โรงเรียนอสูรโคลโบลท์ ตอนที่ 13

กระทู้สนทนา
“เจ้าจะมีแผนอะไรข้าไม่รู้ แต่ต้องผ่านข้าก่อน!”

    โดยไม่ต้องรั้งรอคำสั่งของเจ้านาย เฟฟนิลพ่นไฟมังกรออกจากปากทั้งที่อยู่ในร่างมนุษย์ เปลวไฟร้อนแรงกลับทะลุร่างของเฮเลนไปเหมือนเป็นอากาศธาตุ เมื่อนางลองใช้กรงเล็บมังกรตวัดลงบนลำตัวที่คลุมร่างด้วยเสื้อผ้าสีขาวสะอาดมันก็ทะลุผ่านได้เหมือนอีกฝ่ายเป็นเงาผี เฮเลนหรืออดีตจอมอสูรกลั้วหัวเราะน้อยๆในความพยายามที่สูญเปล่าของนางมังกรครึ่งมนุษย์

    “พูดอย่างกับข้ายังเป็นเหมือนเดิมอย่างนั้นล่ะ ข้าคงต้องขอขอบคุณคัลวินที่ช่วยให้ข้าได้พลังกลับคืนมามากเป็นเท่าตัว และขอขอบคุณพวกท่านทุกคนที่ทำให้รู้ว่า หากไม่มีร่างกายข้าก็จะสามารถรับพลังได้อย่างไม่มีขีดจำกัด”

    “แล้วเจ้าทำได้อย่างไรเฮเลน ในเมื่อ...” เอริคชำเลืองมองครีดและผู้นั่งบนหลังที่ไม่รู้สถานการณ์ตอนนี้ “ในเมื่อพวกเราลงทุนใช้อาคมผนึกชั้นสูงสุดกับหัวใจของเจ้า”

    “ก็อาคมนั้นมันแค่ป้องกันไม่ให้คนออกนี่ ข้าก็เลยวางแผนให้พลังของข้าแทรกซึมเข้ามาด้านในแทน จนกระทั่งข้าแข็งแกร่งขนาดสร้างร่างและใช้พลังส่วนหนึ่งนอกเขตผนึกได้ เมื่อไรที่ข้าปรับสมดุลพลังได้แล้วจะปล่อยพวกท่านและเด็กพวกนั้นไป แต่เพราะประมาทท่านจึงเรียกชีวิตคัลวินกลับมาทัน คราวนี้ข้าไม่ยอมให้ใครมาขวางการคืนชีพของข้าเด็ดขาด ข้ากางเขตแดนครอบคลุมที่นี้เอาไว้แล้ว เว้นเอาไว้แค่สนามสอบที่พลังอำนาจข้าแทบไม่มีผลเท่านั้น”

    ในพริบตานั้นสายฟ้าในอากาศผันแปรในทันที ทั้งสามคนร้องด้วยความเจ็บปวดจากเขตแดนสายฟ้าของเฮเลน ต่างตัวงอด้วยความปวดร้าวภายใน เฟฟนิลถึงกับกระเด็นลงไปครูดพื้นดิน เหลือเพียงครีดและผู้อยู่บนหลังที่ยังยืนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมเจ้ามังกรดำยังกระดิกหางอย่างยินดีอีกต่างหาก มันทำให้เอริคฝืนยิ้มในขณะที่เฮเลนหน้าเสีย แม้พลังอำนาจของนางในเวลานี้ยังไม่อาจส่งผลต่อมังกรตัวนี้ได้ ราวกับมันเกิดมาเพื่อต่อกรกับนางโดยเฉพาะฉะนั้น

    “อยากได้ตัวเด็กคืนก็ไปเอาเองสิ แต่พวกท่านจะทำอะไรได้ คนหนึ่งท้อง คนหนึ่งแพ้ท้องขนาดยืนยังแทบไม่ไหว คัลวินก็เป็นแหล่งพลังเวทชั้นดีสำหรับข้าเสียอีก เหลือเพียงเจ้าที่พอจะสู้กับข้าได้เคน แต่จะสู้ได้สักกี่น้ำกัน”

