เคยเจอ "แฟน" เห็นแก่ตัวแบบนี้บ้างรึเปล่า?

เรากับเขาคบกันเหมือนวัยรุ่นธรรมดาๆนี่แหล่ะค่ะ คบกันมา 3 ปี ชั่งเป็นเวลาที่สั้นเสียนี่กระไร 5555 เหตุการณ์และนิสัยแสนเยอะของเขาก็เริ่มทวีคูณมากขึ้นๆ จนเราเริ่มคิดว่า ฉันต้องระบายให้เพื่อนฟังบ้างซะแล้ว (ปกติไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังถ้าเขาไม่ถาม) จากเมื่อก่อนเป็นแฟนที่น่ารักจนเพื่อนๆ อิจฉา แต่ตอนนี้ เพื่อนที่รับฟังฉันแต่ละคนถึงกับต้องส่ายหน้า “นี่แกแน่ใจเหรอ ว่านี่คือพ่อของลูกแกอ่ะ” ประโยคมาตรฐานที่ได้รับกลับมาค่ะ...

          เริ่มจากที่เราคบกับพี่เขา (อายุห่างกัน 3 ปี) จัดได้ว่า ความเห็นแก่ตัวเริ่มออกลายตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ แต่แรกๆ ก็รักไง เลยไม่เป็นไรมั้ง
          
          ลองมาดูกันนะคะ ว่าเพื่อนๆพันทิปจะเคยเจอ “แฟน” ที่เห็นแก่ตัวแบบนี้กันบ้างรึเปล่า

          เกริ่นเล็กน้อยนะคะ พี่เขาเป็นคนที่ปากหมามาก ปากไว ไม่ทันฟังเหตุผลจนจบคือด่าออกมาแล้ว อ้างเหตุผลตัวเองล้นโลก เจ้าชู้ เป็นเกมเมอร์ ฐานะทางบ้านเราดีกว่าบ้านพี่เขามาก หลายคนบอกว่าไม่เหมาะสมกันเลยถ้าจะมาทำตัวไม่ดีกับเรา ทั้งๆที่เราซัพพอร์ตทุกอย่าง สาเหตุที่เราทำแบบนั้น เพราะเราเชื่อมาเสมอค่ะ ว่าเด็กมีปัญหา ขาดความอบอุ่นจากครอบครัว ถ้าเราเติมเต็มให้เขาได้ เมื่อถึงวันที่เขาประสบความสำเร็จ เราจะเป็นคนแรกที่เขาคิดถึง พี่เขาเรียนใกล้จบแล้ว ทั้งพ่อแม่เราเตรียมแนะนำที่ทำงานดีๆให้มากมาย ทุกๆคนในครอบครัวพยายามดึงให้เขามาในทางที่ดี แม้เขาเองจะมีความคิดไม่ต่างอะไรจากเด็กคนนึงก็เถะค่ะ แต่ก็ย้ำอีกรอบนึงเน้อะ “ความรักทำให้คนตาบอด”

          1.    เขาจะไม่มีวันเป็นฝ่ายรอ เดทกันครั้งแรก เรานัดกับพี่เขาที่สวนสาธารณะ เลิกเรียนตรงกันให้ไปเจอกันตรงนี้นะ เราก็โอเค... พอถึงที่หมาย เราโทรรายงาน “พี่คะ ถึงแล้วนะ” ผ่านไปนานโขก็ยังไม่มา รอเป็นชั่วโมงค่ะ เราก็มองโลกสวยสงสัยกว่าจะขับรถมาถึง เห็นใจเขาเนอะ รออีกหน่อยจะเป็นอะไรไป พอเห็นหน้าแฟนสุดที่รัก ยังไม่ทันได้ถามไถ่ พี่เขาพูดเองว่า “โทษทีนะที่ให้รอ แต่พี่ก็ไม่อยากรีบ พี่เองก็ไม่อยากรอ” น่ารักจริงจริ๊ง

