สวัสดีค่ะ เราเพิ่งกลับมาจากทัวร์ญี่ปุ่นวันที่ 20 ที่ผ่านมานี้เอง และเรามีเรื่องอยากระบายค่ะ ซึ่งมันเป็นความผิดและความสะเพร่าของเราเองส่วนหนึ่งค่ะ คือต้องบอกก่อนนะคะว่า นี่เป็นการเดินทางไปต่างประเทศกับทัวร์ครั้งแรกของเราค่ะ ปกติเราไปเที่ยวเองตลอด
วันที่ 15 เราได้เดินทางไปทัวร์ญี่ปุ่นกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่งกับพี่สะใภ้ ลูกสาวพี่สะใภ้ อาอี๊และเพื่อนๆ ของอาอี๊ กรุ๊ปทัวร์เรามีทั้งหมด 28 คน แต่กรุ๊ปย่อยของเรามี 10 คน (ในที่นี้ขอเรียกว่า "บ้าน" แทนนะคะ เพราะในทัวร์เค้าใช้คำว่าบ้านค่ะ) ซึ่งทั้ง 10 คนในบ้านนี้เรารู้จักอยู่ 5 คนค่ะ อีก 5 คนไม่รู้จัก แต่เราเข้าใจว่าเป็นเพื่อนกับอาอี๊เราค่ะ (เราไม่ค่อยสนิทกับอาอี๊คนนี้นะคะ เราสนิทกับอาอี๊อีกคนมากกว่า ซึ่งตอนแรกเราตั้งใจจะมาญี่ปุ่นกับอาอี๊คนที่เราสนิท แต่บังเอิญว่าทัวร์เรามันเลื่อนมา 2 ครั้ง จนสุดท้ายอาอี๊คนที่เราสนิทเนี่ยมาไม่ได้ แกเลยส่งพี่สะใภ้กับลูกสาวมาแทน)
พอถึงเคาน์เตอร์สนามบิน อาอี๊ก็แนะนำเราให้รู้จักกับคุณป้าคนนึงแล้วบอกให้เรานั่งกับคุณป้าคนนี้ ซึ่งตอนนั้นเราเข้าใจว่าเป็นเพื่อนอาอี๊ (แต่เรามารู้ทีหลังว่าเป็นแม่เจ้าของบริษัททัวร์ค่ะ แล้วอาอี๊เรารู้จักกับเจ้าของทัวร์ เค้าเลยมาฝากไว้ในกรุ๊ปย่อยของเราค่ะ) พอถึงโรงแรมที่ญี่ปุ่น อาอี๊เราก็จัดการให้เรานอนกับคุณป้าคนนี้ค่ะ
คืนแรกที่นอนด้วยกันก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ เพราะเรายังระวังตัว พอคืนแรกไม่มีปัญหาอะไร วันต่อมาเราเลยไม่ค่อยได้ระวังตัวแล้วเพราะรู้ว่าเค้าเป็นแม่เจ้าของบริษัททัวร์ อีกอย่างก็เป็นเค้าก็ผู้ใหญ่ด้วยน่าจะไว้ใจได้ (เท่าที่ฟังแกเล่าประวัตินะคะ คุณพ่อเป็นหมอ จบป.โท เคยทำงานการบินไทย ตอนนี้อายุ 61 เกษียณแล้ว คือต้นทุนสูงกว่าเรามาก เราก็เลยคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร)
ก็อยู่ด้วยกันมาเรื่อยจนเราเริ่มมาเอะใจวันที่ 19 หลังทานมื้ัอเที่ยงเสร็จว่าทำไมเงินในกระเป๋าเราเหลือน้อยจัง เราเลยถามพี่สะใภ้เราค่ะว่าเหลือเงินเท่าไร (คือไปทัวร์เนี่ยจะได้นั่งรถโค้ชใช่มั้ยคะ แล้วเรา พี่สะใภ้กับลูกสาวเค้าเนี่ยแยกออกมานั่งข้างหลังเกือบสุดค่ะ เพราะว่าวัยรุ่นอยากนอนค่ะ แต่บ้านเราเนี่ยจะนั่งกันข้างหน้าสุดเพราะเป็นผู้สูงวัยกันจะได้ขึ้นลงรถสะดวกค่ะ) พี่สะใภ้เราบอกว่าเหลือ 80,000 เยนได้ เราก็มาเปิดกระเป๋าเราดูค่ะ เงินเราเหลือน้อยกว่าพี่สะใภ้ทั้งๆ ที่แลกมาเท่ากัน