โรงเรียนอสูรโคลโบลท์ ตอนที่ 10

กระทู้สนทนา
สติของดาริอุสกลับมาเมื่อแสงสว่างเจิดจ้าแผ่ออกมาจากกลางที่พัก หมาจิ้งจอกแผงคอสีเพลิงตัวหนึ่งยืนจังก้าอยู่ข้างลาควีล่า ส่วนดรากานยืนถือดาบเปล่งแสงเหมือนพระจันทร์อยู่ข้างๆ ด้วยแสงจากทั้งสามแหล่งทำให้มองเห็นได้ไกลเกือบสามเมตร

    “มีเวทแสงดีๆไหม ทำไมข้าไม่ให้เจ้าไบรอันมาด้วยนะ! ” ดรากานคำรามอย่างหัวเสีย ดาริอุสส่ายหน้าเพราะเขาเพิ่งเรียนเวทธาตุหลักมาแค่ห้าอย่างเท่านั้น แต่เขานึกถึงโคลงมนตราได้บทหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ “เทพแห่งแสงสว่างผู้ปรานี โปรดมอบฝ่ามือของท่านเพื่อกระจายกลิ่นไอแห่งแสง เขตอาคมแสงทิวา”

    ดาริอุสชูมือขึ้นเหนือหัว เขตอาคมวงกลมแบนๆ เปล่งแสงเจิดจ้าราวกับดวงตะวันขับไล่ความมืดออกไปไกลเหลือแสน เขามองเห็นชายตาสีพระจันทร์แดงซึ่งจำได้ว่าเขาคือผู้บุกรุกคนเมื่อวาน ข้างตัวชายผู้นั้นมีนกตัวหนึ่งที่มีลำตัวและแผงปีกเป็นความมืด มันพยายามปล่อยกลุ่มอากาศสีดำออกมาแต่ถูกเขตอาคมผนึกพลังอำนาจเอาไว้

    เมื่อชายคนนั้นเห็นดาริอุสเป็นตัวขวางทางจึงปราดเข้ามาพร้อมดาบในมือ เขาคิดหลบแต่ร่างกายไม่ยอมทำตามคำสั่ง แม้แต่มือขวาที่ชูขึ้นฟ้าก็ยังไร้เรี่ยวแรงราวกับร่างของเขาเป็นส่วนหนึ่งของอาคมแสงบนท้องฟ้าไปแล้ว ถึงจะรู้ว่าสามารถขยับได้แต่ก็ไม่กล้าขยับเพราะเกรงว่าแสงสว่างจะหายไป

    “รออยู่แล้ว! ”

    ดราการกับลาควีล่ากัดฟันกรอดเข้าไปประดาบกับชายคนนั้นเพื่อไม่ให้เขาเข้าถึงตัวดาริอุส “รู้ไหมว่าโคลงเรียกเจ้าตัวนั้นคืออะไร ถ้ามีคนเรียกสองคนพร้อมกันมันจะหายไป” นางคำรามระหว่างการแทงดาบใส่คู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้อย่าว่าแต่โคลงมนตราเลย เขายังไม่รู้จักเจ้านกประหลาดนั่นเลยด้วยซ้ำ

    “ท่องตามข้า” เสียงทุ้มต่ำดังมาทางด้านหลัง เขาเอี้ยวตัวไม่ได้จึงไม่รู้ว่าต้นเสียงมาจากที่ไหน “ราตรีฉายแสง ทิวาลับหาย แผงปีกมืดมิดแฝงความตาย ข้าขอเอ่ยนาม ราชาวิหคดำเดรริ์ก”

    ดาริอุสท่องโคลงมนตราอย่างว่าง่าย นกสีดำตัวนั้นหายไปทันทีที่ท่องโคลงมนตราจบ แล้วเขาก็ทรุดตัวลงทำให้อาคมแสงเหนือหัวดับหายปล่อยให้แสงจันทร์ดวงโตสาดส่องลงมาแทน เขาเหลียวไปมองข้างหลังก็เห็นแค่หมาจิ้งจอกแผงคอไฟตัวเดียวเท่านั้น แต่เขาคิดว่าบางทีมันอาจพูดได้เหมือนคนครึ่งนกตัวนั้น

    “ยังจะตามมาทำไมอีกเวเบอร์!!” ดรากานคำราม ผู้บุกรุกยิ้มน้อยๆแล้วโค้งให้ด้วยความเคารพ

