แฟนเก่า เปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้จริงหรือ

กระทู้คำถาม
...จนทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจในตัวเขาเท่าไหร่ ด้วยนิสัยที่เป็นคนขี้ระแวงและไม่ค่อยจะไว้ใจใครง่ายๆ

เรื่องดราม่าของความรัก เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีเรื่องดราม่าเกี่ยวกับความรักยืดยาว
และคิดว่าเศษหนึ่งส่วนเสี้ยวของเรื่องราวความรักเรื่องนี้ น่าจะเป็นทั้งอุทาหรณ์ และช่วยให้ผู้หญิงหลายๆคนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
เมื่อ "แฟนเก่ากลับมาขอคืนดี"

ขอเริ่มเล่าเค้าโครงคร่าวๆก่อนจะเกิดเรื่องราวก่อนแล้วกันนะคะ ย้ำว่าเป็นเค้าโครง นั้นหมายถึงยังมีรายละเอียดซ่อนอยู่อีกมาก ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ
...หลังจากเราบอกเลิกเน่า(นามสมมติ)ด้วยความรู้สึกว่าความรักมันมาถึงทางตันเพราะเราพยายามทำทุกอย่างที่ผู้หญิงคนนึงจะทำเพื่อความรักได้แล้ว แต่มันก็ยังไม่พอสำหรับเน่า เราจึงตัดสินใจบอกเลิกไป แล้วหนึ่งเดือนต่อมาเราจึงเริ่มทำความรู้จักกับพระเอกของเรื่อง ให้นามสมมติว่าชื่อ "เชน" แล้วกัน

เริ่มคบกับเชนด้วยความรู้สึกว่าคุยกันรู้เรื่อง ตอนนั้นเขาตกงานด้วย เลยมีเวลาว่างคุยกับเราได้ตลอดเวลา ทำให้เราคุยกันบ่อยในเฟสบุค ที่เราสนิทกันง่ายเพราะเคยเป็นเพื่อนที่เรียนโรงเรียนมัธยมด้วยกัน(แต่ตอนเรียนไม่เคยคุยกันนะ) ต้องขอบคุณเฟสบุคที่ทำให้เราได้มาคุยกัน

ตอนนั้นเชนมีปัญหาที่เท้าเป็นแผลมีหนองไหลออกมา ไปรักษาที่ รพ.รัฐชื่อดังแห่งหนึ่งบอกว่าเป็นโรครูมาตอยด์ต้องกินยารับยาตลอด วันไหนหยุดงานเราก็พาไปบ้าง ด้วยความที่เราทำงานในโรงพยาบาลก็พอจะรู้เรื่องการดูแลและขั้นตอนการรักษาอยู่


ก่อนหน้านี้เค้าก็ถามเราตลอดว่า "เค้าตกงานแบบนี้ทำไมเรายังคบเค้า" ตอนนั้นเราก็ยังไม่มีใคร ก็คงเพราะความเหงาด้วย และด้วยความที่เค้าดูเป็นคนมีหลักการ มีความคิด เราก็บอกว่าเราเชื่อมั่นในตัวเค้าว่า วันนึงเชนจะดูแลเราได้
เรื่องความไว้ใจนี่ไม่ต้องพูดถึง เราไว้ใจเค้ามาก เพราะในวันที่เรามาพบกัน คือวันที่เราต่างคนต่างอกหัก เราต้องผ่านผู้ชายที่ไร้ซึ่งเหตุผล ส่วนเชนก็ถูกแฟนนอกใจมา เราทั้งคู่คิดคล้ายๆกันว่า รักครั้งใหม่ต้องดีกว่าเดิม เพื่อให้คนแย่ๆที่ผ่านมาได้รู้ว่า ไม่มีเขา เราก็อยู่ได้ และอยู่ได้ดีกว่าเดิมด้วย
เราจึงคบเค้าอย่างไว้ใจมาโดยตลอด

คบกันได้ประมาณ 4 เชนก็ได้งาน ก่อนที่จะได้งาน ก็มีไปมาหากันบ้าง เพราะอยู่คนละจังหวัด
หลังจากเชนได้งาน ก็เลยได้โอกาสมาพักกับเรา ก็ค่อนข้างลำบากนะ เพราะเขาต้องนั่งรถไปทำงานแต่เช้า และกลับมาดึกดื่น เนื่องจากที่พักเราอยู่ไกลที่ทำงานเขา แต่เชนบอกว่าอยากอยู่ด้วย ลำบากก็ยอม ฟังดูก็พอรู้นะคะ ว่าเราดูรักกันดี

