The Stories behind the Gold Medal จากห้องบ๊วยสู่เหรียญทอง



ผมโตมาจากสังคมเด็กไม่เอาถ่าน ไล่กระทืบชาวบ้านไปทั่วตั้งแต่อยู่ประถม อาจจะคงเป็นเพราะดูหนังเฉินหลงมากเกินไป ถูกเรียกผู้ปกครองครั้งแล้วครั้งเล่า และนอกจากทำตัวแย่แล้ว ยังไม่สนใจเรื่องเรียนหนังสืออีกต่างหาก ไม่สนใจในที่นี้คือไม่เอาอะไรเลย หนังสือและสมุดทุกเล่มของผมจะมีชื่อเขียนอยู่อย่างสวยงามด้วยลายมือคุณแม่ ผมไม่เคยหยิบมันขึ้นมาดูเลยสักนิด ทุกครั้งที่เข้าห้องสอบ ผมไม่ทำข้อสอบ ไอ้แผ่นกระดาษคำตอบกากบาท ผมก็เอามาวาดเล่นเป็นรูปนั่นรูปนี่บ้าง ส่วนมากจะทำเป็นรูปขั้นบันได แล้วก็มาลุ้นเอาตอนประกาศผลสอบอีกทีว่า งวดนี้เราจะเดาถูกมากขึ้นมั้ย รูปแบบไหนถึงจะได้คะแนนมากที่สุด และแน่นอนครับ มันไม่เคยเกินเกรด 1 เลย ผมเป็นลูกที่โง่มาก แทบจะไร้หนทางรักษา

ถึงแม้ผมจะทำตัวชุ่ยยังไงก็ตาม พ่อแม่ผมก็ยังไม่เคยท้อในตัวผม พ่อแม่พยายามวิ่งเต้นอย่างสุดชีวิต เพื่อให้ไอ้ลูกชายไร้สมองคนนี้ได้เข้าเรียนมัธยมในโรงเรียนดีๆ แน่นอนหละครับ โรงเรียนอัสสัมชัญตรงเซนต์หลุยส์คือเป้าหมาย การวิ่งเต้นผ่านไปได้ด้วยดีมาก ตัวผมนี่แทบจะเข้าไปอยู่ในรั้วอัสสัมฯทั้งตัวแล้ว เหลือแค่เพียงแขนอีกข้างเดียว ขอแค่ให้ผมทำข้อสอบตามเงื่อนไข ผมก็จะได้เข้าไปเรียนที่นั่น แต่นี่แหละหนาคือตัวผม ผมไม่ยอมทำข้อสอบ ไม่หยิบดินสอขึ้นมา ผมนั่งนิ่งๆอยู่อย่างงั้นทั้งวันจนหมดเวลา ผลสุดท้ายคือ ผมอดเข้าเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ

หนทางสุดท้าย พ่อแม่ย้ายทะเบียนบ้านผมมาอยู่เขตสาทรเพื่อที่ผมจะได้มีโอกาสไปจับฉลากเข้าโรงเรียนวัดสุทธิวราราม แต่สำหรับผมแล้วที่ไหนมันก็เหมือนกัน ผมไม่อยากเรียนหนังสือและพยายามทำตัวถ่วงรั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ผมดั๊นนนนน! จับฉลากได้ซะนี่ สุดท้ายก็เลยต้องเข้าไปเรียนที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม พ่อแม่ผมดีใจมากครับ ที่อย่างน้อยลูกชายเหลวแหลกคนนี้ก็ยังได้ไปต่ออีกนิดนึง แม้จะได้เข้าไปอยู่ในห้องบ๊วยของโรงเรียนก็ตาม

แต่สำหรับผมนี่คือผมหัวเสียมาก ผมต้องถูกแยกออกจากแก๊งตัวเองมาเข้าโรงเรียนใหม่คนเดียว ชีวิตมันช่างแย่จริงๆ แต่ก็อย่างว่าอะนะครับ โรงเรียนวัดชายล้วนแบบนี้ เด็กห้องบ๊วยมันก็คงจะไม่ธรรมดาอยู่แล้ว คงจะไม่น่าเบื่อมากเท่าไหร่ กลับกลายเป็นว่าผมสนุกมากกับการได้เป็นสมาชิกของห้องบ๊วย พวกเราไม่เคยเรียนหนังสือ พวกเราไม่มีกระเป๋า อาจารย์ทุกท่านไม่อยากเข้ามาสอนห้องเรา เข้ามาก็ประสาทจะกิน เสียงนี่คือดังยิ่งกว่าตลาดสด โต๊ะเก้าอี้ภายในห้องนี่กระจัดกระจายกันไปคนละทาง ทุกพื้นที่ว่างภายในห้องเป็นสนามฟุตบอล ขยะหลังห้องนี่ไม่เคยทิ้ง เน่าแบบไม่มีชิ้นดี แต่ผมสนุกมากครับ ร้องรำทำเพลงไปเรื่อย สนุกสนานกับเพื่อนใหม่เหมือนเพื่อนเก่ายังไงยังงั้น