    “เชือกทวีอาคมที่ท่านต้องการอยู่ที่ปราสาทของท่านไวน์ ข้าว่าจะไปชิงมาก่อนท่าน” ผู้บุกรุกแฝงตัวอยู่ใต้เงามืดทำให้ดูเหมือนเงาหลอนของวิญญาณ “อย่างน้อยข้าอยากดูว่าท่านจะเลือกว่าจะป้องกันทางไหนก่อน สหาย หรือว่าคนรัก”

    “ข้าไม่ต้องเลือกหรอกเวเบอร์! ไบรอันเล่าเรื่องที่วิหารแก้วผลึกให้ข้าฟังแล้ว พวกเราจึงแยกเป็นสองกลุ่มอย่างไรละ กลุ่มที่เจ้าไม่ทำร้ายและกลุ่มที่เจ้าทำร้ายไม่ได้ ข้าได้ยินมาว่ากลัวเนอร์วาน่าขึ้นสมองเลยนี่” ดรากานหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจนเหมือนไม่ใช่ตัวเขา

    “ไม่อยากทำร้าย กับไม่คิดทำร้ายต่างหาก” ผู้บุกรุกถอนหายใจสั้นๆ “ข้าจะแสดงให้ดูก่อนก็ได้นะขอรับ”

    เมื่อสิ้นเสียงร่างของผู้บุกรุกพลันหายไปในเงามืด ดาริอุสหันไปมองข้างหลังก็พบร่างสูงใหญ่ของผู้บุกรุกยืนเงื้อดาบในมือเตรียมสังหารได้ในพริบตา เขาจ้องมองดวงตาสีพระจันทร์แดงด้วยความหวาดกลัว มือและขาของเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยดวงตาคู่นั้นจนไม่อาจปัดป้องตัวเองจากความตายได้

    ในพริบตาดับจิตก่อนที่ดาบสีเงินจะพุ่งลงบนร่างของดาริอุส สุนัขจิ้งจอกแผงคอไฟด้านหลังช่วยผลักให้พ้นวิถีดาบได้อย่างหวุดหวิด แต่ตอนนี้ความกลัวได้เข้าเกาะกุมไปจนถึงปลายเส้นประสาทแล้ว แม้แต่นิ้วมือเขาก็ยังไม่มีแรงขยับ ทำได้แค่รอความตายอยู่เฉยๆเท่านั้น

    “พอได้แล้วเวเบอร์ เด็กคนนั้นไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย” หญิงสาวรูปงามปราดเข้ามาขวางเอาไว้ การเคลื่อนไหวของนางทั้งรุนแรงและเฉียบขาดเหมือนกับที่ดาริอุสเคยเห็นอาจารย์เรนฟอร์ดตอนประลองคราวก่อน ผิดกับบุรุษตาสีพระจันทร์แดงที่ตั้งรับอย่างไม่เต็มใจนัก

    “เจ้านั่นล่ะพอได้แล้ว แค่นี้ก็ไม่ถือว่าผิดกติกานั่นแล้วไม่ใช่หรือ” ดรากานยิ้มเผล่เดินมาช่วยพยุงดาริอุสให้นั่งในท่าปกติแล้วนั่งดูการประดาบของทั้งสองคน

    “คนหลายใจ! ทำเป็นพูดว่ารักนักรักหนา ที่จริงแล้วแอบมีคนอื่นอยู่อีกใช่ไหม!” ลาควีล่าคำรามอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ “เนอร์วาน่าบอกข้าหมดแล้วเรื่องเพื่อนสมัยเด็กของท่านน่ะ” พอสิ้นเสียงกระบี่ของหญิงสาวก็ปลิวไปปักลงบนต้นสนด้านหลังอย่างแม่นยำ คู่ต่อสู้ของนางได้โอกาสเดินมาทางดาริอุสด้วยอาการปกติ

    “ถ้าจำไม่ผิดข้าเคยพบเด็กคนนี้ตอนไปเอาของในดินแดนอื่น ไม่ทราบว่าทำไมเขาจึงมาอยู่กับท่านตรงนี้ขอรับท่านมาเวอร์ริค หรือเป็นแผนของนางตัวแสบนั่น” ผู้บุกรุกหันหลังให้ลาควีล่าที่วิ่งไปดึงดาบออกจากต้นไม้ ดาริอุสจะยันตัวลุกขึ้นแต่ดรากานยกมือห้าม

