ต๋อมเป็นเด็กต่างจังหวัดครอบครัวแตกแยกต๋อมเข้ามาทำงานในกรุงเทพส่วนตอนนั้นเรากำลังเรียน เราได้รู้จักต๋อมในงานวันเกิดของเพื่อนคนหนึ่ง พ.ศ 2539 เราตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่กับต๋อม โดยการหนีตามผู้ชายคนนี้ไป เราไปอยู่กับต๋อม ที่จังหวัดตรัง อยู่ด้วยกันประมาณหนึ่งเดือน เราเริ่มคิดถึงบ้านเริ่มสำนึกผิดเลยโทรกับมาขอโทษพ่อกับแม่ แม่เราบอกให้ทางต๋อมพาผู้ใหญ่มาขอขมาตอนนั้นแม่เรายังไม่หั้ยต๋อมเข้าบ้าน ต๋อมมาหาเราทุกวันต๋อมไม่มีทีพักตอนนั้นต๋อมบอกเราว่าต๋อมไปนอนสนามหลวง นอนป้ายรถเมล์ เรารู้สึกสงสารต๋อมมากอยากอยู่ด้วยกัน ก็เลยมาขอร้องแม่ ขอให้แม่ใจอ่อน เรารักกัน (พูดอยู่นานสุดท้ายแม่ใจอ่อน) ยอมให้ต๋อมเข้าบ้าน ช่วงแรกที่เรากลับเข้ามาที่บ้านแม่ให้เราช่วยแม่เลี้ยงน้อง แม่เรามีอาชีพค้าขาย ส่วนต๋อมก็ไปเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งต๋อมเป็นคนขยันมากดีกับเราทุกอย่างเงินเดือนออกก็ให้เราหมด พ.ศ 2541 เราได้ลูกชายคนแรกช่วงนี้ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเราเลยตัดสินใจฝากลูกไว้กับน้าและเราได้เข้าทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ครอบครัวเรามีความสุขดี พ.ศ 2546 ครอบครัวเราต้องย้ายบ้านไปอยู่สมุทรสาครแม่เราไปซื้อบ้านอยู่ที่นั่น ต๋อมให้เราลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกเพราะที่ทำงานกับบ้านอยู่ไกลกันต๋อมบอกพ่อกับแม่เราว่าต๋อมหาเลี้ยงเราได้ตอนนั้นเราคิดว่าเราโชคดีที่สุดได้สามีที่ดีรักครอบครัวอยากให้เราสบายไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใครพ.ศ 2547ช่วงปีใหม่ต๋อมได้ไปเที่ยวปีใหม่ที่บริษัทพาไปสามวันสองคืน พอต๋อมกลับถึงบ้านเราก็จะเก็บเอาเสื้อผ้าในกระเป๋าไปซักไปเจอกล้องถ่ายรูปเลยหยิบมาดูเจอต๋อมกับพนักงานในบริษืทถ่ายรูปคู่แบบหน้าติดกัน ตอนนั้นเราเสียใจมากปลุกต๋อมขึ้นมาคุย แต่ต๋อมก็บอกไม่มีอะไรน้องที่บริษัทกำลังจะแต่งงานแล้ว ตอนนั้นเราโกดมากเราไม่เชื่อแต่ก็พยายามให้ลืมๆไปเพื่อชีวิตครอบครัว พ.ศ 2549 เราได้ลูกชายคนที่สอง พ.ศ 2550 เราได้ลูกชายคนที่สาม ชีวิตครอบครัวก็ยังมีความสุขอยู่เราได้สามีที่ดีลูกที่น่ารักครอบครัวที่อบอุ่น เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องต่างพากันอิจฉาบอกว่าเราโชคดีที่สุดที่ได้สามีดีรักครอบครัว เงินเดือนออกมาก็ให้หมดเลิกงานมาก็กลับบ้านไม่เคยนอกลู่นอกทางชีวิตเกือบจะมีความสุข จนลูกคนเล็กได้ 6 เดือน ต๋อมขับรถมอเตอร์ไซค์ไปชนกับรถกระบะพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเดือนเลย ตอนนั้นฝากลูกคนโตไว้กับน้าให้ช่วยดูแลเพราะเป็นช่วงสอบตอนนั้นลูกคนโตอยู่ ประถม 3 ส่วนลูกเล็กอีกสองคนพามานอนอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยช่วงนั้นลำบากมากกลัวหัวหน้าครอบครัวจะเป็นอะไร ต๋อมขาหักเลือดคั่งในสมอง ตอนนั้นเราเครียดมากเรากลัวเขาจะเป็นอะไรกลัวลูกไม่มีพ่อกลัวสูญเสีย กลัวต๋อมจะไม่เหมือนเดิม ไหว้พระสวดมนต์ ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ คุ้มครอง ให้ต๋อมปลอดภัยลูกก็ยังเล็กสงสารเด็กๆ อยู่โรงบาลประมาณหนึ่งเดือนก็ได้กลับบ้านเราต้องดูแลทั้งต๋อมและลูกเราคิดถึงตอนที่ต๋อมดีกับเราหาเงินเลี้ยงเรากับลูกยอมเหนื่อยเพื่อสร้างครอบครัว ช่วงนั้นชีวิตลำบากมาก ต๋อมพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านประมาณเดือนกว่า ต๋อมก็ได้กลับไปทำงาน ชีวิตก็ดำเนินต่อไป พ.ศ 2551 ต๋อมเริ่มมีนิสัยเปลี่ยนไปหงุดหงิดง่าย ถามอะไรก็ไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยนิสัยเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคนกันเลยต่อมาบ้านตรงข้ามกับบ้านแม่ที่เราอาศัยอยู่จะขาย เราคุยกับต๋อมว่าจะซื้อแต่ด้วยเครดิตเกี่ยวกับธนาคารของต๋อมไม่พอจึงใช้เป็นชื่อแม่เราก่อน ช่วงปีแรกยังไม่ได้ย้ายมาอยู่ให้คนเช่าแล้วก็เอาค่าเช่าส่งธนาคารหลังจากนั้นหนึ่งปีถึงได้ตัดสินย้ายเข้าไปอยู่แต่พอแยกครอบครัวไปอยู่บ้านใหม่ต๋อมกับมีนิสัยที่เปลี่ยนไปกลับบ้านตีสองตีสามเงินเดือนที่เคยให้เราหมดก็ไม่ให้ ต๋อมจะจัดการเรื่องเงินค่าขนมไปโรงเรียนของลูกๆ และจะให้เงินเราใช้วันละ 20 บาท ตอนนั้นเราน้อยใจมากว่าเกิดอะไรขึ้นไม่กล้าบอกแม่ไม่กล้าบอกญาติพี่น้องกลัวเขาจะว่าเพราะเราเลือกที่จะหนีตามไปเอง เราเป็นคนเลือกเองผู้ชายคนนี้ ยังงัยต้องผ่านมันไปให้ได้เพื่อลูกและครอบครัว แต่มันกับยิ่งเลวร้ายขึ้นไปทุกวันต๋อมเริ่มใช้กำลังทำร้ายร่างกายเราหน้าเราเขียว ตามตัวเขียว พอใครถามเราก้อบอกลื่นล้ม เราไม่กล้าที่จะบอกใครว่าต๋อมเป็นคนทำเรายังรักต๋อมไม่อยากให้พ่อแม่หรือญาติพี่น้องเกลียดต๋อม ช่วงนั้นต๋อมกลับบ้านตีสองตีสามทุกวัน เราไม่เคยนอนหลับได้เลยสักวันจนวันนั้นช่วงเช้าเราแต่งตัวไปโรงเรียนให้ลูกตามปกติ กะว่าจะไม่คุยกับต๋อมเหมือนจะให้รู้นะว่างอนอยู่ที่ทำร้ายเราวันนั้นแล้วยังกลับบ้านดึกเงินก็ให้วันละ20บาท จนเดินไปหยิบรองเท้าให้ลูกสายตาเหลือบไปเห็นรองเท้าผู้หญิงต๋อมใส่รองเท้าผู้หญิงกลับมาบ้าน เราก็เลยถามว่ารองเท้าใคร นี่มันรองเท้าผู้หญิงนิ ต๋อมบอกไม่ใช้รองเท้าเพื่อนผู้ชายเพื่อนชอบใส่รองเท้าแบบนี้ เราหยิบโทรศัพท์มาจะถ่ายรูปเราบอกว่าเราจะถ่ายรูปไปให้พี่แถวบ้านดูว่านี่รองเท้าผู้หญิงหรือผู้ชาย ตอนนั้นเราเถียงกันไปสักพักยิ่งรุนแรงขึ้นต๋อมหยิบตะกร้าผ้าโยนมาใส่เราซึ่งมันไปโดนตรงบริเวณคิ้วซึ่งมันปูดและบวมขึ้นในทันที เรานั่งร้องไห้อยู่แบบนั้นไม่มีจิตใจจะทำอะไรใจก็คิดว่านี่มันเป็นที่สมองหรือนิสัยของต๋อมที่เปลี่ยนไปแล้วกันแน่ เราว่าเราต้องคุยกับต๋อม ต๋อมกลับมาถึงบ้านช่วงตีสอง เราถามเขาว่าจะเอายังงัยทำมัยทำตัวแบบนี้ไปไหนมาดึกดื่นไม่สงสารลูกบ้างหรา ต๋อมบอกเหม็นหน้าเรา ขยะแขยงเราเขา