    แล้วเฮเลนก็หายตัวทิ้งไว้เพียงความเจ็บชาในข้อต่อและกล้ามเนื้อของอาจารย์ทั้งสาม เอริคยื่นมือให้เพื่อนรักดึงตัวขึ้น เฟฟนิลแสดงความหงุดหงิดออกมาเมื่อพบกว่านางกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว ส่วนครีด มันวิ่งไปรอบๆโดยมีเพอร์รอตต์อยู่บนหลังไม่รู้ร้อนรู้หนาวแม้แต่นิด

    “เฟฟนิลกลับไปสนามสอบกับอาจารย์ใหญ่ บอกเล่าที่เห็นเมื่อกี้ให้ซานเดรียกับอาจารย์คนอื่นๆฟัง บอกนางด้วยว่า ถ้าออกมานอกสนามสอบข้าจะฆ่านางเอง” เอริคพูดเสียงต่ำ นางมังกรครึ่งมนุษย์รับคำสั่งแล้วบินไปยังสนามสอบด้วยปีกมังกรบนแผ่นหลังโดยหิ้วอาจารย์ใหญ่ไปด้วยเพื่อคุ้มกันนักเรียน “คัลวินเราเข้าไปรับตัวเลวิสดีกว่า ก่อนที่ยาของข้าจะหมดฤทธิ์ ไม่อย่างนั้นข้ายืนไม่อยู่แน่”

    ฝ่ายคัลวินนั้นยังปวดมึนเพราะผลข้างเคียงจากการโจมตีของเฮเลนแต่มันหายไปทันทีเมื่อใช้เวทรักษา

    เอริคเดินนำหน้าไปพร้อมกับครีด คัลวินไม่รู้แน่ชัดว่าเพื่อนคนนี้คิดอะไรจึงยอมให้นักเรียนเข้ามาเสี่ยงด้วยแต่ก็เดินตามไปโดยไม่ซักถาม ทางเดินระหว่างห้องเรียนเงียบเชียบไร้ซึ่งเสียงใดๆ ยิ่งคนเดินนำหน้าเป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้วยิ่งเงียบขึ้นเป็นเท่าตัว ราวกับที่แห่งนี้กลับไปเป็นปราสาทของจอมอสูรเหมือนวันวาน ไม่ได้เป็นโรงเรียนอีกต่อไปแล้ว

    ผ่านทางเดินที่เย็นยะเยือกมาได้ครู่หนึ่งก็มาถึงห้องทดลองของอาจารย์ใหญ่ เอริคสบถเมื่อเห็นรอยเปลวไฟลามเลียเป็นคราบดำที่ประตู ถ้าไม่ใช่เพราะการทดลองของอาจารย์ใหญ่จอมเพี้ยนก็คงเป็นเฟฟนิล ในห้องของทุกอย่างยังอยู่เป็นปกติ กรงสัตว์ประสมที่ส่งเสียงเอะอะ เครื่องมือในการทดลองวางเกลื่อนกราดกับสิ่งของต่างๆที่ไม่เป็นระเบียบ เขาเตะเก้าอี้ตัวหนึ่งกระเด็นเพราะตรงจุดนั้นมีช่องทางเดินลงไปยังห้องใต้ดินลึกลงไปอีก

    “มากันเร็วจริงๆ”

    เสียงค่อนขอดทำให้เอริคกระโดดลงมาจากบันไดวนทันที เฮเลนร่างผู้ใหญ่ยืนรอพวกเขาอย่างร้อนรน กลางห้องมีวงไสยเวทสีแดงสดเปล่งแสงอ่อนๆจนดูเหมือนกับเลือด ข้างในนั้นเลวิสนอนหลับใหลหนุนตักลอยด์ในร่างเด็กอยู่ราวกับเป็นที่นอนส่วนตัว คัลวินรีบจับคอครีดไว้เพราะมันจะเข้าไปอ้อนเจ้านาย เขาต้องการมันเป็นโล่ป้องกันในตอนนี้

    “ฉลาดนี่คัลวินที่พาครีดมาด้วย อย่างน้อยข้าก็ดูดพลังเวทของเจ้าไม่ได้ชั่วคราวหากอยู่หลังมังกรนั่น”