    “เขามาจากอีกดินแดนหนึ่ง ภารกิจของเขาคือไปหาของกับข้า เมื่อเสร็จเขาก็จะกลับไปดินแดนของเขา อย่ารังแกเด็กน่าเวเบอร์ศัตรูของท่านมีเพียงไบรอันไม่ใช่หรือ” ดรากานกลั้นยิ้มเหมือนอีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทแทนที่จะเป็นศัตรู

    “ผิดแล้ว ศัตรูของเขาคือข้าต่างหาก!” ลาควีล่าคำรามเงื้อกระบี่เข้าใส่ผู้บุกรุกแต่อีกฝ่ายหลบวูบมายืนเบื้องหน้าดาริอุส “จ้องตาเขม็งแบบนั้นคงใช่สินะ ฝากขอโทษพวกนั้นด้วยที่ข้าต้องแย่งแหล่งพลังเวทมา แต่ข้าขอมาแค่เศษเท่านั้น แถมยังไม่ได้ฆ่าใครเลยด้วย”

    ผู้บุกรุกขยับมือน้อยๆหญิงสาวที่พุ่งมาด้านหลังก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้น แต่ก็ยังลุกขึ้นอย่างไม่ย่อท้อ “พอเถอะไลล่า พักคุยกันสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเราก็นอนกันพอแล้วนี่ เวเบอร์ก็ออกมาทักทายตามธรรมเนียมแล้วคงไม่ผิดกติกานั่นหรอกจริงไหม...เจ้าจะนอนก็ได้นะเลวิส อีกสักพักกว่าจะสว่าง” ดรากานอธิบายว่าเขากับลาควีล่าให้ดาริอุสอยู่โยงผลัดสุดท้ายเพื่อพวกเขาจะได้นอนพักรอการมาของเวเบอร์ เฟียร์เลสผู้นี้

    ดรากานหันไปเขี่ยกองไฟเล่นเมื่อดาริอุสถามว่าผู้บุกรุกคนนี้คือใคร ตอนแรกมาแบบศัตรู ลาควีล่าก็พูดกับเขาแปลกๆ พอมาตอนนี้ก็เป็นมิตรเสียอย่างนั้น แล้วที่บอกว่าตามธรรมเนียมมันหมายความว่าอย่างไร

    “ความสัมพันธ์มันค่อนข้างซับซ้อน...สำหรับข้าเขาเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์ของพ่อข้า เขาไม่เคยทำร้ายหรือโกหกข้า สำหรับไลล่าเขาเป็นศัตรูตามชะตากรรมของนาง สำหรับไบรอันเพื่อนข้าเขาคือศัตรู เพราะคนๆนี้ฆ่าเพื่อนของเราไปสองคนและทั้งเวเบอร์กับไบรอันก็หลงรักไลล่าเหมือนกัน ส่วนไบรอันกับไลล่าก็เป็นเพื่อนข้า สำหรับกลุ่มของข้าทั้งหมดเขาเป็นศัตรูผู้นำของกองทัพปีศาจ แต่สำหรับเนอร์วาน่าเพื่อนอีกคนของข้า เขาคือผู้ที่ได้รับการปกป้องจากจอมเทพ แล้วเจ้าจะให้ข้าอธิบายว่าอย่างไรละในเมื่อเขาเป็นทั้งศัตรูและมิตร” ดาริอุสยักไหล่

    ผู้บุกรุกทำตัวตามสบายนั่งลงคุยกับดรากาน ส่วนลาควีล่านั่งลงด้านตรงข้ามกับผู้บุกรุก นางปักดาบลงดินนั่งกอดอกมองชายตรงหน้าด้วยความระแวดระวังเกินพอดี “ถ้าท่านหลงรักนาง แล้วจะเป็นศัตรูกับนางทำไมหรือ” ดาริอุสถามผู้บุกรุก

    “เรื่องมันยาว ถ้าเล่าคงสว่างเสียก่อน เอาว่าข้ารักนางแต่เทพีแห่งอัคคีกลั่นแกล้งให้นางมาเป็นศัตรูกับข้า ข้ากับนางจะต้องสู้กันจนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ หากชนะข้าก็รอด ถ้าแพ้ข้าก็ตาย ถ้าไม่ยอมสู้กับนางก็ตายเหมือนกัน”

