ฝากนิยายครับ มนต์รักในมนตราอสูร ปฐมบท บทที่ 5 ตอนที่ 28 แสงและเงาแห่งความหวัง บทที่ 5 ที่เนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้น ดราม่า และ ฉากต่อสู้สุดอลังการแล้วนะครับ ตอนนี้นับเป็นหนึ่งในบทที่สนุกที่สุดในภาคแรกนะครับ
“ฟีน่าข้าบอกเจ้าแล้วไง ว่าอย่าปรากฏกายในลักษณะเช่นนี้อีก ใครเห็นจะเข้าใจพวกเราผิดไปได้ไงละ”โอดิอัสกระซิบเสียงเบาๆ อย่างเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนี พลางเอามือกลุ้มที่ขมับพร้อมกับหลับตา คิ้วขมวดเล็กน้อยอย่างเซงๆ และประหม่าทุกครั้งที่เห็นฟีน่าที่อยู่ในสภาพเกือบจะเปลือยกาย เพราะถึงแม้นางจะเป็นภูตปราณแต่นางก็มีรูปกายที่แทบจะเหมือนหญิงสาวสวยพราวเสน่ห์ รูปร่างสะโอดสะองจริงๆ ทุกประการ แต่ก็รู้สึกโล่งอกที่เฮราน่าไม่ได้อยู่ที่นี้ด้วย
“ก็ข้าชอบชุดนี้นิ มันใส่แล้วสบายและดูสวยจนหนุ่มต้องมองและจ้องตาไม่กระพริบ”ฟีน่าเอ่ยด้วยทุ้มเสียงแหลมอ่อนหวานไพเราะ แต่แฝงไปด้วยความยียวน ที่ดูกวนๆ แต่น่ารัก
“นั้นเจ้าอาจจะคิดไปเองก็ได้แหละตอนนี้เรากำลังมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญอยู่ด้วยนะ”โอดิอัสพูดอย่างอารมณ์ดี พลางหยอกกลับฟีน่าที่เป็นเสมือนเพื่อนคู่หูต่างภพที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ก่อนจะชี้ไปที่พวกเลวีที่หมดกำลังจะลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และยังยืนได้ไม่มั่นคงนัก
“เอาแบบนี้ นั้นแหละดีแล้ว ข้าเบื่อรูปลักษณะดั้งเดิมของข้าแล้ว” พลางหมุนตัวสยายผมสีแดงให้แผ่กระจายอย่างงดงาม ราวกับเป็นรัศมีของแสงอาทิตย์ยามฟ้าสาง จนปรากฎพลังปราณรูปร่างคล้ายนกที่มีปีกใหญ่และขนหางยาวสีแดงเข้มดั่งเปลวไฟอันร้อนแรง
“ดีเลย ข้ากำลังคันมือคันไม้อยู่พอดีเลย ให้ข้าได้ตัดเนื้อร้ายที่แสนน่ารังเกียจให้เจ้าเองโอดิอัส ขืนปล่อยให้เจ้าจัดการเอง ถ้าคุกที่ขังนักโทษที่แสนชั่วและร้ายกาจนับร้อยๆ คนที่เจ้าจับไปขังไว้ เกิดหลุดออกมาได้ กรุงโรมได้แตกและลุกเป็นไฟแน่ๆ เจ้า 3 ตัวนี้ก็เหมือนกันสุดแสนชั่วช้าเลยละ”
“เอานะๆ เจ้านี้ขี้บ่นไม่เลิกจริงๆ เอาเป็นว่าจับเป็นก็แล้วกันนะ ข้าอยากจะเค้นความลับสำคัญบางอย่างจากพวกมันก่อนนะ”โอดิอัสกล่าวจนใจจะอธิบายแต่ก็รู้สึกว่าอาจถูกอย่างที่ฟีน่าพูดอยู่ก็ได้ ว่าตัวเขาเองอาจจะใจดีกับศัตรูจนเกินไปก็ได้