น้ำลายใส่เรา ทำท่าเหมือนจะเข้ามาทำร้ายร่างกายแต่เราบอกอย่าทำไม่งั้นเราจะบอกแม่เขาหยุดแล้วเดินขึ้นชั้นบนแต่เราเดินตามขึ้นไปเราจะเดินไปคุยเรื่องเงิน เงินที่ให้มาวันละ20 มันไม่พอค่ากับข้าวเย็นคือไข่มาหลายเดือนแล้วเราขอเงินต๋อมเพื่อมาเป็นค่ากับข้าวให้ลูกเราสงสารลูกสามคนที่ต้องกินข้าวกับไข่มาหลายเดือนแล้ว แต่ต๋อมกับพูดว่าเงินที่หามาได้คือเงินของต๋อมถ้าเราอยากได้ไปทำงานหาเงินมาเองดิถ้าทำไม่ได้ก้อไปขอทานเอา เราเลยบอกว่าถ้าเป็นงี้ก้อหย่ากันเถอะอย่าอยู่กันเลยแบบนี้ (เราพูดด้วยความโมโห) เราไม่อยากให้ลูกมีปัญหาไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก ต๋อมก้อเงียบไปแล้วก็ไล่เราลงไปนอนข้างล่างอีก 2 วัน ต๋อมถามเราว่าจะหย่าอีกมั้ย เรามองหน้าเค้าในใจสับสนสงสารลูกแต่ยังไม่ทันได้ตอบ ต๋อมบอกตอนนี้ต๋อมพร้อมแล้วจะพาเรามาหย่าเราก้อนั่งรถมากับต๋อมพอมาถึงอำเภอ เราก้อไม่ได้หย่ากันเพราะการหย่าต้องมีพยายานมาด้วยกันสองคนในใจแอบโล่งอก เราไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยกอยากให้ต๋อมเป็นเหมือนแรกๆที่อยู่ด้วยกันแต่มันไม่เป็นแบบนั้น วันนึงเราแอบดูโทรศัพท์ต๋อมเห็นต๋อมคุยกับผู้หญิงในเฟสเรียกแทนกันว่าที่รักคุยกันแบบหวาน เราเลยโทรไปคุยกับผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงบอกว่าต๋อมบอกผู้หญิงว่าเมียตายไปแล้วต๋อมมีแต่ลูก ตอนนั้นเราเสียใจมากเราทะเลาะกันแรงๆส่วนต๋อมก็โมโหเราที่เราแอบยุ่งกับโทรศัพท์ ในตอนเช้าต๋อมพาเราไปหย่าที่ นนทบุรี ตรงนั้นมีเพื่อนของต๋อม ต๋อมพาเพื่อนมาเป็นพยานในการหย่า เราเสียใจมากเหมือนต๋อมเตรียมการไว้แล้ว พอหย่าเสร็จต๋อมบอกเราว่าไปส่งที่แม่เลยมั้ย ตอนนั้นแม่เราขายของอยู่กรุงเทพนานๆทีจะกลับสมุทรสาคร ต๋อมไม่ให้เรามีสิทธิในบ้านแม้กระทั่งลูกต๋อมไม่ให้เราเอามาเลี้ยง บ้านเป็นชื่อแม่เราแต่ต๋อมเป็นคนผ่อนตอนนี้ยังผ่อนไม่หมดส่วนลูกต๋อมไม่ยอมให้ลูกมาอยู่กับเรา ให้เรามาขายของกับแม่ที่กรุงเทพส่วนลูกต๋อมจะเลี้ยงเอง ต๋อมบอกที่บ้านเราว่าที่หย่ากับเราเพราะเหตุผลทางธุรกิจเรื่องการงานของต๋อม ต๋อมเปิดบริษัทเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดต๋อมบอกแม่เราว่าเราจะได้ไม่เดือดร้อนถ้าต่อไปบริษัทมีปัญหา