เชนได้งานซึ่งเป็นงานที่ต้องเดินมาก ยืนทั้งวัน ทำได้ประมาณ 3 เดือน เชนก็เริ่มมีอาการปวดเท้า บวม และอักเสบมาก ต้องกินยาแก้ปวดตลอด เดินแทบจะไม่ไหว เราเห็นท่าไม่ดีแล้วเลยเข้าไปคุยกับหมอที่รักษาว่านอกจากต้องกินยาแล้วมีวิธีอื่นไหม วิ่งเต้นหาทางรักษา ตามสิทธิ์ หาสาเหตุ จนได้รู้ว่า เป็นวัณโรคที่กระดูกเท้า ซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดล้างกระดูก หลังจากนัดวันผ่าซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะนัดได้ก็เกือบเดือน เพราะเป็น รพ.ของรัฐชื่อดังที่มีคนรอคิวเพียบ ในที่สุดก็ถึงวันผ่าตัด

เชนต้องลาออกจากงานอีกครั้ง เพราะในการผ่าตัดครั้งนี้ต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อยก็ 6 เดือนและกินยาต่อเนื่องถึง 1 ปี ขึ้นไปถึงจะกลับมาหายได้ ซึ่งหมอก็ไม่รู้ว่าจะเป็นปกติรึเปล่า แต่เราก็อยู่ให้กำลังใจเขาตลอดนะ เราลางานมาเฝ้า ตั้งแต่ส่งเข้าห้องผ่าตัด จนพากลับไปพักฟื้นที่บ้านเขาเลย ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่แสนโหดร้ายมากสำหรับเชน เราทำงานกับคนไข้มามาก เรารับรู้ว่าเขาเจ็บปวดและทรมานขนาดไหน ตอนนั้นเราพยายามอยู่ข้างๆและให้กำลังใจเขาตลอด
วันนั้นเองที่รพ. เชนบอกกับเราว่า "เชนอาจจะเคยมีความรักมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เชนอยากแต่งงาน" เราฟังแล้วก็รู้สึกดีนะ แต่เราก็พูดกลับไปว่า "เราจะคอยดูแล้วกัน วันนี้ยังเดินไม่ได้ก็พูดแบบนี้ เดี่ยวพอเดินได้ก็คงไปกับคนอื่น" (ปากร้ายเหมือนกันนะเรา เรียกได้ว่าทำลายความรู้สึกกันพอสมควร)
เราไปๆมาเยี่ยมเชนที่บ้านอยู่หลายเดือน ต้องพาไปหาหมอตามนัดเพื่อรับยาและดูอาการต่อเนื่อง จนถอดเฝือกและพอใช้ไม้เท้าได้ ถ้าจำไม่ผิด เชนเริ่มเดินได้ก็ปาไปเดือนธันวาปี55 เราพาไปไหว้พระ 9 วัดรับปีใหม่ แต่ไปได้ 5 วัดเชนก็ปวดขาซะก่อน เลยต้องกลับบ้าน

เชนยังต้องพักฟื้นที่บ้าน เราทำงานไกลกันไปมาหากันลำบาก เราเลยลาออกจากงานย้ายกลับมาทำงานใกล้บ้านขับรถไปกลับ เหนื่อยหน่อย แต่ได้อยู่ใกล้เชน ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย ก็ถือว่าคุ้ม
ทุกเย็นหลังเลิกงานเราจะแวะไปกินข้าวกับเชนก่อน บางวันรับออกมากินข้างนอก บางวันซื้อเข้าไป บางวันเชนก็ทำกับข้าวให้กิน แล้วเราค่อยกลับบ้านเรา
ดูมีความสุขดีนะ

จนเชนเริ่มเดินได้คล่อง ก็มีนัดเจอเพื่อนบ้าง ชวนเพื่อนไปเดินเที่ยวบ้าง เพราะเขายังไม่ได้ทำงาน ส่วนเราทำงานก็ไม่ว่างพาไปไหนมาไหน เลยเป็นหน้าที่ของเพื่อนเขา