“อืมๆ ได้ๆ จะพยายามก็แล้วกัน แต่ไม่รับปากนะ”ฟีน่าตอบเสียงแหลมสูง อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ที่ถูกขัดใจ นางก้าวเท้าที่เรียวยาว นิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้วยาวเรียงลำดับกันดูสวยชดช้อย เท้าที่งดงามถูกส่วมใส่ไว้ด้วยรองเท้าหนังสานคู่เล็กสีแดงเข้มที่มีเพียงเส้นหนัง 3 เส้น ถักทอและพันไปรอบๆ เท้าคู่งานนั้น อย่างเรียบง่ายแต่สวยงาม ก่อนที่นางจะเดิน บิดสะโพก ไขว้ขาไปมาอย่างรวดเร็ว ดูกระฉับกระเฉงและเปี่ยมไปด้วยพลัง โดยเท้าทั้งสองไม่ได้แตะถูกพื้นดินเลยแม้แต่น้อย แต่นางลอยอยู่สูงจากพื้นเพียงเล็กน้อยจนแทบจะมองไม่ออกเลยถ้าไม่ได้สังเกต จนไปยืนอยู่ตรงหน้าศัตรูของเขาทั้งสอง จนดูอาจหาญยิ่งกว่าชายชาตรีบ้างคนเสียอีก
“อะไรกัน ผู้หญิงเหรอ แถมยังบอกว่าจะจัดการกับพวกเราด้วย เจ้าจะเล่นตลกอะไรอะ โอดิอัส”เบเฮตะแบงเสียงดังอย่างไม่พอใจ
“พลังจอมปราณอัสนีเหรอ ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย ออกจะน่ารักซะมากกว่าละมั้ง 555”ซีคเย้ยหยันอย่างไม่ใยดี ที่โอดิอัสเคยไว้ชีวิตตัวเองไว้
“พวกสวะ ถ้าพวกเจ้าแน่จริงก็จงก้าวออกมาสู้กับข้าสิ หวังว่าฝีมือเจ้าจะเก่งเฉกเช่นฝีปากของพวกเจ้านะ”ฟีน่าตะหวาด สถบเสียงแหลมดัง ซึ่งดูขัดกับหน้าตาที่สวยหวาน ชวนฝันของนางเป็นอย่างยิ่ง
“ไอ้พวกบ้า หุบปากไปเลยน่ะ ดูให้ดีๆสิ นางมีพลังมากกว่าพวกเจ้าทั้ง 2 คนซะอีก”เลวีเอ่ยทักห้ามลูกน้องตัวเองที่กำลังปล่อยไก่อยู่ แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้ที่ฟีน่ามีนิสัยต่างจากโอดิอัสผู้ที่เป็นคนเสกกำเนิดที่ดูเป็นสุภาพบุรุษ ที่สุขุม รอบคอบและเยือกเย็นอย่างสิ้นเชิง
“น่าปวดหัวแทนเจ้านะเลวีที่มีลูกน้องสมองตื้อแบบนี้ เห็นฟีน่าเป็นผู้หญิงที่เอวบางร่างน้อยแบบนี้ แต่นางก็เป็นภูตปราณ ซึ่งมีพลังสูงถึง 4 ใน 5 ของข้าในตอนเลยเชียวละ ถึงนางจะเกิดมาจากข้า แต่ก็มีนิสัยที่ไม่เหมือนกันนะ นางปากร้ายแต่จิตใจดีงามและไม่มีความปราณีให้กับพวกที่อำมหิตเช่นพวกเจ้าซะด้วยสิ ซึ่งตอนนี้นางเก่งพอๆ กับเจ้าเลยละเลวี”โอดิอัสกล่าวชื่นชมในตัวคู่ซ้อมที่เก่งกาจฉกรรจ์ของเขา ที่ตัวเขามีฝีมือสูงส่งจนเกือบถึงขั้นไร้เทียมทาน จนใกล้จะเทียบเคียง 2 สุดยอดตำนานในอดีตได้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเพราะนางอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
