"เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Panadda Diskul" แสดงความเห็นเกี่ยวกับ ระบอบประชาธิปไตยอันพึงประสงค์ ว่า
หากคิดว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงเรื่องการหย่อนบัตรเลือกตั้งในทุก 4 ปี หรือการมีคณะบุคคลออกรณรงค์หาเสียงกันอย่างอึกทึกครึกโครมเพื่อการได้มาซึ่งผู้บริหาร การติดป้ายหาเสียงเต็มบ้านเต็มเมือง ว่ากล่าวสาดเสียเทเสียเช้าหากัน บ้างอาจมีการจ่ายค่าตอบแทนคนเลือกตั้งที่ กกต.ต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และมีข้อสัญญาต่างๆ นานาเกิดขึ้นอีกมากมาย มีการทุจริตคดโกงกันจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา สุดท้ายกลายเป็นความแบ่งแยกและแตกแยกของผู้คนในสังคมในชาติ แบ่งออกเป็นขั้วเป็นฝ่ายเป็นสีทางการเมืองกระทั่งกลับกลายเป็นศัตรู สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ย่อมเป็นความเข้าใจผิดคิดว่าบ้านนั้นเมืองนั้นเป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่
โดยคำนิยามสั้นๆ ของคำว่า "ประชาธิปไตย" ที่ผู้เป็นปราชญ์ของโลกตะวันตกมอบให้ไว้แก่มนุษยชาติ คือ "ความดีงาม ความซื่อตรง ความอ่อนน้อม และความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน ที่จะร่วมกันดำรงรักษาประเทศชาติกันโดยทั่วทุกคนให้กว้างขวางที่สุด"
ปนัดดา
23 ธ.ค. 57
////////////////////////////////////////
ตั้งแต่ผมเริ่มมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกก็คือการย่อนบัตรนี้ล่ะครับ
พรรคแรกที่เลือกก็พรรคแมลงสาป เพราะยังเป็นละอ่อนการเมือง หลงในคารมพ่อมีดโกนอาบนํ้าผึ้ง(ชวนหลีกภัย)
พอได้หย่อนบัตรมันจุดประกายความอยากรักษาผลประโยชน์ชาติ ก็ติดตามการเมืองเรื้อยมาจนย้อนไปอ่านประวัติการเมืองไทย
จนไปถูกใจนักการเมืองท่านหนึ่งคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
และมาเห็นความเลวของ พรรคแมลงสาปแบบจับใจก็ตอนรัฐบาลชวน โดนยื่นมติไม่ไว้วางใจตายกลางสภาคดี สปก.4-01
กับวลีเด็ดที่นายหัวชวนมาแก้ตัวให้พรรคพวก "คนรวยก็มีสิทธสอบชิงทุน"
(โดยโครงการ สปก. ต้องนําพื่นที่การเกษตรไปแจกคนยากไร้ แต่นายหัวชวนกลับเอาที่ริมทะเลไปแจกนายทุนพรรค)
ตั้งแต่นั้นมาก็ตามดูพฤติกรรม ของพรรคนี้ ยอมรับว่าเน่าจริงๆ เพราะมีอีกหลายโครงการที่ส่อทุจริตชัดเจน
ยิ่งมาถึงยุค มาร์ค ม.7 บอกได้คําเดียวหาความดีปนไม่เจอเลย (หรือใครหาเจอบอกผมด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง)
ผมรู้นะครับคุณ ปนัดดา ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงแค่การหย่อนบัตร แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นและกระบวนการประชาธิปไตย
หรือคุณ ปนัดดา ว่างๆก็ลองมองเข้าไปในซอกหลืบของสมองคุณดูว่าสิ่งที่มันดําเนินเป็นอยู่ในบ้านเมืองในเวลานี้
มันใกล้เคียงกับคําว่า"ระบอบประชาธิปไตยอันพึงประสงค์" อย่างที่คุณประดิดประดอยคําหรือป่าว..?