แต่แล้ววันนั้นก็มาถึง ระหว่างที่ผมกำลังจะเลื่อนชั้นจากม.2ไปเป็นม.3 บังเอิญว่าห้องคิงมีคนลาออกไปส่วนนึง ทางโรงเรียนเลยจำเป็นจะต้องสุ่มเลือกเด็กห้องบ๊วย 6 ห้อง ห้องละ 60 คน นั่นหมายถึงเด็กไม่เอาถ่าน 360 คน จะถูกสุ่มมาเพื่อไปเติมให้ห้องคิงมันเต็ม และนั่นแหละครับ โรงเรียนดันเลือกโดนผม เซ็งมากครับวันแรกที่ไปเรียน เดินเข้าห้องเรียน ม.3/3 วันแรก แต่ดันไม่มีชื่อเรา พอเดินลงไปถามอาจารย์ข้างล่างเค้าบอก “โดนย้ายไปห้องแปดไอหัวแดง” สมัยก่อนผมเป็นคนเดียวในโรงเรียนที่ย้อมผมสี และสีในตอนนั้นที่ย้อมคือสีแดง

เด็กที่เกิดมาไม่เคยเรียนหนังสือเลยครับ เกรดเฉลี่ยน่าจะอยู่ราวๆ 1.7 เห็นจะได้ พระเจ้า! โดนย้ายไปนั่งอยู่ห้องคิง และยิ่งกว่านั้น เพราะผมรู้ทีหลังคนอื่น ที่นั่งที่เหลือที่สุดท้ายคือด้านหน้าสุดของห้อง ตรงใจกลางกระดานดำพอดี นี่มันอะไรกันเนี่ย “นี่กูโดนแกล้งใช่มั้ย จะเอาอะไรกับชีวิตกูนักหนา” ผมแอบคิดในใจ ส่วนไอ้ตัวที่นั่งข้างๆผมอยู่นี่โอ้โหสุดๆ ตัวกลมๆป้อมๆหัวเกรียนๆ ผมเรียกมันว่าไอ้ตาโปน มันเป็นหัวกะทิประจำห้องคิง ภายหลังนี่ผันตัวมาเป็นเด็กเคมีโอลิมปิค ผมก็ไม่รู้ว่ามันไม่มีเพื่อนคบหรือยังไง ผมเลยต้องมานั่งกับมัน ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไป ผมหมายถึงโคตรรรรเปลี่ยนไป...

จะทำไงได้ฮะ เพื่อนรอบห้องนั่งนิ่งเงียบกริบกันทุกคน อาจารย์ก็ตั้งใจสอนมาก ดูทุกคนในห้องเมามันส์กับการศึกษากันหมด ผมหันซ้ายหันขวาไม่มีใครมองหน้าผม ไม่มีใครอยากจะคุยกับผม ทุกคนจ้องและจดจ่ออยู่อย่างงั้นทุกๆวัน ตัวผมเลยไม่มีทางเลือกครับ มันไม่มีอะไรให้ทำเลยจริงๆ สิ่งที่ทำได้ทั้งหมดคือ นั่งทนฟังสิ่งที่อาจารย์สอน เสมือนว่าเรานั่งดูหนังสักเรื่องประมาณนั้น ผมก็ฟังไปเรื่อยๆ ฟังไปฟังมาเหมือนมันจะเริ่มเข้าใจ มันเริ่มปะติดปะต่อภาพได้ ทุกครั้งที่มีคำถามในใจ ก็หันไปถามไอ้ตาโปนที่นั่งอยู่ข้างๆ มันตอบได้หมด เออเฮ้ย... มันชักจะเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ

พอใกล้ๆจะสอบ ผมก็ไปติวกับเพื่อนๆ เสมือนหนึ่งว่าตัวเองเริ่มกลมกลืนกลายเป็นเด็กหัวเกรียน และเมื่อเกรดออกครั้งแรก พระเจ้า! ผมได้เกรด 3.7 เป็นครั้งแรก โอ้โห เพื่อนๆตะลึง ผมนี่น้ำตาไหล งง-มากครับ อะไรวะเนี่ย เราไม่ได้มีความอยากจะตั้งใจเรียนเลย แค่มันไม่มีอย่างอื่นให้ทำต่างหาก เด็กห้องนี้ถ้าไม่เรียนหนังสือก็เล่นเกมส์ มีอยู่สองอย่าง ทันทีที่ครั้งแรกทำได้สำเร็จ ทีนี้มันเหมือนเริ่มได้ใจขึ้นมาครับ บ้าเรียนเลยทีนี้ ผมไต่ระดับการเรียนตัวเองจาก 1.7 ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งเรียนยิ่งเก่ง ยิ่งเรียนยิ่งคะแนนดี จนมาถึงเทอมที่พีคที่สุดคือม.5เทอม2 ผมได้ 3.98 ติดแค่วิชาเกษตกรรม อาจารย์ดันให้ผม 3.5 โอ้โหตอนนั้นฟิวส์แทบขาด สุดท้ายก็ไม่ได้เห็น 4.00 ตามที่ตั้งใจไว้
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ชีวิตวัยรุ่น การศึกษา มหาวิทยาลัย
Pantip.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่