แต่เราใช้เงินน้อยกว่าพี่สะใภ้อีก เราก็นั่งบวกตัวเลขค่าใช้จ่ายแล้วค่ะว่าเราใช้อะไรไปบ้าง คือเราจดตลอดนะคะว่าเราใช้อะไรไปบ้าง เก็บใบเสร็จไว้ทุกใบด้วย แต่เราพลาดที่เราไม่ได้นับเงินทุกคืนค่ะ เพราะว่าเราเหนื่อย เนื่องจากตอนเย็นเราจะหาที่ไปต่อตลอดไม่ได้พักเหมือนคนอื่นเค้า พอคิดเสร็จเราก็รู้ตัวแล้วว่าเงินเราหายไป 40,000 เยน แต่คิดไม่ออกว่าหายไปไหน (เรามีไป 206,000 เยนค่ะ แบงค์ 10,000 - 20 ใบ แบงค์ 5,000 - 1 ใบ แบงค์ 1,000 - 1 ใบ)
หลังจากนั้นเราก็นับเงินไทยกับเงินต่างประเทศในกระเป๋าเราด้วยค่ะ ตอนนั้นเรามีเงินแบงค์ 1000 - 7 ใบค่ะ 2 ใบเป็นใบเลขสวยที่เราไม่คิดจะใช้ ส่วนอีก 5 ใบเป็นของขวัญวันเกิดที่พี่เขยเพิ่งให้เรามาคืนที่เราเดินทาง เราเลยไม่ได้เอาเข้าธนาคารค่ะ และมีแบงค์อื่นๆ เยอะเลยค่ะ เป็นปึกเลย (กระเป๋าสตางค์เราเป็นใบยาวรูดซิปได้ทั้งใบ ใส่เงินแบงค์ได้ 2 ช่อง ตรงกลางเป็นช่องซิปเหรียญค่ะ ช่องแรกเราใส่เงินเยน ช่องเหรียญเราใส่เหรียญไทยค่ะ ช่องสุดท้ายเราใส่เแบงค์ไทยและแบงค์ต่างประเทศค่ะ)
หลังทานมื้อเที่ยงทัวร์เราพาปล่อยอิสระที่โอไดบะค่ะ ไอเราพอรู้ว่าเงินหาย เราก็บอกพี่สะใภ้ค่ะ ไม่ได้โวยวายอะไร เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่และอีกใจก็คิดว่าเราอาจจะสะเพร่าเองแหละ แล้วก็เดินแยกจากคนอื่นๆ โทรไปร้องไห้ให้คนที่บ้านที่เมืองไทยฟัง พอทำใจได้เราก็เดินเรื่อยเปื่อยค่ะ แต่ไม่คิดจะใช้เงินแล้วเพราะเงินหายไป 40,000 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ตั้ง 12,000 บาท เราหมดอารมณ์เที่ยวแล้วค่ะตอนนั้น นอยด์มาก
พอตอนค่ำกลับมาโรงแรม ทุกคนก็แยกย้ายกันแพ็คของค่ะ เพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในญี่ปุ่น พรุ่งนี้ตอนสายก็กลับไทยแล้ว พอแพ็คของเสร็จ คนในบ้านเราบางคนก็มารวมตัวกันกินเหล้าบ๊วยของป้าคนที่นอนกับเราในห้องเราค่ะ ไอเราด้วยความที่นอยด์ก็กินด้วย กินเสร็จก็เมาลงไปนอนบนเตียงคนแรกค่ะ พอคนอื่นเห็นเรานอน เค้าก็แยกย้ายกันกลับห้องค่ะ พอเราเห็นว่าทุกคนกลับหมดแล้ว เราก็หลับเลยค่ะ ด้วยความที่เราหลับเร็ว เราเลยตื่นเช้าค่ะ ตื่นมาตี 5 เราก็มาแช่น้ำร้อนค่ะ เพราะว่าเมื่อคืนเมาหลับไม่ได้อาบน้ำ พอเราออกจากห้องน้ำมาตี 5 กว่า ป้าคนนั้นก็ตื่นแล้วค่ะ เราก็ตกใจ เฮ้ย ทำไมตื่นไวจัง ยังไม่มอร์นิ่งคอลเลย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรค่ะ ปล่อยผ่านไป
