SCOOP: บีจี แชมป์ เอฟเอคัพ 2014 ปฐมบท “เพียวฟุตบอล”



ความสุขของคนเรามักจะผ่านไปเร็วเสมอ เช่นเดียวกับค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองแชมป์ฟุตบอลมูลนิธิไทยคม เอฟเอคัพ 2014 ของผู้กรีดเลือดร่วมสาบานเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ทีม “เดอะ แรบบิท” บางกอกกล๊าส เอฟซี เฉกเช่นงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ความทรงจำนั่นยังติดตราตรึงใจอยู่ในโสตประสาทของแฟนบอล บีจี ทุกท่านอย่างแน่นอน



ตลอดเส้นทางบนสายฟุตบอลถ้วยน็อกเอ้าท์ฤดูกาล 2014 ใบนี้ กล่าวได้ว่าเหล่าขุนพล บีจี เหมาะสมกับตำแหน่งแชมเปี้ยนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสามารถเขี่ยทีมแกร่งอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และ เชียงราย ยูไนเต็ด ให้พ้นเส้นทางได้สำเร็จ

วินาทีที่ ลาซารัส คาอิมบี้ ดาวเตะนิลกาฬชาวนามิเบีย ซอยเท้าวิ่งเข้าไปซัดประตูชัยในนาทีที่ 80 พาทีม บีจี หักเขี้ยว “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ด้วยสกอร์ 1-0 ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ของทีมในบันดล ซึ่งภายหลังจบเกมดาวเตะวัย 26 ปีรายนี้ ยังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมและดาวซัลโวในศึก เอฟเอคัพ ปีนี้อีกด้วย



เช่นเดียวกันกับ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด แม่ทัพของทีมที่วางกลยุทธ์วัดกึ๋นกับ มาซาฮิโร่ วาดะ อดีตกุนซือ ฉลามชล ได้อย่างยอดเยี่ยม จนพาทีมก้าวขึ้นไปยืนชูถ้วยแชมเปี้ยนเคล้าเสียงเพลง “We are the Champions” ของวง Queen ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งแน่นอนว่ารางวัลกุนซือยอดเยี่ยมของศึก เอฟเอคัพ 2014 จะอยู่ในอ้อมกอดของ “โค้ชจุ่น” อย่างไม่ต้องสงสัย

พร้อมกันนี้อดีตดาวเตะทีมชาติไทยยุครุ่งเรือง ยังถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นกุนซือ บีจี คนแรกที่พาทีมคว้าแชมป์รายการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้สำเร็จอีกด้วย



ต้องขอบคุณกำลังใจนักเตะหมายเลข 12 ที่คอยยืนเคียงข้างนักเตะทุกคนในยามที่ผลงานของทีมอยู่ในช่วงขาลง คอยให้กำลังใจกับทีมที่เซจนแทบจะล้มลงกลางทาง คราบน้ำตาของแฟนบอลหลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ คงจะบรรยายได้ดีอย่างที่สุด ว่าพวกเขามีความสุขและซาบซึ้งกับความสำเร็จครั้งนี้มากเพียงใด



สำหรับผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง บิ๊กบอสใหญ่ “ปวิณ ภิรมย์ภักดี” ประธานสโมสรฯ หนุ่มไฟแรงและผู้หลงไหลในเกมลูกหนัง ก็ตื่นเต้นกับความสำเร็จของทีม บีจี ไม่น้อยไปกว่าแฟนบอล หลังพยายามปลุกปั้นสโมสรแห่งนี้ให้เป็นทีมสุภาพบุรษลูกหนัง คือ บริหารงานอย่างขาวสะอาด นักเตะเล่นฟุตบอลด้วยสปิริต มีน้ำใจนักกีฬา มีบุคลิคของความเป็นยอดนักสู้และเป็นสุภาพบุรษนอกสนาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนที่เข้ามาชมเกมในสนามลีโอ สเตเดี้ยม ขณะที่ ศุภสิน ลีลาฤทธิ์ รองประธานสโมสรฯ ก็ไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว



การทำงานหนักตลอด 6 ฤดูกาล ของทีมงานทุกคน จนประสบความสำเร็จกับถ้วยฟุตบอลมูลนิธิไทยคม เอฟเอคัพ 2014 แชมป์แรกและแชมป์ประวัติศาสตร์ของ บีจี ในครั้งนี้ จะถูกเรียกว่า “Pure Champions” หรือแชมป์ที่บริสุทธิ์ ชัยชนะอย่างขาวสะอาด ก็คงจะไม่ผิดนัก แน่นอนว่าแฟนบอล บีจี คงจะภูมิใจที่เลือกไม่ผิดที่เชียร์ทีม “เดอะ แรบบิท”



แต่ว่า บีจี จะไม่หยุดอยู่กับความสำเร็จเพียงเท่านี้อย่งแน่นอน เมื่อในฤดูกาลหน้าทีม “เดะ แรบบิท” จะได้โควต้าไปเล่นฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก 2015 รอบคัดเลือกด้วย ทำให้บอร์ดบริหารและทีมสต๊าฟโค้ช เร่งพัฒาทีมและเสริมนักเตะฝีเท้าดีเข้ามาเติมเต็มทีมให้ทีมมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งรายแรกก็เป็น เลอันโดร โอลิเวียร่า หัวหอกเลือดแซมบ้ากลายร่างจาก สิงห์ท่าเรือ มาสวามิภักดิ์กับ บีจี เป็นรายแรก ส่วนคนอื่นๆ คาดว่าจะตามมาสบทบในเร็ววันนี้



และอย่าลืมช่วงกลางเดือนมกราคม บีจี จะมีคิวดวลแข้งกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ฟุตบอลโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก ในชิงฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท ก. ที่สนามศุภชลาศัยอีกด้วย ซึ่งสนามแห่งนี้ช่างถูกโฉลกกับทีม บีจี ซะเหลือเกิน เพราะยามที่ลงเล่นบนพื้นหญ้าของสนามที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังแห่งนี้ ผลคือ บีจี ไร้พ่าย! นั่นทำให้ทุกคนหวังจะคว้าแชมป์ใบนี้ให้ได้อีกด้วย ส่วนจะสำเร็จอย่างที่ใจหวังไว้ได้หรือไม่ เป็นโจทย์ที่ต้องลุ้นและติดตามให้กำลังใจกันต่อไป


แต่ผมเชื่อว่าความสำเร็จของทีมจะไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่นอน เพราะแชมป์ฟุตบอลมูลนิธิไทยคม เอฟเอคัพ 2014 จะเป็นใบเบิกทางสู่ปฐมบทความสำเร็จของการทำทีมแบบ “เพียวฟุตบอล” ของ บีจี ในอนาคตด้วยครับ



เรื่อง ศุภฤกษ์ สีทองเขียว
ภาพ ศุภกิต วิเศษอนุพงศ์, ปราการ เอี่ยมมาตร

BGFC REPORTER
12-11-2557


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ฟุตบอล สโมสรฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย ไทยพรีเมียร์ลีก
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่