    เวเบอร์หรือผู้บุกรุกทำให้ดาริอุสคิดว่าโลกแห่งความเป็นจริงโหดร้ายกว่าเรื่องในโรงเรียนเสียมากมาย ทั้งซับซ้อนและวุ่นวายเกินคาดเดาขนาดคนที่แทบจะฆ่ากันอยู่ยังมานั่งคุยกันดีๆได้ แต่เขารู้สึกดีเมื่อคุยกับผู้บุกรุกคนนี้ อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวในที่นี้ที่สามารถเรียนรู้วิชาทั้งสามได้อย่างเท่าเทียม

    “อย่างนั้นหรือเวเบอร์ ท่านไปโรงเรียนของเลวิสเพื่อขอแบ่งชิ้นส่วนของแหล่งพลังเวท แต่ไม่ได้ฆ่าใครใช่ไหม” ดรากานเป็นคนไกล่เกลี่ยให้เข้าใจว่าเป็นงานของเวเบอร์ที่ต้องหาแหล่งพลังเวทมาใช้เพื่อแผนการร้าย ส่วนเวเบอร์ก็อยากชดเชยความผิดด้วยการหาบางอย่างมาให้ดาริอุสด้วย

    “อย่าไปเชื่อลมปากตานี่มากนักเลย” ลาเรสแหว “เดี๋ยวก็พูดพลิกลิ้นไปเรื่อยนั่นล่ะ”

    “อย่าพูดแบบนั้นสิไลล่า ถ้าข้าเป็นผู้ชายยิ้มไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีจริงคงฉวยโอกาสไปตั้งแต่ตอนที่เจ้าอยู่โยงคนเดียวแล้ว”

    “แล้วระหว่างข้ากับคนรักเก่าของท่าน ท่านอยากมองใครมากกว่ากัน” หญิงสาวแทบตะคอกใส่หน้าเวเบอร์ทำให้เขาหันมาคุยกับดาริอุสต่อทันที

    “อยากได้อะไรเป็นการขอโทษไหม” ผู้บุกรุกยามค่ำคืนกล่าวกับดาริอุส หากลาควีล่าชิงขัดอีกแล้ว

    “อยากได้หัวท่านน่ะ จะให้ได้ไหม” ท่าทางนางจะไม่หยุดหัวเสียง่ายๆ

    “อยากแข็งแกร่งขอรับ อยากรู้วิธีเป็นอมตะเหมือนท่าน” ดาริอุสตอบซื่อๆ เขาได้แรงบันดาลใจจากคนๆนี้จริงๆ

    “เวทมนตร์อย่างไรล่ะ” ผู้บุกรุกตอบ “ใช้เวทมนตร์สายเพลิงเพิ่มความร้อนและพลังให้กล้ามเนื้อ เพื่อจะได้มีแรงมากขึ้น ใช้มนตร์รักษาหล่อเลี้ยงไว้ที่สายเลือดเพื่อรักษาตัวเองได้ทันที”

    “แล้วทำอย่างไรจึงจะมีพลังเวทมากขึ้นล่ะขอรับ อย่างข้าทำแบบนั้นตลอดเวลาไม่ได้แน่”

    “ทำตัวให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ลองนั่งสมาธิใต้ไม้ใหญ่ดู ปล่อยจิตวิญญาณให้ล่องลอยไปกับธรรมชาติรอบตัว จะช่วยให้ซึมซับเวทมนตร์ได้มากขึ้น” ผู้บุกรุกอธิบายอย่างเป็นกันเอง ลาควีล่าทำท่าจะพูดจิกกัดแต่เมินหน้าหนีเสียอย่างนั้น “นักเวทมนตร์ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและธาตุต่างๆ”

    “ถ้าไม่บอกเรื่องนั้นข้าจะถือว่าตั้งใจปิดบังเด็กนะ” ลาควีล่าค้อนใส่

    “สิ่งที่ต้องระวังไม่ใช่แค่พลังเวทหมดตัว” เวเบอร์เสริมอย่างผู้รู้ “แต่มีอาวุธบางประเภทที่ทำลายเวทมนตร์ได้ เพียงถูกแทงหรือกรีดลงผิวเพียงครั้งเดียว เจ้าจะใช้เวทมนตร์กับส่วนนั้นไม่ได้จนกว่าแผลจะหายเองตามธรรมชาติ”