          2.    จะไปดูหนังกัน “เดี๋ยวพี่ไปรับที่บ้านนะ แต่งตัวให้เสร็จเร็วๆล่ะ” เราก็ทำตามที่บอก แต่เปลี่ยนกระเป๋าบ้างดีกว่ากลัวถ่ายรูปออกมาจะดูซ้ำซาก พี่เขาโทรมาอีกที เราก็บอกว่าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เหลือแค่เปลี่ยนกระเป๋าแปปนึง ย้ายของจากอีกใบไปอีกใบ มาถึงให้เขามารอในบ้านก่อนนะ แต่ขอโทษค่ะ.. คำตอบเล่นเอาเราเงิบ “ไม่ดีกว่า ทำอะไรให้เสร็จจริงๆแล้วค่อยโทรกลับมานะ พี่จะรอที่เซเว่นหน้าปากซอย พี่ไม่อยากไปรอที่บ้านแก” ....แล้วก็เป็นแบบนี้อยู่ร่ำไปค่ะ คือ ต้องเสร็จทุกอย่างจริงๆถึงจะเข้ามารับ ไม่ว่าจะฉี่ในห้องน้ำ คุยกับแม่ ใส่รองเท้า (ใช้เวลาแค่กี่วินาทีเอง) และถ้าหากรถม้ามาจอดรอรับแล้ว ยังไม่เดินออกมาจากบ้าน แม้แต่ 1 นาทีเท่านั้น ความหยาบคายก็จะร่ายออกมาค่ะ

          3.    ชวนมาบ้านครั้งแรก เย้ๆๆ แฟนมาบ้าน นี่พ่อเค้านะ นี่แม่เค้านะ บ้านเรามีประตูเข้าสองทาง เข้าห้องรับแขกและเข้าห้องกินข้าว ห้องกินข้าว+ห้องครัวใหญ่พอสมควร แต่ห้องรับแขกดันเป็นห้องโถงเชื่อมไปห้องนอนของทุกคนในบ้าน แม่เราหวงบ้าน แม้แต่เพื่อนเรายังเข้าไปไม่ได้เลย ถ้าไม่สนิทกันจริงๆ ฉะนั้น ห้องกินข้าว จึงถูกใช้เป็นห้องรับแขกแทน แขกของพ่อของแม่ ไม่ว่าใคร ก็จะมาที่ห้องนี่ก่อน แต่แฟนเจ้ากรรม ดันจะเข้าไปในบ้านเลย พ่อคุณ... พ่อแม่เค้าจะดูมารยาทคนเป็นแฟนลูกก็ตอนนี้แหล่ะ โดนแม่ดุว่าไม่ให้เข้าก็ดันน้อยใจ ไอ้เราก็บอกไว้ก่อนแล้วนี่นา ตอนกินข้าวก็นั่งเงียบ ไม่คุยกับใคร ทำตัวแบ่งแยกจากคนในครอบครัวเราพอสมควร แต่ไม่เป็นไร... คราวหน้าเอาใหม่นะ พี่ต้องพยายามเข้ากับคนที่บ้านเค้าให้ได้ เผื่อได้ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ ไง “ไม่ขอมาที่บ้านนี่อีกแล้วนะ ดูพ่อแม่แกสิ ดูถูกพี่ ไม่ยอมคุยกับพี่ แกดูตอนแกไปบ้านพี่สิ แกจะทำอะไรก็ได้ ตีลังการก็ได้ นอนเล่นก็ได้ ให้พี่มานั่งอยู่เฉยๆที่บ้านแก พี่ไม่มาหรอก” เฮ้ย! เป็นแฟนกัน ทำไมพูดงี้อ่ะ (บ้านตัวเองห้องนอน+ห้องรับแขกมันอันเดียวกันนี่นา เข้าไปก็ทำตัวได้ตามสบาย ไม่ได้แบ่งสัดส่วนและมีของสำคัญอย่างบ้านเค้านี่ ผู้ปกครองเราก็ไม่ได้นิสัยเหมือนกัน เอาอะไรมาวัด) ชั่งเถอะ ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา ไม่อยากบังคับ