ความรักของเราไม่ได้มีแต่เรื่องดีๆหรอกค่ะ แน่นอนว่าช่วงแรกๆก็มีบ้างที่เราแอบสืบมาได้ว่าเขามีแอบคุย นัดเจอกับคนเก่าๆบ้าง เราก็โกรธนะ ประกาศห้ามเลยว่าห้ามติดต่อห้ามคุยกับแฟนเก่า กิ๊กเก่าอีก เราไม่ชอบมากๆเรื่องการโกหก มีที่ทะเลาะกันหนักๆอยู่หลายหน ด้วยความที่เราเป็นคนชอบดูหนังสืบสวนสอบสวนป่าวไม่รู้นะ เราจะซอกแซกเรื่องนู้นเรื่องนี้แล้วเอามาปะติดปะต่อกันจนได้เรื่องได้ราว แต่ทุกครั้งเขาก็จะบอกว่าไม่เคยมีอะไรเลย เขารักเราคนเดียว ตามแบบฟอร์มเป๊ะ ก็ผ่านมาได้ แต่ความไว้ใจที่เคยมีมันก็ลดลงไปเรื่อยๆแหละ

เรารู้สึกเริ่มกลัวขึ้นมา โรคระแวงกำเริบ เรากลัวว่าถ้าเค้าเดินได้แล้วเค้าจะไปจากเรารึเปล่า (คิดมากนะ)
ครั้งนึงเราเคยขอรหัสเฟสบุคเขา แล้วเชนพูดกลับมาว่า"ขอให้มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเราเถอะ" ประมาณนี้ เราเลยไม่คิดจะขออีก แต่เราก็ไม่ละความพยายามที่จะอยากรู้ว่าเขามีอะไรในเฟสบุคถึงให้รหัสเราไม่ได้
เราจึงเอาบีบีของเรามาแล้วออกอุบายให้เขาลอคอินเฟสบุคในเครื่องเราเพื่อเช็คอินบ้านเขา (ตอนนั้นโทรศัพท์เชนยังเล่นเน็ตไม่ได้ ไม่มีไลน์ ไม่มีวอทแอฟอะไรเลย)
เราบอกว่าเดี่ยวเช็คอินแล้วก็ sign out ให้(แต่แล้วก็ไม่ได้ sign out ค่ะ เก็บไว้ส่องว่าเขาคุยอะไรกับใครบ้างดีกว่า)

และแล้วมันก็มีของดีค่ะในขณะที่เชนไม่รู้ตัวว่าเราแอบส่องช่องแชทของเขา ก็มีข้อความที่เขาคุยนัดกันกับเพื่อน หลังจากที่เราไปกินข้าวบ้านเขาเสร็จ เราก็ขับรถกลับบ้าน พอมาถึงบ้าน เราก็เข้าไปส่องดูช่องแชทในเฟสเชน ก็เลยเจอข้อความที่คุยกับเพื่อนประมาณว่า เรากลับบ้านแล้วทางสะดวกอะไรประมาณนี้ เรารีบโทรไปทันที แต่ก็ไม่โวยวายนะคะ มันยังไม่คาหนังคาเขา เราเลยถามกรายๆว่า "เทอโกหกอะไรเรารึเปล่า" ประมาณนี้ เชนก็บอกว่าปล่าวนี่ ไม่มีอะไร เราก็หลอกล่อคุยไม่ยอมวางสายเลยคืนนั้น เพราะกลัวว่าถ้าวางสายแล้วเชนจะออกไปไหนกับเพื่อนอีก

วันต่อมาเราก็ยังเงียบอยู่นะเพราะถ้าเราบอกว่าเห็นข้อความเชนต้องเปลี่ยนรหัสและเราจะสืบเรื่องต่อไม่ได้ เราเลยทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทำตัวเป็นปกติ จนกระทั่งจุดแตกหักก็มาถึง