    อยู่ดีๆลาควีล่าก็ดึงกระบี่ออกมาถูเล่นเสียอย่างนั้น คล้ายจะสื่อว่าอาวุธของนางก็มีพลังแบบนั้นเช่นกัน

    เวเบอร์พยักพเยิดไปทางกระบี่ของลาควีล่าทำให้รู้ว่านางเป็นคู่ต่อสู้ที่พอฟัดพอเหวี่ยง ใช้ดาบและวิชาเรียกสัตว์ปีศาจเหมือนกัน ส่วนต่างตรงเวทมนตร์นางก็จัดการสลายมันด้วยดาบเล่มนั้นทำให้เวทมนตร์ทุกอย่างเป็นสูญ

    “ไปลองดูตรงนั้นก็ได้ ผสานเวทสายเพลิงเข้ากับกล้ามเนื้อส่วนที่จะใช้งาน ถ้าถูกจุดจะได้รับพลังมหาศาล” ผู้บุกรุกยามดึกผายมือไปทางไม้ล้มใกล้ๆที่พัก มันใช้เป็นที่ทดสอบได้อย่างดี

    เหมือนทางนั้นก็มีเรื่องคุยกันอยู่พอดีหากดาริอุสไม่สนใจ ทดลองส่งความร้อนของเพลิงไปยังมือขวาแล้วใช้มันบิดหักก้านสนที่ใหญ่หนา มันทรงพลังร้ายกาจแถมยังง่ายดายอีกด้วย แม้จะทำให้มือของเขาร้อนราวแช่น้ำร้อนจัดก็ตาม

    คราวนี้เขาลองใช้พลังนั่นกับขาทั้งสองข้างบ้าง ทำให้สามารถกระโจนไปซ้ายขวาได้เหมือนละมั่ง กระทั่งหยุดไม่ทันล้มหัวทิ่มที่พุ่มสนเตี้ยพุ่มหนึ่ง

    “อย่าไปไกลล่ะเลวิส เราไม่รู้ว่ามีอะไรในป่านี้บ้าง” ดรากานร้องทักแล้วหันกลับไปคุยกับเวเบอร์ต่อทำให้พอจับใจความได้บ้าง “หมายความว่าท่านกับไบรอันช่วยเราไว้อีกแล้วสิเนี่ย เหมือนคราวนั้น”

    “ขอบคุณที่สอนวิชานี้ให้นะขอรับ” ดาริอุสก้มหัวขอบคุณอย่างจริงใจ “หากไม่รังเกียจข้าขอติดต่อท่านภายหลังได้หรือไม่ ที่ดินแดนของข้ามีผงเวทมนตร์ที่ใช้ติดต่อผ่านกระจกได้อยู่ เชื่อว่าคงเชื่อมโยงข้ามมิติได้แน่”

    “เอาสิ เจ้าคงรู้แล้วว่าชื่อเวเบอร์ เฟียร์เลส” ผู้บุกรุกแนะนำตัวอีกครั้ง “พระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว ได้เวลาที่จะต้องกลับไปทำงานต่อแล้ว”

    “วางแผนการร้ายเหมือนเดิม” ดรากานหัวเราะราวกับไม่ได้มีเรื่องบาดหมาง “อย่างนั้นเราจะรีบไปอย่างที่ท่านบอก แล้วแสร้งว่าไม่เกิดอะไรขึ้น”

    “อย่าให้รู้ว่ามีใครอื่นอีกนะ” ลาเรสพูดเสียงเขียว

    แล้วผู้สอนวิชาใหม่ให้ดาริอุสก็จากไปด้วยมนตร์เคลื่อนย้ายในแบบของตัวเอง หญิงสาวไม่ลืมส่งท้ายด้วยคำด่าที่ไม่เหมาะสมกับใบหน้าที่สะสวย ด้วยคำขู่ของเวเบอร์ทำให้นางตัดสินใจเรียกมังกรบินระดับจักรพรรดิออกมา มันเป็นมังกรบินเขาเดี่ยวที่มีปีกแทนขาคู่หน้า เมื่อพวกเขาปีนขึ้นไปบนหลังก็ได้รับการคุ้มกันด้วยอาคมกันแรงลมทันที

(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่