“ล้อเล่นใช่ไหม ข้าเป็นถึงหัวหน้าขุนพลยอดฝีมือของเผ่าเงาแห่งรัตติกาลอันยิ่งใหญ่เชียวนะ จะให้ลดตัวสู้กับภูตปราณสาว ที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์หรือผลงานใดๆ ให้ประจักษ์ เลยเนี้ยนะ”เลวีตะโกนสบประมาท มันพยายามจะไม่เชื่อในสิ่งที่ใจมันคิดว่าอาจเป็นจริงตามที่โอดิอัสบอก
“เจ้ากลัวก็บอกมาเถอะ ภายภาคหน้าขอเจ้าจงเรียกเราว่าอาจารย์หญิง ส่วนเราจะเรียกเจ้าว่าศิษย์น้อย”ฟีน่าตอบ พลางกระพริบตา ยกแขนซ้ายปิดปากอวบอิ่ม ชมพูสดใส พร้อมหัวเราะเยาะเบาๆ ที่ดูมีเสน่ห์สะพรั่ง ที่ทำให้ชวนให้หลงใหลมากกว่าที่จะโมโหโกรธา
“ศิษย์น้อยเหรอ ชังบังอาจมาก สั่งสอนนางให้รู้จักความน่าหวาดกลัว ไปเลยท่านเลวี”ซีดพูดอย่างฉุดเฉียว จนเกือบจะออกไปสู้แทนแต่ยังรู้สึกกล้าๆ กลัว ว่าจะเป็นอย่างที่ทั้งโอดิอัสและเลวีกล่าวเตือนเอาไว้
“อาจจะดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กไปบ้าง แต่ข้าสนันสนุนท่านนะ”เบเฮกล่าวเสริมซีคอย่างเป็นเดือดเป็นร้อนแทนผู้เป็นหัวหน้าตัวเอง
“เมื่อพวกเจ้าทั้งสอง เห็นควรข้าก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ แต่ข้าจะรีบๆ ทำให้มันจบๆ ไปเร็วๆ ก็แล้วกัน”เลวีเอ่ยรับความเห็นของพรรคพวกตัวเอง ก่อนจะบิดแขน ขึ้นลงไปมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ราวกับว่ามันสามารถกำหนดผลแพ้ชนะในการดวลกัน 1 ต่อ 1 ครั้งนี้ได้โดยง่ายยังกลับแค่พลิกฝ่ามือ
“เนี่ยสิน่าที่เรียกฉลาดแต่ไม่เฉลียว เลวีเจ้าดูฉลาดมาตลอด ยกเว้นแค่ที่ดูมั่นใจในตัวเองมากจนเกินไปเท่านั้น จนเมื่อสักครู่ที่เจ้าพูดออกมามันดูโง่งมมากที่พยายามจะหลอกตัวเอง ทั้งๆ ที่เจ้าก็รู้ความจริงที่อยู่ตรงหน้าเจ้าเป็นอย่างดี”
“งั้นห้ามเจ้ายื่นมือเข้ามาสอดในยามที่ข้าลงมือเด็ดชีพนางละ โอดิอัส”เลวีก้าวออกมาท่าทางกร่างเดินลากเท้า แล้วก้าวเท้ากว้างๆ ไปซ้ายทีขวาที จนตัวเอนไปเอนมา เอียงคอ พร้อมกับแบมือทั้งสองข้างขึ้นเล็กน้อยข้างลำตัว มันเดินไปหาฟีน่า แต่แทบจะไม่ได้มองไปที่นางเลย เพราะมันมัวแต่หันไปหัวเราะคึกคักกับพวกตัวเอง ราวกับว่าเป็นเรื่องตลก แลดูโอหังเป็นอย่างยิ่ง
“อืม ตามสบายเลย ถ้าเจ้าทำได้นะ”เลวีพูดลากเสียงต่ำ พร้อมเบ้ริมฝีปากลงเล็กน้อย