ตอนเช้าวันสุดท้าย ทัวร์พาไปปล่อยอิออนก่อนกลับไทยค่ะ แต่เราก็ไม่ได้ใช้เงินเหมือนเดิม เพราะเราต้องแพ็คกระเป๋าใหม่หมด เนื่องจากน้ำหนักเราเกินมากค่ะ เราต้องกระจายของในกระเป๋าเดินทางเป็นกล่องเล็กๆ ค่ะ พอถึงสนามบินนาริตะ อันนี้ยอมรับค่ะว่าใช้เงินเยนไป เพราะเราต้องซื้อของฝาก เราก็นับเงินเยนนะคะ อืม เงินเยนยังอยู่เท่าเมื่อวาน ก็ไม่ได้เอะใจค่ะ แต่เราพลาดอีกแล้วค่ะ เพราะไม่ได้นับเงินไทยและเงินต่างประเทศอีกช่องค่ะ
พอถึงสุวรรณภูมิ เราต้องซื้อช็อคโกแลตที่ดิวตี้ฟรีให้พี่เราใช่มั้ยคะ เราก็เดินแยกจากคนอื่นไปดิวตี้ฟรีค่ะ แล้วพอเราหยิบเงินไทยมาจ่ายค่ะ ปรากฏว่าเงินไทยปึก 5,000 บาทที่พี่เขยเราเพิ่งให้เราคืนวันที่เราเดินทางเนี่ย หายไป 3 ใบ เหลืออยู่ 2 ใบค่ะ เราตกใจมาก เพราะเมื่อวานเรานับมันยังมีอยู่ 5 ใบเลยค่ะ ทีนี้เราเริ่มเอะใจแล้วค่ะว่าเราไม่ได้ทำหายเองแน่ๆ เพราะเราไม่ได้ใช้เงินไทยและกระเป๋าสตางค์เราอยู่ในกระเป๋าที่เราสะพายตลอด แล้วเมื่อวานกับวันนี้เราไม่ได้สะพายกระเป๋าแค่ตอนเราเมาหลับ, ตอนเราอาบน้ำแช่น้ำร้อน และตอนอยู่บนเครื่องเท่านั้นค่ะ (อยู่บนเครื่อง กระเป๋าสะพายก็อยู่ที่ใต้ที่นั่งนะคะ) ณ ตอนนั้นเราก็คิดไม่ออกนะคะว่าเป็นใคร เพราะว่าสมองตอนนั้นยังจับต้นชนปลายไม่ได้ รู้แค่ว่าเงินหายรอบที่ 2 คือตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูกค่ะ ตาเรานี่น้ำตาคลอแล้วค่ะแต่ต้องกลั้นไว้ ไม่อยากร้องไห้
พอเจอป้าคนนั้น เพื่อนอาอี๊กับลูกชายในกรุ๊ปเรายืนต่อแถวที่ตม. เราก็เล่าให้พวกเค้าฟังเป็นฉากๆ เลยนะคะว่าเรื่องเป็นยังไง ตอนนั้นเราเล่าเพราะตกใจมากจริงๆ ค่ะ ไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นเลย พอแยกจากป๊าคนนั้น เพื่อนอาอี๊ก็บอกว่าเราทำไม่ถูกที่ไปพูดแบบนั้นต่อหน้าป้าเค้า เพราะป้าเค้านอนห้องเดียวกับเรา เค้าจะรู้สึกยังไง ตอนนั้นเรายังตอบเพื่อนอาอี๊ไปเลยว่า หนูก็ไม่ได้คิดว่าเค้าเอาไปนี่คะ หนูรู้แค่หนูเงินหาย 2 รอบ แล้วเราน้ำตาไหลค่ะ 555 แต่ตอนนี้พอได้มานั่งคิดทบทวนเราเข้าใจแล้วค่ะว่าเพื่อนอาอี๊หมายความว่ายังไง เพราะเราเล่าให้ใครฟังเค้าก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน
สุดท้ายแล้วค่ะ ที่เรามาตั้งกระทู้เนี่ยเพราะเราทำอะไรไม่ได้ ไม่มีหลักฐาน แถมกลับมาแล้ว อีกอย่างเราเป็นเด็กพูดไปใครจะเชื่อ เราเลยอยากระบายค่ะ เราอยากให้คนอื่นที่จะไปทัวร์เนี่ยระวังตัวไว้ค่ะ อย่าไว้ใจใครง่ายๆ อย่าสะเพร่าแบบเรา เงินสดของมีค่าควรจะติดตัวไว้ตลอดแม้แต่เวลาอาบน้ำก็ควรเอาเข้าไปด้วย หรือเวลานอนก็ควรวางไว้ใต้หมอน ถ้ามีเซฟก็ใส่เซฟไว้เลยค่ะ ที่สำคัญจดและนับเงินทุกคืนค่ะ