แม่เราเลยให้เรามาช่วยขายของเราจะได้กลับบ้านมาหาลูกวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งเวลาเราไปหาลูกเราจะ พาลุกมานอนอยู่บ้านแม่ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันเรามีสิทธิในตัวลูกแค่นี้ ซึ่งตอนแรกเรายอมเพราะเราเห็นว่าต๋อมดูแลลูกได้ดีกว่าตอนที่มีเราอยู่ ตอนไม่มีเราอยู่ต๋อมกลับบ้านเร็ว เป็นแบบนี้อยู่สักพักเราโทรคุยกับลูก "ลูกบอกว่าวันนี้ป๊ายังไม่กลับบ้านหนูยังไม่ได้กินข้าว" ซึ่งมันดึกมากแล้วในตอนนั้นเป็นห่วงลูกมาก เรารีบกลับบ้านเพื่อที่จะมาคุยกับเขา คุยเรื่องลูกเพื่อจะเอาลูกมาอยู่กับเราแต่ต๋อมพูดว่าให้เรากับมาอยู่กันเป็นครอบครัว (ต๋อมคุยกับเราเดือนเมษายน) ต๋อมจะเป็นคนใหม่ทำตัวดีขึ้นหย่ากันแล้วก้ออยู่กันได้เพื่อลูก เราบอกว่าเรายังไม่พร้อมที่จะเหมือนเดิมกับต๋อมแต่เราก็เป็นห่วงลูก ขอเวลาเราก่อน เราจะได้อยู่กับลุกแค่วันเสาร์อาทิตย์ จนตุลาคมที่ผ่านมาลูกปิดเทอม เราได้มาอยู่ดูแลลูก ต๋อมเห็นเรามาดูแลลูกต๋อมบอกเราว่าฝากลุกสามวันต๋อมจะไม่กลับบ้านไปทำงานต่างจังหวัด เราก็โอเครไม่เป้นรัยเรายิ่งดีใจเราอยากอยู่ใกล้ๆลุก วันนั้นคิดยังงัยไม่รู้แอบเข้าไปส่องเฟสต๋อมเห็นต๋อมโพสรูปแต่งงานที่สำคัญเจ้าสาวท้องได้ 8 เดือนแล้ว ( 19 ตุลาคม ) ต๋อมแต่งงานตอนแรกก็ตกใจ เสียใจนะ แต่ก้อมาคิดว่าเราหย่ากันแล้ว สงสารก็แต่ลูกเราอยากได้ลูกมาเลี้ยงเพราะตอนนี้ต๋อมจะไปๆมาระหว่างสองบ้าน บ้านผู้หญิงอยู่อยุธยา (วันที่ 2 ธันวาคม) ลูกของต๋อมกับผู้หญิงคนนั้นก็ได้เกิดขึ้นมา วันนั้นต๋อมไม่กลับบ้านต๋อมต้องไปดูทางโน้นโดยทิ้งลูกเราเด็ก ประถม 2 ให้อยู่กันเอง ตอนนี้ต๋อมไม่มีเวลาดูแลลูกเราแล้วเพราะต๋อมมีลูกคนใหม่ เราอยากได้ลุกมาเลี้ยงเองเราคุยกับต๋อมว่าเรารู้ความจริงแล้วว่าต๋อมแต่งงานมีลูกที่เพิ่งจะเกิดให้ต๋อมไปดูแลลูกต๋อมส่วนลูกเราคืนให้เราเถอะเราจะเลี้ยงเองต๋อมขู่ฆ่าเราไม่ให้เรามายุ่งกับลูกมีสิทธิกับลูกแค่ช่วงปิดเทอม เราเริ่มเครียดแล้วเป็นห่วงลูกมาก เอาเรื่องมาเล่าความจริงให้แม่ แม่เราก็โกดบ้านเป็นชื่อแม่แต่ต๋อมเป็นคนผ่อน แม่เราบอกว่าจะไล่ต๋อมออกจากบ้าน นึกว่าอยู่บ้านเลี้ยงหลานไม่มีใครนี ไปแต่งงานมีลูกกันแล้ว เราก็ได้โทรไปคุยกับต๋อมเรื่องลูกและบ้านต๋อมก็ด่ากับมาแล้วขู่ว่า"ปืนกระบอกเดียวมันไม่แพงหรอกนะ" (เรื่องบ้านที่ต๋อมผ่อนกู้มาเท่าไหนก็เหลือเท่านั้นเพราะผ่อนไม่ตรงธนาคารก็ตามทวงกับแม่) อยากถามเพื่อนๆ ว่า ตามกฎหมายเรื่องลูกเรามีสิทธิมั้ย เพราะเราไม่ได้เลี้ยงตั้งแต่แรก แต่เราก็ดูแลลูกอยู่ตลอดไปหาในวันหยุดหรือปิดเทอม แล้วเรื่องบ้านแม่มีสิทธิมั้ยตอนนี้เราสงสารลูกมากเราไม่รู้จะทำยังงัยดี กลัวนะกลัวเขาทำอันตราย
เรามีสิทธิในตัวลูกมั้ย เมื่อสามีเก่าไม่ให้ลูก เราต้องทำยังงัยดี