เลวีพยักหน้าเล็กน้อยเบาๆ หนึ่งครั้ง พร้อมแสยะยิ้มเล็กๆ ดวงตาหรี่เล็กลง ส่งรังสีอำมหิต อย่างเจ้าเล่ห์ มันเอื้อมมือไปด้านหน้าห่างจากตัวไม่มากนัก คล้ายจะกำลังหยิบอะไรบ้างอย่างในอากาศ ในทันทีนั้นเองอากาศบริเวณนั้นก็เปลี่ยนเป็นมืดมิดลงรูปทรงกลมขนาดประมาณ 2 ฟุต ที่แทบจะในทันทีทันใด มันมืดซะจนเหมือนจะไม่มีเศษอนุภาคของแสงอยู่ในนั้นเลย มันล้วงแขนเข้าไปในช่องว่างที่มืดมิดอย่างที่สุดนั้นล้วงลงไปจนเกือบจะถึงข้อศอก ก่อนที่จะหยุด พลางยิ้มและหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนนะหยิบบางสิ่งบางอย่างแล้วดึงขึ้นมาเฉียงๆ อย่างช้าๆ มันดูมีขนาดที่เล็กแต่ยาวขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมันดึงขึ้นมาจนสุดหมดทั้งอัน จึงเผยให้เห็นวัตถุรูปทรงประหลาดแปลกตา ช่องมิติสีดำจึงค่อยปิดตัวลงและหายไปในที่สุด สิ่งที่เลวีเพิ่งจะหยิบออกมานั้น มีลักษณะ เรียวยาว เป็นแท่งทรงกระบอก ที่โค่นเป็นแท่งพร้อมที่จับขนาดใหญ่ ถัดขึ้นไปเป็นทรงกระบอกสามเหลี่ยมที่ยาวเรียวเล็กลงไปจนถึงปลาย ที่เป็นปลายแหลมยาว ซึ่งทั้งหมดยาวหลายฟุตและสามารถขยับไปรอบทิศทางอย่างอิสระ คล้ายกับส่วนหางของปลากระเบนที่มีขนาดยาวและใหญ่ยักษ์
“นี้คือดาบที่รองลงมาจากดาบที่เจ้าทำลายลงไปนะ โอดิอัส”
โอดิอัสรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก ที่เห็นอาวุธของเลวี ที่มีรูปร่างแปลกประหลาดและน่ารังเกียจ ประกอบกับอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นเลวีนั้นเปรียบเสมือนคลังอาวุธที่เคลื่อนที่ได้และรู้สึกพิศวงเมื่อต้องคิดว่าเลวีมีดาบประหลาดๆ แบบนี้ทั้งหมดกี่เล่มกันแน่
“ฟีน่าระวังให้ดีนะ อย่าประมาท”โอดิอัสร้องเตือนอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้เมื่อคิดถึงพลังของดาบเล่มสูงสุดของเลวีที่เขาเพิ่งจะทำลายไปก่อนหน้านี้ ที่มันมีพลังอันพิศดารอย่างมากจนเกือบจะทำให้เขาต้องพลาดท่าเสียที
“อืม วางใจเถอะ ว่าแต่เจ้าเป็นห่วงข้าด้วยเหรอ”ฟีน่าตอบกลับ พลางอมยิ้มก่อนจะหันไปยิ้มกวน ตาเป็นประกายให้กับโอดิอัสอย่างสนุกสนาน จนเมื่อเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วให้แล้วนิ่งไม่ตอบอะไรเพราะเขารู้สึกว่านางกำลังยียวนกวนประสาทเขาอยู่ แต่สักครู่นางจึงหันกลับไปอย่างเซงเล็กน้อยเพราะอยากจะได้ยินคำตอบนั้น อย่างใจจดใจจ่อและด้วยความเบิกบาน และนั้นเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่เพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจลึกๆ ของนางเป็นครั้งแรก ถึงความรู้สึกที่มีต่อโอดิอัส ซึ่งนางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่
ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี้นะครับ