          4.    ต้องมาบ้านพี่ บ้านพี่ดีเลิศ “เลิกเรียนแล้วไปบ้านพี่นะ พี่จะทำกับข้าวให้กิน” อีกแล้วเหรอ “แต่วันนี้เค้ามีการบ้านนะ ต้องรีบกลับบ้านไปช่วยแม่ทำงานบ้าน ทำกับข้าวด้วย คราวก่อนพาเค้ากลับ 2 ทุ่มทั้งอาทิตย์เลย แม่บ่นว่าห้ามกลับค่ำอีกนะ แม่เป็นห่วง... ถ้าไปบ้านพี่ เค้าต้องกลับเร็วๆนะ” คำตอบที่ได้เล่นคนฟังเงิบอีกแล้วจ้า “แม่ก็บ่นเป็นห่วงตลอดนั้นแหล่ะ เอาพี่เป็นตัวอย่างสิ เมื่อก่อนนะ ยายพี่ไม่ให้ออกบ้าน พี่กลับค่ำขึ้นทุกวันๆ จนตอนนี้นอนค้างที่อื่นได้แล้ว ถ้าพี่พาแกกลับบ้านค่ำขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวแม่ก็ชิน ชั่งแม่เหอะ”

          5.    อาหารฝีมือพี่ดีที่สุด ดีกว่าบ้านแกด้วย “บ้านแกกินจืดมากเลยรู้ป่ะ” ก็รู้สิ... เรารักสุขภาพนี่นา ไม่เห็นผิดอไรเลยหนิ ไม่ชอบทำไมต้องมาพูด ก็ปรุงเอาสิชอบแบบไหน พี่เขาพูดพลางทำผัดผักบุ้ง พอชิมเท่านั้นแหล่ะ... เหมือนโกยผักบุ้งจากถังหมักซอสเค็มๆมากินอ่ะ คือเค็มมากจนขนลุกเลยนะ เราขอบายดีกว่าโรคไตถามหา และเขาก็ยังคงติเราอยู่ประจำเรื่องอาหารรสจืด อาหารมาตรฐานของเขาไม่มีไรมากค่ะ ผัดผักที่รสจัดมากๆ และฮอทดอกกับข้าว แทบทุกมื้อ (90%) ที่เห็นเขากินข้าว ...เข้าใจค่ะว่าฐานะไม่ดี เราไม่ได้ดูถูกนะ คงรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยที่ตายายเลี้ยงหลานหลายคนพร้อมกัน ในฮอทดอกไม่ได้มีประโยชน์มากมาย แต่ท่านคิดว่ามันคือโปรตีนเทียบเท่าเนื้อ เลยเอามาเลี้ยงหลานๆเพราะเห็นว่าราคาถูกด้วย แต่เราพูดอะไรไม่ได้ เขาจะหาว่าเราไปสอนท่าน เลยหลีกเลี่ยงโดยการรีบกลับบ้าน แต่เข้าอีหรอกเดิมค่ะ ไม่ยอมไปส่ง ต้องไปบ้านพี่ก่อน...

          6.    คนที่ด่าเสียงดัง และปากจัดกว่า คือผู้ชนะ... พี่เขามีน้องหลายคน ต้องนอนรวมๆกัน แต่พี่เขาเป็นพี่ใหญ่ ต้องการความเป็นส่วนตัว เลยมีห้องนอนเป็นของตัวเอง ตอนกลางคืนพี่เขาจะโทรมาหาเราก่อนนอนทุกคืนค่ะ และพี่แกจะถือว่า ตัวเองมีสิทธิ์เสียงดังคนเดียว ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ แหม่ๆๆ จะบ้าอำนาจไปไหน เอาเถอะ อยากทำอะไรก็ทำค่ะ ได้ยินเสียงน้องคุยโทรศัพท์ หรือน้องคุยกันไม่ได้ จะเดินไปด่ากลางดึกเลย ไม่ได้ดุด่าเสียงเบาๆนะ ด่าเสียงดังจนคนอื่นๆแทบจะตื่นด้วยเลยค่ะ น้องไม่มีสิทธิ์ที่จะเถียงหรืออ้างปาก แม้แต่น้องนอนหลับแล้วชาร์จแบตมือถือค้างไว้ แกกลับมาบ้านกลางดึก คือต้องปลุกน้องสาวให้ตื่นขึ้นมาฟังแกด่าให้จบก่อน ถึงสามารถนอนต่อได้ เราเป็นแฟนเนี้ยถึงกับเสียสุขภาพจิตเลยทีเดียว