เพื่อนเชนกลับมาจากต่างประเทศ เขายัดกินข้าวกันเราก็ไปด้วย พอกินข้าวเสร็จเราก็กลับบ้าน เชนบอกว่าจะไปนั่งเล่นเกมที่บ้านเพื่อนต่อเราก็เห็นว่านานๆทีจะได้เจอเพื่อนก็เลยให้ไป แต่พอเราถึงบ้าน เชนก็โทรมบอกว่าเพื่อนจะไปนั่งร้านเหล้ากัน ซึ่งร้านนี้มีของเลื่องชื่อ นั่นคือเด็กเสิร์ฟนมโตทั้งร้านเลย
เรานี่หูผึ่ง ร้อนวูบๆเลยค่ะ มันแบบว่า ยังไงก็จะไปให้ได้ใช่ไหมร้านแบบนี้ ขับรถตามไปถึงร้านเลยค่ะ ไปยืนจ้องหน้าร้านแบบว่า "จะกลับป่ะ" จนเชนเดินออกจากร้านหายไปเราก็ไม่เดินตามนะคะ

หลังจากคืนนั้นเชนก็ไม่คุยกับเราค่ะ ไม่ตอบเฟส ไม่รับสาย ไปหาที่บ้านก็ปิดบ้านหนี เราก็ไปสงบสติอารมณ์ที่วัดด้วยการบวชชีกับเพื่อนอยู่ 3 วัน พอกลับมาเราก็ซื้อขนมไปฝาก
ตอนนั้นประตูบ้านเขาเปิดอยู่ เราได้ยินเสียงคนคุยกันก็มารยาทแย่นิดนึงไปแอบฟัง
ปรากฏว่าเชนคุยกับพี่สาวเล่าเหตุการณ์คืนนั้นค่ะ ว่าเราเสียๆหายๆ จนพี่สาวเขาว่าเราเป็นโรคจิตรึเปล่าที่ไประแวงเชนอะไรแบบนั้น เรานี่เสียใจมากเลยนะ คือ เราก็เข้าใจว่าคนเรามันก็ต้องพูดเอาความดีเข้าตัวนะ แต่ครั้งนี้มันไม่โอเค เพราะเราก็รู้อยู่ว่าเขารวมหัวกับเพื่อนทำเรื่องเลวๆ

เราตัดสินใจเลิกเลยทันทีค่ะ เราโทรบอกเลิกเขา ถามว่าเสียใจไหม แน่นอนที่สุด ที่ผ่านมาเราดูแลเขาอย่างดีที่สุด แต่แล้วเมื่อขาของเขาแข็งแรง เขากลับลืมสิ่งที่เคยพูดไว้ว่า "วันนี้ที่เขาลำบากเราอยู่ข้างเขา แล้ววันที่เขาสบายจะทิ้งเราได้ยังไง" เชนไม่ได้ทิ้งเรานะ แต่เราขอไปเอง
เพราะเรารับไม่ได้กับการโกหกขนาดนี้ เราเลือกไม่บอกเขาว่าเราเห็นอะไรในเฟสบุคของเขาบ้าง ในเมื่อเราตั้งใจจะเลิก เราก็ไม่จำเป็นต้องไปพูดอะไรไม่ดีให้เสียความรู้สึกมากไปกว่าเดิม 1 ปี 5 เดือนที่เราดูแลกันมา

เราเสียใจมากๆอยู่อาทิตย์นึงได้ แต่สำหรับคนโกหกและไม่รู้จักพอ เราก็ไม่รู้จะเปลืองเวลาทำไม เราเลือกทางเดินไปข้างหน้า อยู่เป็นโสดสวยๆ กับเพื่อนๆก็มีความสุขดี
ตอนนั้นเรายังไปแอบส่องเฟสเขาอยู่นะ เลิกกันได้ 2 วันเชนก็ไปคุยกับสาวเสิร์ฟที่ร้านเหล้าร้านนั้นแหละ เห็นเค้าไปคุยจีบกันถึงไหนต่อไหน เราก็เลยไปโพสเพลง "ใจนักเลง" ฝากไว้เป็นเพลงสุดท้ายให้เขาในเฟสบุค

เชนโกรธมากที่เราโพสเพลงนั้น และมีเพื่อนๆเรามาคอมเม้นท์ด่าเขาว่าไม่คู่ควรกับเราอะไรแบบนี้ โดยที่เชนคิดตลอดว่า นอกจากเชน กับเพื่อนสนิทเชนอีกคนที่ชวนกันแอบเราไปเที่ยวกลางคืน ก็ไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาสองคนทำเอาไว้
เชนเที่ยวบอกเพื่อว่าเราบ้าไปเอง ขี้หึงขี้ระแวงเกินเหตุ เราก็เฉยๆนะ ถือว่าเลิกกันแล้ว ถ้าไม่รู้จักสำนึก ก็เรื่องของเขา เราก็ลบเฟสกันไปเลย