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจ(คนในกรุ๊ป)ทัวร์
วันที่ 15 เราได้เดินทางไปทัวร์ญี่ปุ่นกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่งกับพี่สะใภ้ ลูกสาวพี่สะใภ้ อาอี๊และเพื่อนๆ ของอาอี๊ กรุ๊ปทัวร์เรามีทั้งหมด 28 คน แต่กรุ๊ปย่อยของเรามี 10 คน (ในที่นี้ขอเรียกว่า "บ้าน" แทนนะคะ เพราะในทัวร์เค้าใช้คำว่าบ้านค่ะ) ซึ่งทั้ง 10 คนในบ้านนี้เรารู้จักอยู่ 5 คนค่ะ อีก 5 คนไม่รู้จัก แต่เราเข้าใจว่าเป็นเพื่อนกับอาอี๊เราค่ะ (เราไม่ค่อยสนิทกับอาอี๊คนนี้นะคะ เราสนิทกับอาอี๊อีกคนมากกว่า ซึ่งตอนแรกเราตั้งใจจะมาญี่ปุ่นกับอาอี๊คนที่เราสนิท แต่บังเอิญว่าทัวร์เรามันเลื่อนมา 2 ครั้ง จนสุดท้ายอาอี๊คนที่เราสนิทเนี่ยมาไม่ได้ แกเลยส่งพี่สะใภ้กับลูกสาวมาแทน)
พอถึงเคาน์เตอร์สนามบิน อาอี๊ก็แนะนำเราให้รู้จักกับคุณป้าคนนึงแล้วบอกให้เรานั่งกับคุณป้าคนนี้ ซึ่งตอนนั้นเราเข้าใจว่าเป็นเพื่อนอาอี๊ (แต่เรามารู้ทีหลังว่าเป็นแม่เจ้าของบริษัททัวร์ค่ะ แล้วอาอี๊เรารู้จักกับเจ้าของทัวร์ เค้าเลยมาฝากไว้ในกรุ๊ปย่อยของเราค่ะ) พอถึงโรงแรมที่ญี่ปุ่น อาอี๊เราก็จัดการให้เรานอนกับคุณป้าคนนี้ค่ะ
คืนแรกที่นอนด้วยกันก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ เพราะเรายังระวังตัว พอคืนแรกไม่มีปัญหาอะไร วันต่อมาเราเลยไม่ค่อยได้ระวังตัวแล้วเพราะรู้ว่าเค้าเป็นแม่เจ้าของบริษัททัวร์ อีกอย่างก็เป็นเค้าก็ผู้ใหญ่ด้วยน่าจะไว้ใจได้ (เท่าที่ฟังแกเล่าประวัตินะคะ คุณพ่อเป็นหมอ จบป.โท เคยทำงานการบินไทย ตอนนี้อายุ 61 เกษียณแล้ว คือต้นทุนสูงกว่าเรามาก เราก็เลยคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร)
ก็อยู่ด้วยกันมาเรื่อยจนเราเริ่มมาเอะใจวันที่ 19 หลังทานมื้ัอเที่ยงเสร็จว่าทำไมเงินในกระเป๋าเราเหลือน้อยจัง เราเลยถามพี่สะใภ้เราค่ะว่าเหลือเงินเท่าไร (คือไปทัวร์เนี่ยจะได้นั่งรถโค้ชใช่มั้ยคะ แล้วเรา พี่สะใภ้กับลูกสาวเค้าเนี่ยแยกออกมานั่งข้างหลังเกือบสุดค่ะ เพราะว่าวัยรุ่นอยากนอนค่ะ แต่บ้านเราเนี่ยจะนั่งกันข้างหน้าสุดเพราะเป็นผู้สูงวัยกันจะได้ขึ้นลงรถสะดวกค่ะ) พี่สะใภ้เราบอกว่าเหลือ 80,000 เยนได้ เราก็มาเปิดกระเป๋าเราดูค่ะ เงินเราเหลือน้อยกว่าพี่สะใภ้ทั้งๆ ที่แลกมาเท่ากัน แต่เราใช้เงินน้อยกว่าพี่สะใภ้อีก เราก็นั่งบวกตัวเลขค่าใช้จ่ายแล้วค่ะว่าเราใช้อะไรไปบ้าง