http://writer.dek-d.com/noma007/story/view.php?id=797390
ฝากนิยายครับ มนต์รักในมนตราอสูร ปฐมบท บทที่ 5 ตอนที่ 28 แสงและเงาแห่งความหวัง
“ฟีน่าข้าบอกเจ้าแล้วไง ว่าอย่าปรากฏกายในลักษณะเช่นนี้อีก ใครเห็นจะเข้าใจพวกเราผิดไปได้ไงละ”โอดิอัสกระซิบเสียงเบาๆ อย่างเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนี พลางเอามือกลุ้มที่ขมับพร้อมกับหลับตา คิ้วขมวดเล็กน้อยอย่างเซงๆ และประหม่าทุกครั้งที่เห็นฟีน่าที่อยู่ในสภาพเกือบจะเปลือยกาย เพราะถึงแม้นางจะเป็นภูตปราณแต่นางก็มีรูปกายที่แทบจะเหมือนหญิงสาวสวยพราวเสน่ห์ รูปร่างสะโอดสะองจริงๆ ทุกประการ แต่ก็รู้สึกโล่งอกที่เฮราน่าไม่ได้อยู่ที่นี้ด้วย
“ก็ข้าชอบชุดนี้นิ มันใส่แล้วสบายและดูสวยจนหนุ่มต้องมองและจ้องตาไม่กระพริบ”ฟีน่าเอ่ยด้วยทุ้มเสียงแหลมอ่อนหวานไพเราะ แต่แฝงไปด้วยความยียวน ที่ดูกวนๆ แต่น่ารัก
“นั้นเจ้าอาจจะคิดไปเองก็ได้แหละตอนนี้เรากำลังมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญอยู่ด้วยนะ”โอดิอัสพูดอย่างอารมณ์ดี พลางหยอกกลับฟีน่าที่เป็นเสมือนเพื่อนคู่หูต่างภพที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ก่อนจะชี้ไปที่พวกเลวีที่หมดกำลังจะลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และยังยืนได้ไม่มั่นคงนัก
“เอาแบบนี้ นั้นแหละดีแล้ว ข้าเบื่อรูปลักษณะดั้งเดิมของข้าแล้ว” พลางหมุนตัวสยายผมสีแดงให้แผ่กระจายอย่างงดงาม ราวกับเป็นรัศมีของแสงอาทิตย์ยามฟ้าสาง จนปรากฎพลังปราณรูปร่างคล้ายนกที่มีปีกใหญ่และขนหางยาวสีแดงเข้มดั่งเปลวไฟอันร้อนแรง
“ดีเลย ข้ากำลังคันมือคันไม้อยู่พอดีเลย ให้ข้าได้ตัดเนื้อร้ายที่แสนน่ารังเกียจให้เจ้าเองโอดิอัส ขืนปล่อยให้เจ้าจัดการเอง ถ้าคุกที่ขังนักโทษที่แสนชั่วและร้ายกาจนับร้อยๆ คนที่เจ้าจับไปขังไว้ เกิดหลุดออกมาได้ กรุงโรมได้แตกและลุกเป็นไฟแน่ๆ เจ้า 3 ตัวนี้ก็เหมือนกันสุดแสนชั่วช้าเลยละ”
“เอานะๆ เจ้านี้ขี้บ่นไม่เลิกจริงๆ เอาเป็นว่าจับเป็นก็แล้วกันนะ ข้าอยากจะเค้นความลับสำคัญบางอย่างจากพวกมันก่อนนะ”โอดิอัสกล่าวจนใจจะอธิบายแต่ก็รู้สึกว่าอาจถูกอย่างที่ฟีน่าพูดอยู่ก็ได้ ว่าตัวเขาเองอาจจะใจดีกับศัตรูจนเกินไปก็ได้
