เมื่อ "เพื่อนสนิท" กลายเป็น "คนที่ไม่เคยรู้จักกัน"

กระทู้สนทนา
เรื่องทีกำลังจะเล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราเอง เป็นเรื่องที่เราเก็บเอาไว้คนเดียวมานาน ไม่รู้จะระบายยังไง เลยเอามาเล่าสู่กันฟังกับชาวพันธิป

     เรื่องมีอยู่ว่า เรามีเพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักกันมานานมาก ตั้งแต่เราเรียนชั้นอนุบาลเลย เข้ารร.มาพร้อมกัน ดูเป็นระยะเวลาที่นานมาก หลายคนคงคิด โอ้โห รู้จักกันแทบทั้งชีวิตขนาดนี้ต้องโคตรสนิท ยิ่งกว่าสนิทเสียอีกแน่ๆ แต่จริงๆแล้ว บางครั้งระยะเวลามันอาจพิสูจน์อะไรไม่ได้ คนที่เรารู้จักมานาน เราไม่รู้ความจริงใจของเขาที่มีให้เรานั้นจะมากเหมือนที่เรามีให้เขารึเปล่า

     ตอนเรียนอนุบาลเราเองก็จำอะไรไม่ได้มาก จำได้แค่ร้องไห้อยากกลับบ้านอย่างเดียว 555 พอขึ้นชั้นประถมเราก็ยังเรียนที่เดิมอยู่ เราต้องยอมรับว่าตอนนั้นเราเป็นเด็กที่เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่าจะเข้ายังไงแต่ก็มีเพื่อนนะแต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรเราเลยชอบไปนั่งอ่านการ์ตูนหรือนิทานในห้องสมุดบ้างเพื่อนชวนเล่นก็ไป จนวันหนึ่งเป็นวันที่เราจำได้ขึ้นใจเลย เหมือนเป็นความทรงจำดีๆที่จำไม่เคยลืม ถึงมันจะผ่านมานานมากแล้วก็ตาม วันนั้นหลังกินข้าวกลางวันเสร็จ เราก็ไปซื้อขนมมานั่งกินที่โต๊ะหินอ่อน เพื่อนคนนี้ สมมติว่าชื่อ "นิด" แล้วกัน นิดเดินมาหาเราที่นั่งกินขนมอยู่คนเดียว นิดเดินยิ้มมาหา รอยยิ้มแบบเด็กๆดูยังไงก็จริงใจ นิดพูดกับเราว่า "มานั่งทำอะไรคนเดียว?" เราก็บอกไปว่า ก็ไม่ได้อะไรหาขนมกิน ถึงจะเลือนลางบ้าง แต่เราจำได้ว่าหลังจากนั้นนิดก็คุยกับเรา คุยไปคุยมาเรื่อยๆ ประโยคที่นิดบอกกับเราวันนั้นคือสิ่งที่เราจำไม่เคยลืม นิดถามเราว่า "มาเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันนะ" ด้วยตอนนั้นที่เราเข้าหาคนอื่นไม่เก่ง เราก็อ้ำๆอึ่งๆแล้วก็ตอบไปว่า "เอาสิๆ"

    หลังจากนั้นเราก็อยู่กลุ่มเดียวกับนิดมาตลอด อยู่กลุ่มทำงานเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน นั่งโต๊ะใกล้กัน ไปเที่ยวด้วยกัน จากกลุ่มสองสามคนก็เริ่มมีจำนวนคนเพิ่มเข้ามา นิสัยเข้าหาคนอื่นไม่เป็นของเราก็หายไป พอมีเพื่อนเยอะขึ้น เราก็ไม่ค่อยได้ไปไหนคนเดียวอีก จนขึ้นชั้นป.5 เราจำได้ว่า เพื่อนในกลุ่มเราคนหนึ่งทะเลาะกัน เพื่อนๆในกลุ่มจึงบอกต่อกันว่า อย่าไปพูดกับ(สมมติว่าชื่อ มิ้น นะ) เราเองไม่ได้เป็นคนที่ทะเลาะด้วย ด้วยความที่นิดเองก็เข้าข้างเพื่อน จึงไม่พูดกับมิ้นด้วย แถมยังบอกเราว่าห้ามคุยกับมิ้นอีก เราก็ไม่ได้พูดอะไร นิดกับเพื่อนคนนั้นก็นินทามิ้นว่านิสัยไม่ดีอย่างนั้น นิสัยไม่ดีอย่างนี้ ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่จริงๆแล้วเราก็แอบคุยกับมิ้น เพราะอย่างที่บอกเราไม่ได้ทะเลาะอะไรกับมิ้น ทำไมเราต้องไม่พูดกับมิ้นด้วย และเราว่าการบอกให้เพื่อนคนอื่นไม่พูดกับมิ้นเพราะตนทะเลาะกันอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูก แถมเรื่องทะเลาะกันมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตด้วย