          7.     ใช้เงินเกินตัว... เราไม่ได้ดูถูกแต่อย่างใดนะคะ ตอนคบกัน เราคบกับเขาด้วยความรักและเอาใจใส่ เราเตือนเรื่องการใช้เงินด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่เคยเป็นผลค่ะ เงินไปเรียน 120 บาท หักเงินเติมน้ำมัน 80 บาท เงินกินข้าว 50 บาท เงินเล่นเกมส์ 30 บาท อ้าว... ทำไมมันเกิน 120 บาทล่ะ “ก็พี่เอาเงินที่เราเก็บไว้ด้วยกันมาใช้ไง” ค่ะ... เงินที่เราเก็บมาด้วยกัน! ทุกเย็นพี่เขาจะขอค่าน้ำมันรถ บอกว่าไม่ให้ได้มั้ย ก็ได้นะคะ แต่งานดราม่าต้องตามมา เขาเป็นเด็กมีปัญหา น้ำตาแก้ไขได้ทุกอย่าง เราสงสารค่ะ ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนต้องดูแลดีๆ ก็เลยให้ไป พอเขาอารมณ์ดีหน่อย ก็พูดออกมาว่าเงินที่เก็บมาด้วยกัน

          8.    รายได้ต่ำ แต่รสนิยมสูง... เราชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองที่สวยๆนะคะ แต่งแบบติสๆบ้าง แบบสตรีทเกิร์ลบ้าง ถ้าออกงานก็แบบหวานๆไปเลยค่ะ เราเป็นคนไม่ขอเงินพ่อแม่ จะได้จากท่านเพียงแค่ เงินไปเรียนวันละ 100 บาท และค่าอุปกรณ์การเรียนเพิ่มเติมเท่านั้น เงินเที่ยว เงินกินเล่น เงินซื้อเสื้อผ้า เงินซัพพอร์ทแฟน คือเงินที่เราได้จากการทำงานพิเศษทั้งหมดค่ะ เราเคยพาพี่เขาไปซื้อเสื้อผ้าบนห้างฯ เสื้อยืดคอกลมธรรมดาเขาไม่ใส่ค่ะ เสื้อแต่ละตัวที่จะเอาคือ 300+ ซึ่งไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะคะ แต่ว่าเราซัพพอร์ทด้วยความเห็นใจฐานะทางบ้าน เสื้อผ้าใส่แต่ตัวเดิมๆซ้ำๆ แต่พอมาซื้อทำไมทำแบบนี้นะ “เป็นแฟนกันทั้งที จะแต่งตัวดูดีคนเดียวเหรอ” เสียดแทงใจมากค่ะ ToT เราไม่เคยแคร์นะ ใครจะมาว่าๆเป็นแฟนกันไม่เหมาะสมกัน ผู้หญิงแต่งตัวดี ผู้ชายแต่งตัวเชย แต่คนที่แคร์คือพี่เขา เราก็เลย ตามใจค่ะ ไหนๆก็แฟนเน้อะ หวังว่าจะยอมเรียนให้จบและเลี้ยงเราได้ในภายภาคหน้าก็พอ
  