เรากลับมาใช้ชีวิตปกติแบบโสดๆ อยู่ประมาณ 3 เดือน ก็รู้สึกสบายใจดีนะการเป็นโสดเนี่ย แต่บางทีมันก็เหงาๆ จนเริ่มคุยกับพี่แบด ซึ่งเป็นพี่ที่ทำงาน พี่เขาดูสุภาพ เรียบๆง่ายๆ เราก็ลองคบๆคุยๆกันมาเรื่อยๆ มีปัญหาเรื่องเวลาบ้างเพราะหลังๆเรา ชอบอยู่บ้าน เลิกงานก็กลับบ้านเลย แต่พี่แบดแกชอบให้ใช้เวลาหลังเลิกงานด้วยกันก่อนอะไรแบบนี้ ช่วงนั้นเราทำงานชมรมด้วยเลยไม่ค่อยมีเวลาให้พี่แบดเท่าไหร่ ก็มีงอนๆ ดราม่าบ้าง

คบพี่แบดได้เดือนกว่าๆ เริ่มมีเพื่อนที่สนิทรอบๆตัวเราส่งข่าวมา ว่า"แฟนเก่า"ของเรา(หมายถึงเชน) ส่งข้อความมาหาเพื่อนเราว่าเราเป็นยังไงบ้าง เพิ่งรู้ตัวว่ารักเรามาก ขาดเราไม่ได้ เพื่อนเรามันก็บอกเชนไปว่าเรามีแฟนใหม่แล้ว อย่ายุ่งกับเราอีกเลย เชนก็ไม่ละความพยายาม ยังขอร้องให้เพื่อนเราส่งข้อความมาให้ดูว่า เชนยังรักเรานะ รู้ตัวนะว่าขาดเราไม่ได้อะไรทำนองนี้ เราก็ฝากเพื่อนด่ากลับไปเลยจ้ะ

จนวันนึงมีเมสเสสเด้งมาในเฟสบุค พอเปิดเข้าไปดู ปรากฎว่าเป็นข้อความจากเชน ประมาณนะ
เชน : ขอปรึกษาหน่อยนะครับ พอดีช่วงนี้หยุดกินยาวัณโรคไปแล้ว (ครบปีนึงพอดีที่กินยา) ปรากฏว่าเบื่ออาหาร กินข้าวไม่ได้เลย พอจะมีวิธีรักษาไหมครับ
เรา : ไปคุยกับหมอที่รักษาดูสิ
(ต้องยอมรับนะว่าเชนเป็นคนที่รู้ใจเราดีว่าเราเป็นคนยังไง และต้องคุยแบบไหนเราถึงยอมคุยด้วย เขารู้ว่าเราไม่ใช่คนใจร้ายกับคนป่วย เลยเลือกคุยกับเราแบบนี้ และมันก็ได้ผล)
ถึงเราจะทำใจได้แล้วที่เลิกกับเชน แต่เราก็ยังเป็นห่วงเขาอยู่ดี เราเคยคิดว่าวันที่เขาหายเป็นปกติดีเราจะอยู่ข้างๆเขา และยินดีกับเขา แต่เมื่อเราต้องเลิกกันก่อน เราก็แอบถามเพื่อนเขาตลอดว่าเขาไปหาหมอตรงนัดรึเปล่า เดินคล่องรึยัง ประมาณนี้

พอเราคุยตอบไปประโยคนึงมันก็มีประโยคอื่นๆตามมาเรื่อยๆ ตอนนั้นเราก็บอกพี่แบดนะว่าแฟนเก่ามาคุยด้วย เพราะเราไม่อยากให้เกิดเรื่องเข้าใจผิด
จนวันนึงหลังเลิกงาน เรานั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน เชนก็มาหาที่บ้านซื้อขนมมาฝาก และเข้ามาในบ้าน เราจะโวยวายก็กลัวผู้ใหญ่จะไม่สบายใจหรือสงสัย (ตอนเราเลิกกันที่บ้านยังไม่รู้เรื่องเลย)ก็เลยให้เขามานั่งกินข้าว เราถามว่ามาทำไม มีอะไร น้ำตาเขาก็หยดแหมะๆ (เดี๋ยวมีต่อ)
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่