    “เฮเลนข้าไม่เข้าใจ ทำไมเจ้าจึงได้พลังกลับมา” เอริคพยายามไม่มองไปบนหลังของครีด เขาต้องการให้ครีดอยู่ข้างๆไปอีกพักใหญ่จนกว่านางอสูรจะเปิดโอกาส พอๆกับที่เพื่อนรักของเลวิสจะได้ยินเรื่องราวต่างๆเพื่อเป็นพยานว่าพวกเขาพูดความจริง

    “เห็นว่ายังมีเวลาเหลือจะเล่าให้ฟังก็ได้ คงจำได้ใช่ไหมหลังจากที่ท่านกับคาร์สันร่วมมือกันตัดร่างข้าเป็นสามส่วน!” เฮเลนคำรามเบาๆผนังห้องรอบตัวพวกเขาทั้งสามยุบไปเป็นแถบด้วยเขตอาคมสายฟ้าแบบอัดกระแทกของนาง เอริคคิดว่าหากไม่มีครีดพวกเขาคงถูกเขตอาคมกระแทกติดผนังไปแล้ว

    “ทำไมจะจำไม่ได้ เพราะแรงเฮือกสุดท้ายของเจ้าทำให้หน้าอกของคาร์สันถูกอัดกระแทกจนตายด้วยแรงระเบิดของเจ้า” เอริคพูด ดวงตาสีน้ำตาลจ้องเฮเลนอย่างครุ่นคิด

    “ตอนนั้นข้ายังไม่อยากตายและไม่อยากถูกผนึกไว้เฉยๆ จึงคิดส่งพลังและวิญญาณส่วนหนึ่งไปฝังตัวอยู่กับคัลวินเพราะเป็นแหล่งพลังเวทชั้นดี เป้าหมายคือลักลอบดูดพลังของเขามาเป็นของข้า แต่มันกลับพลาดไปอยู่กับคาร์สันทำให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยพลังและวิญญาณที่ข้าส่งไป ตอนนั้นเจ้ากำลังจะคืนชีพเขาด้วยมนตราเรียกอสูรระดับจอมจักรพรรดิข้าคิดว่าคงแย่แน่แล้ว วิญญาณของข้ายังรวมตัวกับวิญญาณของคาร์สันไม่ได้ หากเขามีชีวิตก่อนเอริคคืนชีพให้จะต้องถูกสงสัยแน่ว่าเหตุใดเพื่อนของเขายังมีชีวิตอยู่ทั้งที่น่าจะสิ้นชีพด้วยน้ำมือข้าไปแล้ว

    “ตอนนั้นข้าจึงแกล้งระเบิดพลังอีกครั้งเพื่อใช้มนตร์เคลื่อนย้ายส่งร่างที่อ่อนระโหยไปไกลสุดลูกหูลูกตา เจ้าสองคนจะได้ตามหาไม่เจอและคิดว่าเขาตายไปแล้ว โชคดีที่ข้ายั้งมือทัน เขาจึงไปไกลพอและไม่ถึงกับตายแต่ความจำเสื่อมไม่รู้แม้แต่นิดว่าตนเป็นผู้วิเศษ แค่ชื่อตัวเองยังจำไม่ได้เลย เขาจึงกลับมาหาพวกท่านไม่ได้ ช่วยตอกย้ำความเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว พลังและวิญญาณของข้าสามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจึงหมดห่วงเรื่องการดูดพลังเวทจากเขา

    “ส่วนข้าที่ถูกพวกท่านผนึกก็แค่รอเวลา พวกท่านน่าจะรู้ งูทะเลถึงจะเติบโตบนบกและคิดว่าตนเป็นงูธรรมดาแต่สักวันมันก็ต้องกลับเข้าฝูงงูทะเลวันยันค่ำ คาร์สัน ฮอร์คเวนเป็นผู้วิเศษที่มีพรสวรรค์ลูกของเขาย่อมต้องเป็นอย่างนั้นด้วย แถมพวกท่านเปิดโรงเรียนเพื่ออาศัยนักเรียนช่วยผนึกร่างของข้าอีก สักวันท่านก็ต้องพาลูกของเขามาในฐานะนักเรียนอยู่แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นข้าก็ได้เวลาเริ่มแผนการที่สอง นั่นคือการติดต่อกับร่างแยกหรือวิญญาณอีกส่วนของข้างที่หลับในตัวของเด็กคนนี้