     แต่หลังจากวันนั้น พอเรามาโรงเรียน นิดกับเพื่อนคนที่ทะเลาะกับมิ้นก็มองเราแปลกๆ นิดเลยมาถามเราว่า ไปคุยกับมิ้นทำไม? อึ้งสิ!!! เราก็ไม่รู้จะบอกยังไง เราเลยบอกไป ก็เราไม่ได้ทะเลาะกับมิ้นนี่ นิดก็โกรธเราสิ หาว่าเราไปเข้าข้างมิ้น ไม่เข้าข้างเพื่อน คราวนี้เราเลยโดนโกรธซะเอง งงสิ!!?!! โกรธเราอย่างเดียวไม่ว่า ไปบอกเพื่อนคนอื่นอีกว่าอย่าพูดกับเรานะ นี่เราทำอะไรผิดเนี้ย จะว่าเราเข้าข้างมิ้นก็เปล่า เข้าข้างเพื่อนก็เปล่า มาโกรธเราเรื่องอะไร พอมีวิชาหนึ่งต้องทำรายงาน เราเลยไปทำกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ปรากฏว่านิดกับเพื่อนมาบอกกลุ่มนี้ว่าอย่าคุยกับเรานะ แล้วไม่รู้ด้วยความเป็นเด็กละมั๊งเพื่อนกลุ่มนี้ก็บ้าจี้ตามนิด ไม่พูดกับเราไปด้วย เอาแล้วไง แล้วเราจะทำรายงานยังไงละ ดีว่ายังไงมันก็ต้องหารลงตัว เราเลยได้ทำรายงานกับเพื่อนกลุ่มนี้ ตลอดเวลาที่ต้องเรียนใกล้นิดโดยที่นิดไม่ยอมพูดกับเราเป็นอะไรที่อึดอัดมาก

       ถ้าใครเคยโดนจะรู้ว่าเรารู้สึกยังไง จนเรารู้สึกเหมือนกันนะว่า หรือว่าเราผิด แต่เราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ เราต้องทนนั่งอึดอัดแบบนั้นหลายวันมาก เล่นเอาเราไม่อยากไปโรงเรียนเลย โชคดีว่าอาทิตย์ต่อไป เราต้องไปงานแต่งงานอาที่ต่างจังหวัดกับที่บ้านพอดี สัปดาห์นั้นเป็นสัปดาห์กีฬาสี เราเลยลาได้โดยไม่เสียการเรียน เราหายไปเกือบทั้งกีฬาสีเลย กีฬาสีเด็กประถมไม่มีอะไรมากอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้ลงกีฬาอะไร เราเลยลาไปได้ ช่วงนั้นเรารู้สึกผ่อนคลายมาก ไม่ต้องเครียดอะไร แต่พอต้องกลับมาโรงเรียนเราก็รู้สึกกระอักกระอ่วนมาก เพราะรู้ว่าเหตุการณ์คงเหมือนเดิม