“อืมๆ ได้ๆ จะพยายามก็แล้วกัน แต่ไม่รับปากนะ”ฟีน่าตอบเสียงแหลมสูง อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ที่ถูกขัดใจ นางก้าวเท้าที่เรียวยาว นิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้วยาวเรียงลำดับกันดูสวยชดช้อย เท้าที่งดงามถูกส่วมใส่ไว้ด้วยรองเท้าหนังสานคู่เล็กสีแดงเข้มที่มีเพียงเส้นหนัง 3 เส้น ถักทอและพันไปรอบๆ เท้าคู่งานนั้น อย่างเรียบง่ายแต่สวยงาม ก่อนที่นางจะเดิน บิดสะโพก ไขว้ขาไปมาอย่างรวดเร็ว ดูกระฉับกระเฉงและเปี่ยมไปด้วยพลัง โดยเท้าทั้งสองไม่ได้แตะถูกพื้นดินเลยแม้แต่น้อย แต่นางลอยอยู่สูงจากพื้นเพียงเล็กน้อยจนแทบจะมองไม่ออกเลยถ้าไม่ได้สังเกต จนไปยืนอยู่ตรงหน้าศัตรูของเขาทั้งสอง จนดูอาจหาญยิ่งกว่าชายชาตรีบ้างคนเสียอีก
“อะไรกัน ผู้หญิงเหรอ แถมยังบอกว่าจะจัดการกับพวกเราด้วย เจ้าจะเล่นตลกอะไรอะ โอดิอัส”เบเฮตะแบงเสียงดังอย่างไม่พอใจ
“พลังจอมปราณอัสนีเหรอ ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย ออกจะน่ารักซะมากกว่าละมั้ง 555”ซีคเย้ยหยันอย่างไม่ใยดี ที่โอดิอัสเคยไว้ชีวิตตัวเองไว้
“พวกสวะ ถ้าพวกเจ้าแน่จริงก็จงก้าวออกมาสู้กับข้าสิ หวังว่าฝีมือเจ้าจะเก่งเฉกเช่นฝีปากของพวกเจ้านะ”ฟีน่าตะหวาด สถบเสียงแหลมดัง ซึ่งดูขัดกับหน้าตาที่สวยหวาน ชวนฝันของนางเป็นอย่างยิ่ง
“ไอ้พวกบ้า หุบปากไปเลยน่ะ ดูให้ดีๆสิ นางมีพลังมากกว่าพวกเจ้าทั้ง 2 คนซะอีก”เลวีเอ่ยทักห้ามลูกน้องตัวเองที่กำลังปล่อยไก่อยู่ แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้ที่ฟีน่ามีนิสัยต่างจากโอดิอัสผู้ที่เป็นคนเสกกำเนิดที่ดูเป็นสุภาพบุรุษ ที่สุขุม รอบคอบและเยือกเย็นอย่างสิ้นเชิง
“น่าปวดหัวแทนเจ้านะเลวีที่มีลูกน้องสมองตื้อแบบนี้ เห็นฟีน่าเป็นผู้หญิงที่เอวบางร่างน้อยแบบนี้ แต่นางก็เป็นภูตปราณ ซึ่งมีพลังสูงถึง 4 ใน 5 ของข้าในตอนเลยเชียวละ ถึงนางจะเกิดมาจากข้า แต่ก็มีนิสัยที่ไม่เหมือนกันนะ นางปากร้ายแต่จิตใจดีงามและไม่มีความปราณีให้กับพวกที่อำมหิตเช่นพวกเจ้าซะด้วยสิ ซึ่งตอนนี้นางเก่งพอๆ กับเจ้าเลยละเลวี”โอดิอัสกล่าวชื่นชมในตัวคู่ซ้อมที่เก่งกาจฉกรรจ์ของเขา ที่ตัวเขามีฝีมือสูงส่งจนเกือบถึงขั้นไร้เทียมทาน จนใกล้จะเทียบเคียง 2 สุดยอดตำนานในอดีตได้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเพราะนางอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
“ล้อเล่นใช่ไหม ข้าเป็นถึงหัวหน้าขุนพลยอดฝีมือของเผ่าเงาแห่งรัตติกาลอันยิ่งใหญ่เชียวนะ จะให้ลดตัวสู้กับภูตปราณสาว ที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์หรือผลงานใดๆ ให้ประจักษ์ เลยเนี้ยนะ”เลวีตะโกนสบประมาท มันพยายามจะไม่เชื่อในสิ่งที่ใจมันคิดว่าอาจเป็นจริงตามที่โอดิอัสบอก