          9.    ถ้าแต่งตัวแบบนี้อีก คราวหน้าจะไม่เดินด้วยแล้วนะ... เวลาเราไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไปงานเลี้ยง จะชอบแต่งตัวให้แก่กว่าวัย 10+ ค่ะ เราผมยาวมาก บางงานเด็กแบบเด็กๆไปมันดูไม่เข้ากับสถานการณ์ เราเลือกซื้อเสื้อผ้าตามกระแสที่ดูเหมือนคนวัยทำงาน ไม่ก็วัยรุ่นตอนปลายเขาใส่กัน (ซื้อด้วยเงินตัวเอง) แต่เมื่อแฟนที่รักไปด้วย เขาก็จะทำการวิจารณ์คาร้านขายเลยค่ะ แก่ แก่ แก่ ไม่เข้ากับหนังหน้า ซื้อไปทำไม แพงก็แพง ใส่กี่ครั้ง ออกงานอะไร ....มันไม่ใช่เรื่องของพี่น๊า!!! เราซื้อได้ตัวสองตัวเท่านั้นแหล่ะค่ะ ความน่ารำคาญจึงก่อตัวขึ้น เออวะ! ไม่ซื้อก็ไม่ซื้อ เฮ้อออ.. (ความสุขของช๊านนนน)

          10.    เกมส์สำคัญที่สุดในโลก... เคยถามเขานะคะ ว่าไม่เล่นเกมส์เพื่อมานั่งคุยกับแฟนซักคืนได้มั้ย? คำตอบคือ “ได้สิ พี่ขาดเกมส์ไปก็ไม่ตายหรอก” แต่ตลอดเวลาที่คบกัน 365 x 3 = 1,095 วัน มีไม่ถึง 10 วันที่เขาจะอยู่บ้านเฉยๆอย่างสงบเสงี่ยมค่ะ นอกนั้นคือ เข้าค่ายบ้าง ไปกินเหล้าบ้าง ฯลฯ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ (เผด็จการสุดติ่ง) มีวันนึง เราดัดสันดารเขาค่ะ มาส่งเราที่บ้าน น้ำมันรถเขาจะหมด เขาขอเงินเรา 20 บาท เพื่อจะไปเติมน้ำมันตามร้านขายของชำ เราแกล้งทำเป็นไม่มีเงิน เราถามว่า “พี่มีเท่าไหร่” พี่เขาบอกว่า “มีอยู่แล้ว 20 บาท แต่จะเอาอีก 20 ให้เป็น 40 บาท” เราก็ดูน้ำมันนะ เอ๋... มันพอถึงบ้านอยู่นี่นา เอาเงินที่มีไปเติมก็น่าจะถึงบ้านนะ “ไม่ๆ พี่จะเติม 20 อีก 20 พี่จะเอาไปเล่นเกมส์” เงิบแบบเซอร์ไพรส์อีกแล้วนะเนี้ย! เท่ากับว่าขอเงินเราไปเล่นเกมส์สิคะ ไม่ค่ะ... ใจแข็ง ไม่สนับสนุนการให้ไปเล่นเกมส์แล้วกลับบ้านดึกๆ เราไม่ให้ พี่เขาถึงกับน้ำตาร่วง ขับรถจากไป พอตอนดึกเราโทรถามด้วยความเป็นห่วง... ถึงบ้านมั้ยนะ? “พี่กำลังเข็นรถกลับบ้าน (10+กม.)” ห้ะ.. เติมน้ำมันแล้วยังไม่พอถึงบ้านเหรอเนี้ย รู้สึกบาปมากเลยเรา “พี่แวะมาเล่นเกมส์ 2 ชั่วโมง” เอิ่มมมม... เล่นเกมส์ 2ชม = 20 บาท แทนที่จะเอาเงินไปเติมน้ำมันกลับบ้าน ชั่งเป็นวิธีที่ฉลาดเสียนี่กระไร (เราไม่ได้ว่าเกมเมอร์นะคะ แต่ไม่ว่าอะไรที่คุณชอบ ไม่ควรที่จะทุ่มเทเกินไปจนลืมหลักเหตุและผล เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่คุณต้องแคร์ที่สุดคือตัวเอง)

          ยังไม่หมดแค่นี่นะคะ เดี๋ยวไว้เขียนต่อ ขอตัวไปนอนก่อนละ ^_^

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่