       แต่ที่น่าประหลาดใจคือ พอเรากลับมา นิดก็กลับมาพูดกับเรา รวมทั้งเพื่อนๆคนอื่นด้วย โดยไม่มีการง้อหรือขอโทษแต่อย่างไร คิดว่า อาจเพราะเราหายไปช่วงกีฬาสี นิดเลยคิดว่าเป็นเพราะเขาละมั๊ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องฝังใจเราเลยว่า เราไม่อยากให้เพื่อนโกรธ มันรู้สึกแย่มากจริงๆที่ถูกเพื่อนโกรธ ตอนนั้นเราเลยคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้เพื่อนไม่โกรธเรา ให้ช่วยงานหรือทำอะไรก็ทำ (ความคิดแบบเด็กๆ) แต่มันทำให้เรากลายเป็นคนยอมคนอื่นและปฏิเสธคนอื่นไม่เป็น พอเราลองช่วยงาน เอาจานข้าวไปเก็บให้เพื่อนตอนกลางวัน เพราะเห็นว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ แต่พอนานวันเข้า นิดเริ่มให้เราช่วยงานมากขึ้น เช่น พอเราเก็บจานให้บ่อย คราวนี้กลายเป็นให้เราไปซื้อข้าว ซื้อขนมมาให้ เราซึ่งตอนนั้นเป็นคนปฏิเสธใครไม่เป็น ก็เลยตามน้ำสิ จากเห็นแก่น้ำใจ กลายเป็นเหมือนเราเป็นลูกน้องเพื่อนไปซะงั้น

       เเต่ขนาดว่าเราทำให้เพื่อนขนาดนั้น เอาอกเอาใจทุกอย่าง ให้ยืมหนังสือ ยืมแผ่นหนัง ซึ่งขนาดทวงก็ไม่คืน พอยืมไปนานๆ พอถามก็บอกว่าหาย ทุกวันนี้อะไรที่นิดยืมไปเราไม่เคยได้คืน

        พอขึ้นชั้นป.6 ถึงเวลาต้องสอบเข้าเรียนมัธยมที่อื่น นิดบอกว่าตั้งใจจะเข้าเรียนภาคอินเตอร์ของโรงเรียนดังในจังหวัด ส่วนเราจะเข้าห้องโครงการแผนคณิตของโรงเรียนมัธยมซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับต้นๆของจังหวัดเลย แต่คนละโรงเรียนกับที่นิดจะเข้า ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไร คงถึงเวลาต่างคนต่างแยกย้ายแล้ว ปรากฏว่านิดก็ไปสอบที่เดียวกับเราด้วย เราเองยอมรับว่าเราไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรมากมาย แต่เราชอบวิชาคณิต ถ้าเทียบกันแล้ว นิดเรียนเก่งกว่าเรามาก พอผลสอบออกมา ปรากฏว่าเราสอบติด แม้จะไม่ได้อันดับสูงอะไร และนิดติดสำรอง วันที่ไปดูผลสอบ เพื่อนในห้องที่สอบติดเหมือนกัน ก็บอกเราว่า "เฮ้ยแก!! ดีใจด้วย เก่งมากเลย นิดมันยังติดสำรองเลย ทีนี้นิดมันก็จะมาว่าอะไรแกไม่ได้แล้ว" พอได้ยินอย่างนั้น เราถึงกับอึ้งเลยนะ แต่ก็ไม่ได้ถามว่านิดว่าอะไร เพราะวันนั้นพ่อเราไปด้วย แต่มันติดอยู่ในหัวเรามาตลอดทางกลับบ้านเลย

      เย็นวันนั้นเราก็ได้รับโทรศัพท์ ซึ่งเราจำเสียงได้แม่นเลยว่าเป็นนิดโทรมา ในสาย นิดถามเราว่า "แก เราถามหน่อย... แกใช้เส้นสอบเข้าหรอ?" อึ้งมากจริงๆ ไม่คิดว่าคนที่ถามคำถามแบบนี้จะเป็นนิด นิดที่เข้ามาชวนเราเป็นเพื่อนด้วย นิดที่เราเอาอกเอาใจช่วยเหลือทุกอย่าง นิดที่เรามองว่าเป็น"เพื่อนสนิท" เรารู้ว่าเราไม่ใช่คนเรียนเก่งเลย คงไม่แปลกถ้าจะมีคนคิดแบบนี้  บ้านเราก็ไม่ได้มีเส้นสายอะไร นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าใครมันจะมาฝากให้ แต่เราก็รู้ว่าต้องเจอคำถามแบบนี้แน่ แต่ไม่ใช่จากนิด เราก็อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบไป "เฮ้ย เปล่านะ เราไม่มีเส้นสายอะไรนะ" นิดเงียบไป ก่อนจะพูดขึ้นมา "จริงเหรอ" เราก็ตอบ อืมๆไป พอซักพัก เริ่มเป็นคนอื่นเข้ามาพูดสายแทน อีกฟากของสายไม่ได้มีแค่นิดคนเดียวแน่ๆ แต่ละเสียงที่เปลี่ยนกันเข้ามา ทุกคนถามคำถามเดียวกันว่า "จริงเหรอ" เราก็อืมๆๆๆ ตอบไปจนวางสายไป