    “ตอนที่ข้าพบเด็กคนนี้ครั้งแรกก็ตกใจเหมือนกันเพราะตาเหมือนกับพ่อของเขามาก แต่โชคดีที่มีเพียงท่านที่สะกิดใจ ส่วนคัลวินและอเล็กซานเดรียเชื่อสนิทใจว่าคาร์สันตายไปแล้วจริงๆพวกท่านจึงทะเลาะกันแทนที่จะคอยจับผิดข้า

    “แผนขั้นที่สองของข้าเริ่มต้นด้วยการทำเป็นขอความช่วยเหลือไปสองสามครั้ง ตอนนั้นข้าเกือบหลอกให้เขามาอยู่ในวงเวทนี้ได้เพราะมันจะทำให้ข้าใช้พลังในตัวเขาได้อย่างอิสระ คงสำเร็จถ้าท่านไม่สั่งให้เฟฟนิลคอยเฝ้าไว้อย่างดี ข้าไม่อยากให้แผนแตกจึงต้องรอต่อไป ทั้งที่โอกาสอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วแท้ๆ

    “แต่เทพธิดาแห่งโชคหันหน้ากลับมาหาข้าอีกครั้งเมื่อมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าจะต้องส่งตัวแทนไปประลอง ข้าเป็นคนแอบยื่นความคิดนี้ให้หนึ่งในคณะกรรมการการประลองเอง คัลวินเลือกเลวิสไปประลองตามคาดทำให้ข้าได้ผลประโยชน์จากการฝึกด้วย อเล็กซานเดรียตั้งท้อง ส่วนเอริคก็มาแพ้ท้องแทนอีกทำให้ข้าเป็นอิสระได้มากกว่าเดิม ที่ข้าทำก็แค่ใช้การติดต่อครั้งแรกๆให้เป็นประโยชน์ บวกกับการเล่นละครโศกเรียกน้ำตาก็หลอกเด็กคนนี้ได้

    "เขาสัญญาว่าจะเก่งขึ้นเพื่อข้า เขาพูดจริงเพราะยิ่งเขามีพลังเวทมากขึ้นข้าก็จะได้รับมันด้วยเช่นกัน เพราะเศษเสี้ยวของวิญญาณข้ายังอยู่ในร่างของเขา เรามีส่วนเชื่อมโยงกันอยู่

    “ตอนนี้ข้าคิดว่าพลังมากพอแล้วจึงแอบออกไปพาตัวเขากลับมาที่นี่ ไม่ต้องห่วงขอเวลาอีกสักสองสามวันข้าก็จะได้รับพลังทั้งหมดคืนมาแล้ว ส่วนเด็กคนนี้ เขาจะต้องหลับแบบนี้ต่อไป ข้าไม่ยอมให้เขาตายหรอก เขาคือร่างย่อส่วนของคนรักข้า

    “แต่สิ่งที่ข้าคาดไม่ถึงคือการคงอยู่ของมังกรตัวนี้ มันสามารถกลืนกินพลังอำนาจแห่งข้าได้...”

    เฮเลนเล่าแผนการทั้งหมดเพลินจนลืมสังเกตอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ เบื้องหน้าของนางไม่มีมังกรดำแต่กลับมีไคมีร่าของเอริคยืนอยู่แทน เนื่องจากเกล็ดของมันสีดำเหมือนกันเมื่ออยู่ในห้องมืดๆจึงไม่เห็นตอนเปลี่ยนตัว

    พอนางรู้ตัวไคมีร่าก็พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วแต่ถูกอัดกระเด็นด้วยเขตอาคมสายฟ้าของนางที่ใช้ต่างกำแพงป้องกัน เอริคก้าวออกมาข้างหน้าแต่ช้าไป ทั้งเขาและคัลวินถูกเขตอาคมของลอยด์อัดติดผนังด้วยความแรงปานมังกรทับ เอริคกระอักเลือดเพราะร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนปกติ ส่วนคัลวินกรีดร้องไม่เป็นภาษา เพราะตอนนี้ทั้งคู่ไร้สิ่งป้องกันพลังเขตแดน

    “ครีดล่ะ” เฮเลนมองไปรอบห้องหาเจ้ามังกรน้อย มีเพียงเจ้าตัวนี้เท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพลังของนางแถมยังสามารถสลายเขตอาคมได้อีก หากเอริคฝากความหวังไว้กับมันนางคงแย่แน่

    “ไปเลย ครีด!”