อย่างการแก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยให้สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด กลายเป็นความผิดถึงขั้นล้มล้างการปกครอง
การอ้างว่า รธน.ปี50 มาจากประชามติ ความจริงก็เอาการเลือกตั้งมาเป็นตัวประกัน
(จากที่นายจรัญออกมาขู่ถ้าทําประชามติไม่ผ่าน เราอาจไม่มีเลือกตั้ง)
และอีกหลายเรื่องที่บิดเบือนกันอยู่ทุกวันนี้
ผมเพียงอยากจะแสดงให้เห็นว่าสํานึกทุกคนอยากให้ประเทศดีขึ้นครับ
ไม่เพียงแต่กลุ่มที่พวกคุณที่ชอบมาแอบอ้างว่า"เหล่าคนดี"
และประชาธิปไตยแก่นแท้ของมันคือความเสมอภาค ไม่ใช่มาแบ่งแยกประเภทของผู้ใช้สิทธ์อย่างที่พวกคุณชอบกล่าวอ้าง
หวังว่าคุณ ปนัดดา จะเข้าใจบ้างอย่ามโนไปฝ่ายเดียวว่าตนรู้เรื่องประชาธิปไตยอยู่ฝ่ายเดียว แท้จริงอาจตื่นเขินกว่าคนอื่นด้วยซํ้าไป
ปล.นี้กระทู้แรกผมเลย ว่าจะไม่ตั้งกระทู้ขอตอบอย่างเดียว แต่เบื่อพวกค่าส่วนต่างมากไป ยังมาสอนคนอื่นอีก
ขอตั้งกระทู้แรกของตนเอง อยากถามคุณ ปนัดดา กรณีนิยามระบอบประชาธิปไตยอันพึงประสงค์
หากคิดว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงเรื่องการหย่อนบัตรเลือกตั้งในทุก 4 ปี หรือการมีคณะบุคคลออกรณรงค์หาเสียงกันอย่างอึกทึกครึกโครมเพื่อการได้มาซึ่งผู้บริหาร การติดป้ายหาเสียงเต็มบ้านเต็มเมือง ว่ากล่าวสาดเสียเทเสียเช้าหากัน บ้างอาจมีการจ่ายค่าตอบแทนคนเลือกตั้งที่ กกต.ต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และมีข้อสัญญาต่างๆ นานาเกิดขึ้นอีกมากมาย มีการทุจริตคดโกงกันจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา สุดท้ายกลายเป็นความแบ่งแยกและแตกแยกของผู้คนในสังคมในชาติ แบ่งออกเป็นขั้วเป็นฝ่ายเป็นสีทางการเมืองกระทั่งกลับกลายเป็นศัตรู สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ย่อมเป็นความเข้าใจผิดคิดว่าบ้านนั้นเมืองนั้นเป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่
โดยคำนิยามสั้นๆ ของคำว่า "ประชาธิปไตย" ที่ผู้เป็นปราชญ์ของโลกตะวันตกมอบให้ไว้แก่มนุษยชาติ คือ "ความดีงาม ความซื่อตรง ความอ่อนน้อม และความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน ที่จะร่วมกันดำรงรักษาประเทศชาติกันโดยทั่วทุกคนให้กว้างขวางที่สุด"
ปนัดดา
23 ธ.ค. 57
////////////////////////////////////////
ตั้งแต่ผมเริ่มมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกก็คือการย่อนบัตรนี้ล่ะครับ
พรรคแรกที่เลือกก็พรรคแมลงสาป เพราะยังเป็นละอ่อนการเมือง หลงในคารมพ่อมีดโกนอาบนํ้าผึ้ง(ชวนหลีกภัย)
พอได้หย่อนบัตรมันจุดประกายความอยากรักษาผลประโยชน์ชาติ ก็ติดตามการเมืองเรื้อยมาจนย้อนไปอ่านประวัติการเมืองไทย
จนไปถูกใจนักการเมืองท่านหนึ่งคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
และมาเห็นความเลวของ พรรคแมลงสาปแบบจับใจก็ตอนรัฐบาลชวน โดนยื่นมติไม่ไว้วางใจตายกลางสภาคดี สปก.4-01
กับวลีเด็ดที่นายหัวชวนมาแก้ตัวให้พรรคพวก "คนรวยก็มีสิทธสอบชิงทุน"
(โดยโครงการ สปก. ต้องนําพื่นที่การเกษตรไปแจกคนยากไร้ แต่นายหัวชวนกลับเอาที่ริมทะเลไปแจกนายทุนพรรค)
ตั้งแต่นั้นมาก็ตามดูพฤติกรรม ของพรรคนี้ ยอมรับว่าเน่าจริงๆ เพราะมีอีกหลายโครงการที่ส่อทุจริตชัดเจน
ยิ่งมาถึงยุค มาร์ค ม.7 บอกได้คําเดียวหาความดีปนไม่เจอเลย (หรือใครหาเจอบอกผมด้วย จะขอบพระคุณอย่างสูง)
ผมรู้นะครับคุณ ปนัดดา ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงแค่การหย่อนบัตร แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นและกระบวนการประชาธิปไตย
หรือคุณ ปนัดดา ว่างๆก็ลองมองเข้าไปในซอกหลืบของสมองคุณดูว่าสิ่งที่มันดําเนินเป็นอยู่ในบ้านเมืองในเวลานี้
มันใกล้เคียงกับคําว่า"ระบอบประชาธิปไตยอันพึงประสงค์" อย่างที่คุณประดิดประดอยคําหรือป่าว..?
อย่างการแก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยให้สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด กลายเป็นความผิดถึงขั้นล้มล้างการปกครอง
การอ้างว่า รธน.ปี50 มาจากประชามติ ความจริงก็เอาการเลือกตั้งมาเป็นตัวประกัน
(จากที่นายจรัญออกมาขู่ถ้าทําประชามติไม่ผ่าน เราอาจไม่มีเลือกตั้ง)
และอีกหลายเรื่องที่บิดเบือนกันอยู่ทุกวันนี้
ผมเพียงอยากจะแสดงให้เห็นว่าสํานึกทุกคนอยากให้ประเทศดีขึ้นครับ
ไม่เพียงแต่กลุ่มที่พวกคุณที่ชอบมาแอบอ้างว่า"เหล่าคนดี"
และประชาธิปไตยแก่นแท้ของมันคือความเสมอภาค ไม่ใช่มาแบ่งแยกประเภทของผู้ใช้สิทธ์อย่างที่พวกคุณชอบกล่าวอ้าง
หวังว่าคุณ ปนัดดา จะเข้าใจบ้างอย่ามโนไปฝ่ายเดียวว่าตนรู้เรื่องประชาธิปไตยอยู่ฝ่ายเดียว แท้จริงอาจตื่นเขินกว่าคนอื่นด้วยซํ้าไป
ปล.นี้กระทู้แรกผมเลย ว่าจะไม่ตั้งกระทู้ขอตอบอย่างเดียว แต่เบื่อพวกค่าส่วนต่างมากไป ยังมาสอนคนอื่นอีก