คือเราจดตลอดนะคะว่าเราใช้อะไรไปบ้าง เก็บใบเสร็จไว้ทุกใบด้วย แต่เราพลาดที่เราไม่ได้นับเงินทุกคืนค่ะ เพราะว่าเราเหนื่อย เนื่องจากตอนเย็นเราจะหาที่ไปต่อตลอดไม่ได้พักเหมือนคนอื่นเค้า พอคิดเสร็จเราก็รู้ตัวแล้วว่าเงินเราหายไป 40,000 เยน แต่คิดไม่ออกว่าหายไปไหน (เรามีไป 206,000 เยนค่ะ แบงค์ 10,000 - 20 ใบ แบงค์ 5,000 - 1 ใบ แบงค์ 1,000 - 1 ใบ)
หลังจากนั้นเราก็นับเงินไทยกับเงินต่างประเทศในกระเป๋าเราด้วยค่ะ ตอนนั้นเรามีเงินแบงค์ 1000 - 7 ใบค่ะ 2 ใบเป็นใบเลขสวยที่เราไม่คิดจะใช้ ส่วนอีก 5 ใบเป็นของขวัญวันเกิดที่พี่เขยเพิ่งให้เรามาคืนที่เราเดินทาง เราเลยไม่ได้เอาเข้าธนาคารค่ะ และมีแบงค์อื่นๆ เยอะเลยค่ะ เป็นปึกเลย (กระเป๋าสตางค์เราเป็นใบยาวรูดซิปได้ทั้งใบ ใส่เงินแบงค์ได้ 2 ช่อง ตรงกลางเป็นช่องซิปเหรียญค่ะ ช่องแรกเราใส่เงินเยน ช่องเหรียญเราใส่เหรียญไทยค่ะ ช่องสุดท้ายเราใส่เแบงค์ไทยและแบงค์ต่างประเทศค่ะ)
หลังทานมื้อเที่ยงทัวร์เราพาปล่อยอิสระที่โอไดบะค่ะ ไอเราพอรู้ว่าเงินหาย เราก็บอกพี่สะใภ้ค่ะ ไม่ได้โวยวายอะไร เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่และอีกใจก็คิดว่าเราอาจจะสะเพร่าเองแหละ แล้วก็เดินแยกจากคนอื่นๆ โทรไปร้องไห้ให้คนที่บ้านที่เมืองไทยฟัง พอทำใจได้เราก็เดินเรื่อยเปื่อยค่ะ แต่ไม่คิดจะใช้เงินแล้วเพราะเงินหายไป 40,000 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ตั้ง 12,000 บาท เราหมดอารมณ์เที่ยวแล้วค่ะตอนนั้น นอยด์มาก
พอตอนค่ำกลับมาโรงแรม ทุกคนก็แยกย้ายกันแพ็คของค่ะ เพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในญี่ปุ่น พรุ่งนี้ตอนสายก็กลับไทยแล้ว พอแพ็คของเสร็จ คนในบ้านเราบางคนก็มารวมตัวกันกินเหล้าบ๊วยของป้าคนที่นอนกับเราในห้องเราค่ะ ไอเราด้วยความที่นอยด์ก็กินด้วย กินเสร็จก็เมาลงไปนอนบนเตียงคนแรกค่ะ พอคนอื่นเห็นเรานอน เค้าก็แยกย้ายกันกลับห้องค่ะ พอเราเห็นว่าทุกคนกลับหมดแล้ว เราก็หลับเลยค่ะ ด้วยความที่เราหลับเร็ว เราเลยตื่นเช้าค่ะ ตื่นมาตี 5 เราก็มาแช่น้ำร้อนค่ะ เพราะว่าเมื่อคืนเมาหลับไม่ได้อาบน้ำ พอเราออกจากห้องน้ำมาตี 5 กว่า ป้าคนนั้นก็ตื่นแล้วค่ะ เราก็ตกใจ เฮ้ย ทำไมตื่นไวจัง ยังไม่มอร์นิ่งคอลเลย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรค่ะ ปล่อยผ่านไป