       หลังจากนั้นเราก็ไม่สบายใจเลยจริงๆ และวันที่ไปโรงเรียน สิ่งที่คิดก็เกิดขึ้นจริงๆ เพื่อนๆในห้องที่ไปสอบมองเราอย่างประหลาดๆ โดยเฉพาะคนที่สอบไม่ติด ส่วนนิดก็ทำเหมือนเราไม่มีตัวตน เราไปนั่งด้วยก็ทำเหมือนไม่เห็นเรา "นี่เราทำอะไรผิดอีกแล้วเหรอเนี้ย" พอสถานการณ์เป็นอย่างนั้น เราก็เลยปล่อยเลยตามเลย ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปร้อนตัวตาม ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด พอเข้าวิชาเรียน เราก็ได้เสียงพึมพำมาจากข้างๆ "ถ้าไม่มีคนขี้โกง เราอาจจะติดก็ได้" ช็อคสิ เป็นอีกครั้งที่เราไม่คิดว่าจะออกมาจากปากของนิด เราเพิ่งมาคิดได้ว่าที่เสียงในโทรศัพท์เมื่อคืนถามเราว่า "จริงเหรอๆ" นั้นไม่ได้ถามว่า เราไม่ได้ใช้เส้นจริงเหรอ จากคำตอบที่เราตอบนิดไป แต่เป็นการถามว่าเราใช้เส้น"จริงเหรอ"ต่างหาก พอพักกลางวัน เราหลบไปร้องไห้เลยนะ ร้องไห้หนักมาก อยากกลับบ้านตอนนั้นเลย ชีวิตนี้เรามีแต่ความผิดเหรอ แต่เราก็กัดฟันทน ถ้าเราแสดงความอ่อนแอ ก็เท่ากับเรายอมรับในสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อ ขนาดเพื่อนที่เราคิดเสมอว่าเป็นเพื่อนสนิทเรา ยังคิดกับเราแบบนี้ แล้วเพื่อนคนอื่นละ

       ตลอดทั้งวันนั้นเราต้องไปคุยกับเพื่อนที่ไม่ได้ไปสอบที่เดียวกัน แต่ก็ไม่วายโดนสายตามองมาอย่างไม่ดี เราก็ปล่อยผ่านไป จนถึงวันรายงานตัวเข้าเรียน ปรากฏว่าทางโรงเรียนรับเด็กที่ติดสำรองเข้ามาทุกคน เพราะคนสละสิทธิ์เยอะ หลังจากวันนั้น นิดก็กลับมาคุยกับเราอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ความรู้สึกของเราที่มีต่อนิดเปลี่ยนไป เราไม่รู้ว่าคนๆนี้เป็นคนยังไงกันแน่ แต่ตอนนั้นพอนึกถึงวันที่เขามาชวนเราเป็นเพื่อนแล้วกลับทำให้เราลืมเรื่องพวกนั้นไปเลย เพราะยังไงก็ยังต้องเรียนด้วยกันไปอีก 3 ปี และเราเองก็ไม่อยากให้ความเป็นเพื่อนสลายลง เราคิดเสมอว่าขนาดเวลาคนอื่นโกรธเรา เรายังรู้สึกแย่ ถ้าเราไปโกรธคนอื่น เขาก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน เราเลยยอมเพื่อนมันไปซะทุกเรื่อง
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่