูกหาบก็มาช่วยกันดูแลเป็นเจ้าบ้านที่โคตรน่ารัก เอาน้ำจากลำธารมาต้มมาม่าให้เรา ก่อกองไฟ แนะนำนู้นนี่ แต่พี่เขาแอบด่าเราที่เอาน้ำขึ้นมาเยอะ ฟิวแบบว่ามันหนักเปล่าๆ น้ำในลำธารเล็กๆนี่กินได้ไม่ต้องกลัวสกปรก เอ้อ!มันก็จริงนะเราว่าอากาศบนนี้ทำลายล้างความสกปรกในร่างกายเราไปหมดแล้วอ่ะ
กินเสร็จก็มีประชุมต่อนิดหน่อย นัดเจอกันพรุ่งนี้ตี4เพื่อเดินขึ้นไปดูหัวสิงห์ ><

สำหรับคืนนี้ในหัวคิดอยู่แค่ว่า อย่าให้ลงไปได้นะเว้ยจะกินมาม่าร้อนๆไข่ต้มสุกๆหนมปังนิ่มๆให้อ้วกเลย เพราะที่กินอยู่ตอนนี้มาม่าน้ำเย็นไข่ลวกหนมปังแห้งๆ 5555555 ไม่คิดจะกินดีกว่านี้จะกินแบบนี้แหละกินประชดเลย
อยากบอกว่าหนาวซัซๆ เลยฮะ ใส่เสื้อ5ตัว เราไปปลายฝนต้นหนาวยังขนาดนั้นเลยอ่ะพระจันทร์

ตื่นๆๆๆๆ เช้าแล้วจ้า ตามข้อตกลงเราจะเดินทางไปหัวสิงห์ แต่ว่าเอ้ถ้าไปหัวสิงห์ เราก็จะถ่ายไม่เห็นหัวสิงห์สิ งงป่ะ 555555 เออนั่นแหละ เราเลยหยุดถ่ายกันตรงเนินนี่เพราะมันจะเห็นหัวสิงห์ แต่ดูสิว่าใครมาเยี่ยมเรา หมอกหนาๆไม่ใช่ควันแต่อย่างใด หมอกรับประทานหัวสิงห์ไปเต็มๆ วันนั้นหมอกลงเยอะมาก อย่างน่ากลัว แต่ก็สวยไปอีกแบบ สวย สวยเกินเหตุจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ซึ่งช่วงหลังๆไม่มีรูปแล้วอ่ะ โทรศัพท์แบตหมดกันทั้งกอง

มาแนะนำตัวพี่อีกคน คนนี้ชื่อพี่เติ้ง คนนี้เสน่ห์แพรวพราวดูเป็นหนุ่มโสดกลัดมัน เราได้คุยกันบ้าง เช่น

me : พี่เติ้งคะ เมฆที่มันลงมาใกล้ๆเรานี้เราจับได้ไหม
เติ้ง : จับได้ครับ แต่
me : แต่?
เติ้ง : ระวังนะ ถ้าจับมามันจะเป็นรูปหัวใจเลยอ่ะ
me : พี่เติ้งจีบหนูหรอพี่
เติ้ง : ครับ ขอบุหรี่ตัวนึงได้ไหม
me : /เบ้ปากพร้อมยื่นให้ ร้องไห้







เอาล่ะถ่ายเสร็จ ก็เตรียมเดินลง และสิ่งที่เรารู้ตัวเองมาตลอดเลยคือกลัวความสูง ขึ้นลิฟท์แก้วห็แอบหลับตาแหม่มทุกครั้งอ่ะ ม่อนจองขาขึ้นมันเหนื่อยแต่ขาลงมันสั่นมันเสียว เราเลยรีบเดินไปตรงจุดลงคนแรกๆเลย พอไปถึงก็พยายามไม่แสดงอาการอะไรออกมา พยามลงงแต่มันน่ากลัวแบบเก็บอารมณ์ไม่ได้เหวยยย มันเป็นภูเขาหญ้าที่โล่งๆมองเห็นความสูง ลื่นมากด้วยสามารถไถลไปเลยยาวๆ แต่จะไปตกที่ไหนไม่รู้นะ  อ่ะที่นี้พี่ๆก็เห็นสีหน้าไม่ดี เลยบอกว่าให้เหยียบตามรอยเท้าพี่มาเลย เหยียบตรงกกหญ้า อย่าเดินตรง ข้างๆ เราก็ทำแต่ตอนนั้นสติมันไม่มีแล้ว เลยร้องไห้ออกมาเลยจ้า ร้องโฮไม่อายเลย  พี่ๆก็ตกใจบ้างคนก็ขำ สุดท้ายพี่ตากล้องสองคนก็ค่อยๆพาลงไป เดินไปอุทานไป คำดีๆทั้งน้านนน 555555555 สุดท้ายใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง ตัวถ่วงสู๊ดดดดดดดดดดด
ตอนนี้เจ้านายเก็บภาพไว้แต่ไม่ให้ดูหรอกจ้าาาาาาาาาาาาาา มีวิดิโอด้วยจ้าาาาาาาาาาา ไม่ให้ดูหรอกกกกกกกกจ้าาา 5555555555

จบแล้วสำหรับ Location แรก คือจะบอกว่าดีที่ทีมได้ไปที่ลำบากๆกันเป็นที่แรกทุกคนสนิทกันมาก โคตรสนุกเลย รู้ป่ะหลังจบทคิวนี้เราต่างเฝ้ารอคิวต่อไป ที่จะได้ออกกองกันเลย มันแบบเหมือนเสพย์ติดกันอ่ะ ฮ่าๆๆๆ
ขอบคุณพี่ๆด้วยที่ให้ประสบการณ์หนุกๆแบบนี้ ทำพลาดเยอะมากบางครั้งก็ดูไร้ประโยชน์หน่อยๆ ทำผิดไรไปโทดฮ้าฟ
สำหรับ "ดอยม่อนจอง" ตอนนี้ได้ข่าวว่าฮิตหรา 555 แต่เราการันตรีเรื่องอากาศและบรรยากาศนะ เอ้อแล้วก็อยากบอกว่ามันไม่ได้เป็นสีทองทุกช่วงนะคะมันมีช่วงเขียวด้วยถ้าใครติดภาพเป็นทุ่งสีทองๆไปลบความจำก่อน เราว่าขึ้นไปบนนี้ให้คิดถึงแค่ว่า"ภูเขาหญ้า"กว้างๆ ไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวเราแล้วก็ความคิดเราและพี่เทพ ซึ่งมันสวยงาม คิดถึงพี่ๆลูกหาบมากน่ารักมาก


ไว้จะมารีวิว จังหวัด "ตรัง" อีกจังหวัดนึงนะที่ผู้คนน่ารักมากๆ บอกไว้ก่อนเลยว่าไปที่ไหนก็รักที่นั้น จุ๊บๆ
ฝากติดตามโปรเจค LOVE_en_ROUTE ด้วยคะใน IG ก็มี อิอิ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่