“เจ้ากลัวก็บอกมาเถอะ ภายภาคหน้าขอเจ้าจงเรียกเราว่าอาจารย์หญิง ส่วนเราจะเรียกเจ้าว่าศิษย์น้อย”ฟีน่าตอบ พลางกระพริบตา ยกแขนซ้ายปิดปากอวบอิ่ม ชมพูสดใส พร้อมหัวเราะเยาะเบาๆ ที่ดูมีเสน่ห์สะพรั่ง ที่ทำให้ชวนให้หลงใหลมากกว่าที่จะโมโหโกรธา
“ศิษย์น้อยเหรอ ชังบังอาจมาก สั่งสอนนางให้รู้จักความน่าหวาดกลัว ไปเลยท่านเลวี”ซีดพูดอย่างฉุดเฉียว จนเกือบจะออกไปสู้แทนแต่ยังรู้สึกกล้าๆ กลัว ว่าจะเป็นอย่างที่ทั้งโอดิอัสและเลวีกล่าวเตือนเอาไว้
“อาจจะดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กไปบ้าง แต่ข้าสนันสนุนท่านนะ”เบเฮกล่าวเสริมซีคอย่างเป็นเดือดเป็นร้อนแทนผู้เป็นหัวหน้าตัวเอง
“เมื่อพวกเจ้าทั้งสอง เห็นควรข้าก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ แต่ข้าจะรีบๆ ทำให้มันจบๆ ไปเร็วๆ ก็แล้วกัน”เลวีเอ่ยรับความเห็นของพรรคพวกตัวเอง ก่อนจะบิดแขน ขึ้นลงไปมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ราวกับว่ามันสามารถกำหนดผลแพ้ชนะในการดวลกัน 1 ต่อ 1 ครั้งนี้ได้โดยง่ายยังกลับแค่พลิกฝ่ามือ
“เนี่ยสิน่าที่เรียกฉลาดแต่ไม่เฉลียว เลวีเจ้าดูฉลาดมาตลอด ยกเว้นแค่ที่ดูมั่นใจในตัวเองมากจนเกินไปเท่านั้น จนเมื่อสักครู่ที่เจ้าพูดออกมามันดูโง่งมมากที่พยายามจะหลอกตัวเอง ทั้งๆ ที่เจ้าก็รู้ความจริงที่อยู่ตรงหน้าเจ้าเป็นอย่างดี”
“งั้นห้ามเจ้ายื่นมือเข้ามาสอดในยามที่ข้าลงมือเด็ดชีพนางละ โอดิอัส”เลวีก้าวออกมาท่าทางกร่างเดินลากเท้า แล้วก้าวเท้ากว้างๆ ไปซ้ายทีขวาที จนตัวเอนไปเอนมา เอียงคอ พร้อมกับแบมือทั้งสองข้างขึ้นเล็กน้อยข้างลำตัว มันเดินไปหาฟีน่า แต่แทบจะไม่ได้มองไปที่นางเลย เพราะมันมัวแต่หันไปหัวเราะคึกคักกับพวกตัวเอง ราวกับว่าเป็นเรื่องตลก แลดูโอหังเป็นอย่างยิ่ง
“อืม ตามสบายเลย ถ้าเจ้าทำได้นะ”เลวีพูดลากเสียงต่ำ พร้อมเบ้ริมฝีปากลงเล็กน้อย
เลวีพยักหน้าเล็กน้อยเบาๆ หนึ่งครั้ง พร้อมแสยะยิ้มเล็กๆ ดวงตาหรี่เล็กลง ส่งรังสีอำมหิต อย่างเจ้าเล่ห์ มันเอื้อมมือไปด้านหน้าห่างจากตัวไม่มากนัก คล้ายจะกำลังหยิบอะไรบ้างอย่างในอากาศ ในทันทีนั้นเองอากาศบริเวณนั้นก็เปลี่ยนเป็นมืดมิดลงรูปทรงกลมขนาดประมาณ 2 ฟุต ที่แทบจะในทันทีทันใด มันมืดซะจนเหมือนจะไม่มีเศษอนุภาคของแสงอยู่ในนั้นเลย