    เอริค เรนฟอร์ดคำรามอย่างบ้าคลั่ง เฮเลนหันขวับไปยังวงไสยเวทกลางห้อง มังกรตัวน้อยใช้จมูกเขี่ยปลุกนายของมันอย่างร่าเริง ร่างผู้ใหญ่ของเฮเลนหายไปเพื่อจะได้กลับไปควบคุมร่างเด็กอีกครั้ง แต่ไม่ทันเสียแล้ว ครีดตัวน้อยใช้ปากช้อนมือของเลวิสขึ้นมาแล้วกัดดังกร้วม!!...


    “เลวิส ตื่นได้แล้ว”

    เสียงปลุกแผ่วเบาวิ่งเข้ามากระทบโสตประสาทของดาริอุส เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้น เขาอยู่กลางป่าโอ๊คข้างกองไฟกองใหญ่ อากาศเย็นเยียบทำให้เขาอยากนอนต่ออีกสักหน่อย เมื่อรู้สึกตัวเต็มที่เขาต้องมองไปรอบตัว เท่าที่จำได้ก่อนหลับไปเขาเข้าไปค้นหนังสือในหอสมุดกับเพื่อนในเมืองข้างๆ สุดท้ายก็ง่วงแล้วก็นอนบนเก้าอี้ ไม่น่ามาอยู่ที่นี่ได้

    “ฝันไม่ดีหรือ ดื่มสักหน่อยไหม”

    เจ้าของเสียงยื่นแก้วน้ำที่มีควันลอยเหนือปากแก้วให้ เขามีดวงตาสีน้ำตาลและหญิงข้างๆก็มีผมสีเขียวใส ดาริอุสกุมหัวเพราะเขาแน่ใจว่าคนทั้งคู่คือดรากานและลาเรส แต่เขาทำการทดสอบเสร็จไปแล้วนี่นา

    “เป็นอะไรหรือเปล่า ข้าพอมียาอยู่จะกินสักหน่อยไหม” ดรากานคว้ากระเป๋าเก่าๆของตนมาไว้บนตักทันที ดาริอุสลองจิกนิ้วตัวเองก็พบว่ามีความรู้สึกเหมือนตื่นอยู่ หรือว่านี่คือความจริงแล้วที่ผ่านมาคือความฝัน “เวเบอร์ล่ะ ขอรับ”

    “ก็กลับไปเมื่อคืนก่อนไงละ คงเพราะไปเจอฝูงเซ็นทอร์อพยพเมื่อกลางวันล่ะสิ เจ้าล้มหัวกระแทกสลบไปครั้งหนึ่ง พอฟื้นได้สักพักก็หลับไปอีกรอบ สมองถูกกระทบความทรงจำจึงเลือนราง ข้าก็เคยเป็น” ดรากานถอนหายใจเบาๆด้วยความโล่งอก

    ดาริอุสคลำหัวเบาๆก็พบก้อนแข็งเจ็บๆคันๆ เขาคงกระแทกแรงมาก

    “ข้าฝันขอรับ ฝันว่าทำการทดสอบเสร็จแล้วก็กลับไปโรงเรียน ไปเข้าชั้นเรียนตามปกติ ไปฝึกกับอาจารย์อีกคน ไปสร้างไคมีร่า แล้วก็ไปเดินเล่นที่หอสมุดกับเพื่อนๆ แล้วก็ตื่น แค่นั้นเองขอรับ”

    ดาริอุสมองเห็นแสงสีม่วงอ่อนเหนือยอดไม้บอกเวลาว่ารุ่งสางแล้ว ท้องของเขาประท้วงเสียงดังโครกครากดรากานจึงส่งถ้วยธัญพืชต้มให้ ด้วยความอร่อยของมันทำให้เชื่อว่านี่เป็นความจริง แล้วที่ผ่านมาเมื่อครู่เป็นเพียงความฝันที่แสนยาวนาน

(มีต่อ)
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่