ตอนเช้าวันสุดท้าย ทัวร์พาไปปล่อยอิออนก่อนกลับไทยค่ะ แต่เราก็ไม่ได้ใช้เงินเหมือนเดิม เพราะเราต้องแพ็คกระเป๋าใหม่หมด เนื่องจากน้ำหนักเราเกินมากค่ะ เราต้องกระจายของในกระเป๋าเดินทางเป็นกล่องเล็กๆ ค่ะ พอถึงสนามบินนาริตะ อันนี้ยอมรับค่ะว่าใช้เงินเยนไป เพราะเราต้องซื้อของฝาก เราก็นับเงินเยนนะคะ อืม เงินเยนยังอยู่เท่าเมื่อวาน ก็ไม่ได้เอะใจค่ะ แต่เราพลาดอีกแล้วค่ะ เพราะไม่ได้นับเงินไทยและเงินต่างประเทศอีกช่องค่ะ
พอถึงสุวรรณภูมิ เราต้องซื้อช็อคโกแลตที่ดิวตี้ฟรีให้พี่เราใช่มั้ยคะ เราก็เดินแยกจากคนอื่นไปดิวตี้ฟรีค่ะ แล้วพอเราหยิบเงินไทยมาจ่ายค่ะ ปรากฏว่าเงินไทยปึก 5,000 บาทที่พี่เขยเราเพิ่งให้เราคืนวันที่เราเดินทางเนี่ย หายไป 3 ใบ เหลืออยู่ 2 ใบค่ะ เราตกใจมาก เพราะเมื่อวานเรานับมันยังมีอยู่ 5 ใบเลยค่ะ ทีนี้เราเริ่มเอะใจแล้วค่ะว่าเราไม่ได้ทำหายเองแน่ๆ เพราะเราไม่ได้ใช้เงินไทยและกระเป๋าสตางค์เราอยู่ในกระเป๋าที่เราสะพายตลอด แล้วเมื่อวานกับวันนี้เราไม่ได้สะพายกระเป๋าแค่ตอนเราเมาหลับ, ตอนเราอาบน้ำแช่น้ำร้อน และตอนอยู่บนเครื่องเท่านั้นค่ะ (อยู่บนเครื่อง กระเป๋าสะพายก็อยู่ที่ใต้ที่นั่งนะคะ) ณ ตอนนั้นเราก็คิดไม่ออกนะคะว่าเป็นใคร เพราะว่าสมองตอนนั้นยังจับต้นชนปลายไม่ได้ รู้แค่ว่าเงินหายรอบที่ 2 คือตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูกค่ะ ตาเรานี่น้ำตาคลอแล้วค่ะแต่ต้องกลั้นไว้ ไม่อยากร้องไห้
พอเจอป้าคนนั้น เพื่อนอาอี๊กับลูกชายในกรุ๊ปเรายืนต่อแถวที่ตม. เราก็เล่าให้พวกเค้าฟังเป็นฉากๆ เลยนะคะว่าเรื่องเป็นยังไง ตอนนั้นเราเล่าเพราะตกใจมากจริงๆ ค่ะ ไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นเลย พอแยกจากป๊าคนนั้น เพื่อนอาอี๊ก็บอกว่าเราทำไม่ถูกที่ไปพูดแบบนั้นต่อหน้าป้าเค้า เพราะป้าเค้านอนห้องเดียวกับเรา เค้าจะรู้สึกยังไง ตอนนั้นเรายังตอบเพื่อนอาอี๊ไปเลยว่า หนูก็ไม่ได้คิดว่าเค้าเอาไปนี่คะ หนูรู้แค่หนูเงินหาย 2 รอบ แล้วเราน้ำตาไหลค่ะ 555 แต่ตอนนี้พอได้มานั่งคิดทบทวนเราเข้าใจแล้วค่ะว่าเพื่อนอาอี๊หมายความว่ายังไง เพราะเราเล่าให้ใครฟังเค้าก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน
สุดท้ายแล้วค่ะ ที่เรามาตั้งกระทู้เนี่ยเพราะเราทำอะไรไม่ได้ ไม่มีหลักฐาน แถมกลับมาแล้ว อีกอย่างเราเป็นเด็กพูดไปใครจะเชื่อ เราเลยอยากระบายค่ะ เราอยากให้คนอื่นที่จะไปทัวร์เนี่ยระวังตัวไว้ค่ะ อย่าไว้ใจใครง่ายๆ อย่าสะเพร่าแบบเรา เงินสดของมีค่าควรจะติดตัวไว้ตลอดแม้แต่เวลาอาบน้ำก็ควรเอาเข้าไปด้วย หรือเวลานอนก็ควรวางไว้ใต้หมอน ถ้ามีเซฟก็ใส่เซฟไว้เลยค่ะ ที่สำคัญจดและนับเงินทุกคืนค่ะ