มันล้วงแขนเข้าไปในช่องว่างที่มืดมิดอย่างที่สุดนั้นล้วงลงไปจนเกือบจะถึงข้อศอก ก่อนที่จะหยุด พลางยิ้มและหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนนะหยิบบางสิ่งบางอย่างแล้วดึงขึ้นมาเฉียงๆ อย่างช้าๆ มันดูมีขนาดที่เล็กแต่ยาวขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมันดึงขึ้นมาจนสุดหมดทั้งอัน จึงเผยให้เห็นวัตถุรูปทรงประหลาดแปลกตา ช่องมิติสีดำจึงค่อยปิดตัวลงและหายไปในที่สุด สิ่งที่เลวีเพิ่งจะหยิบออกมานั้น มีลักษณะ เรียวยาว เป็นแท่งทรงกระบอก ที่โค่นเป็นแท่งพร้อมที่จับขนาดใหญ่ ถัดขึ้นไปเป็นทรงกระบอกสามเหลี่ยมที่ยาวเรียวเล็กลงไปจนถึงปลาย ที่เป็นปลายแหลมยาว ซึ่งทั้งหมดยาวหลายฟุตและสามารถขยับไปรอบทิศทางอย่างอิสระ คล้ายกับส่วนหางของปลากระเบนที่มีขนาดยาวและใหญ่ยักษ์
“นี้คือดาบที่รองลงมาจากดาบที่เจ้าทำลายลงไปนะ โอดิอัส”
โอดิอัสรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก ที่เห็นอาวุธของเลวี ที่มีรูปร่างแปลกประหลาดและน่ารังเกียจ ประกอบกับอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นเลวีนั้นเปรียบเสมือนคลังอาวุธที่เคลื่อนที่ได้และรู้สึกพิศวงเมื่อต้องคิดว่าเลวีมีดาบประหลาดๆ แบบนี้ทั้งหมดกี่เล่มกันแน่
“ฟีน่าระวังให้ดีนะ อย่าประมาท”โอดิอัสร้องเตือนอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้เมื่อคิดถึงพลังของดาบเล่มสูงสุดของเลวีที่เขาเพิ่งจะทำลายไปก่อนหน้านี้ ที่มันมีพลังอันพิศดารอย่างมากจนเกือบจะทำให้เขาต้องพลาดท่าเสียที
“อืม วางใจเถอะ ว่าแต่เจ้าเป็นห่วงข้าด้วยเหรอ”ฟีน่าตอบกลับ พลางอมยิ้มก่อนจะหันไปยิ้มกวน ตาเป็นประกายให้กับโอดิอัสอย่างสนุกสนาน จนเมื่อเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วให้แล้วนิ่งไม่ตอบอะไรเพราะเขารู้สึกว่านางกำลังยียวนกวนประสาทเขาอยู่ แต่สักครู่นางจึงหันกลับไปอย่างเซงเล็กน้อยเพราะอยากจะได้ยินคำตอบนั้น อย่างใจจดใจจ่อและด้วยความเบิกบาน และนั้นเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่เพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจลึกๆ ของนางเป็นครั้งแรก ถึงความรู้สึกที่มีต่อโอดิอัส ซึ่งนางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่
ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี้นะครับ http://writer.dek-d.com/noma007/story/view.php?id=797390