ตอนที่ 1
ฤาจะเป็นโชคชะตา
ย้อนกลับไปเมื่อสิบสามปีที่แล้ว ปีพ.ศ.2544 สมัยที่ฉันยังเป็นสาวสะพรั่ง ฉันเป็นนิสิตปีหนึ่ง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ใช่แล้ว! คณะที่นางเอกนิยายชอบเรียนกันนั่นแหละ....แต่ฉันไม่ใช่นางเอกแสนหวานเรียบร้อยเหมือนในนิยายรักหวานซึ้งแบบนั้นหรอกนะ ฉันเลือกเรียนคณะนี้เพราะมารดาของดิฉันเคยบอกฉันว่า "เรียนอักษรสิจะได้เป็นเมียฑูต" เอ่อ.....จนถึงตอนนี้ดิฉันยังไม่เคยได้ยินหรือได้รู้จักเด็กอักษรคนไหนที่ได้เป็นภรรยาท่านฑูตเลยค่ะคุณแม่ อาจจะมีก็ได้นะคะแต่เปอร์เซ็นต์คงน้อยมาก....น้อยเสียยิ่งกว่าจำนวนชายแท้ในคณะอักษรก็เป็นได้
วันนั้นเป็นวันที่ดิฉันเข้าเรียนตามปกติ พอเลิกเรียนเพื่อนสนิทก็ชวนไปดูดวงที่คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งจัดเต้นท์กิจกรรมจากสมาคมโหราศาตร์แห่งประเทศไทย จริงๆแล้วฉันไม่ใช่คนที่จะเชื่อเรื่องดวงอะไรมากมายหรอกนะ แต่ในเมื่อเราว่างจากการเรียนแล้วเราก็ควรพักผ่อนคลายเครียดกันบ้าง
และแล้วฉันกับเพื่อนก็เดินไปถึงคณะรัฐศาสตร์ ที่หน้าคณะมีเต้นท์เรียงยาวไปจนสุดทาง ภายในมีโต๊ะเรียงเป็นตับ มีแพทย์ดู เอ้ยไม่ใช่...หมอดูนั่งเรียงเป็นสิบๆคน ด้านหน้าหมอดูทุกคนมีป้ายชื่อและความถนัดของหมอดูแต่ละท่านเขียนอ ธิบายอยู่ บ้างก็ถนัดไพ่ยิปซี บ้างก็ดูเวลาตกฟาก บ้างก็ดูลายมือ ในงานมีนิสิต บุคลากรของมหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไปให้ความสนใจมากมายหลายร้อยคน
ฉันและเพื่อนเลือกที่จะดูลายมือบวกกับดูเวลาตกฟาก คำทำนายของคุณป้าหมอดูยังคงกระจ่างชัดจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในตอนนั้นฉันจะไม่เชื่อเลยก็ตาม คุณป้าหมอดูขอดูเส้นลายมือของฉัน ถามวันเดือนปีเกิด แล้วก็ถามฉันว่าเรียนคณะอะไร แล้วคุณป้าก็ขีดๆเขียนๆอะไรบางอย่างลงในกระดาษ สักพักคุณป้ามองหน้าฉันแล้วก็พูดขึ้นว่า
"ดวงนี้จะได้ไปอยู่เมืองนอกเมืองนา"
บอกตามตรงว่าฉันแอบหัวเราะในใจเพราะฉันไม่เชื่อและไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นไปได้ เพราะฉันตั้งใจตั้งแต่เด็กแล้วว่าเมื่อฉันเรียนจบปริญญาตรี ฉันจะไม่ขอเงินจากแม่อีกต่อไป แล้วเด็กจบใหม่จะมีปัญญาส่งตัวเองเรียนเมืองนอกได้อย่างไร ฉันวาดอนาคตตัวเองไว้ว่าฉันคงทำงานเป็นพนักงานบริษัทสักแห่งหนึ่ง แล้วก็คงจะส่งตัวเองเรียนปริญญาโทในประเทศ ตอนนั้นฉันคิดว่าคุณป้ามั่วแน่ๆ คงจะบอกเด็กอักษรทุกคนล่ะสิว่าจะได้เรียนต่อเมืองนอก เพราะตามสถิติแล้วเด็กอักษรส่วนใหญ่มักได้เรียนต่อเมืองนอก คุณป้าดูดวงหรือดูอะไรกันนี่?
"มีอะไรจะถามเพิ่มเติมอีกรึเปล่า" คุณป้าถามฉันหลังจากที่ใจฉันลอยไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่ทราบได้ ตอนนั้นสมาธิไม่ได้จดจ่ออยู่กับการดูดวงเลยเพราะเชื่อแน่แล้วว่าคุณป้า"มั่ว"
"เอ่อ แล้วเนื้อคู่ล่ะคะ" แหมๆๆๆ ร้อยทั้งร้อยใครก็ต้องถามเรื่องนี้ใช่ไหมล่ะ สมาธิกลับมาอีกครั้ง อยากรู้จริงๆว่าคุณป้าจะตอบว่าอะไร
คุณป้าเงียบไปสักพัก มองที่เส้นลายมือของดิฉันแล้วก็พูดว่า
"หนูจะได้คู่ที่อายุห่างกัน เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าหนู"
ไม่มีทางงงงงงงงง ฉันขมวดคิ้ว
ตั้งแต่เล็กจนโต ชายในฝันของฉันจะต้องแก่กว่าฉันไม่ เกินสองปี ฉันไม่ชอบคนที่แก่กว่ามากๆ เพราะเหตุผลแบบเด็กๆที่ว่า ถ้าสามีแก่กว่าเรา เขาก็ต้องตายก่อนเรา ไม่! ฉันไม่อยากอยู่คนเดียววว ฉันไม่อยากมีสามีแก่ถึงขั้นที่ว่าตอนเด็กๆ ฉันชอบร้องเพลงมาก ร้องเพลงตลอดเวลา ร้องแม้กระทั่งตอนกินข้าว จนแม่บอกว่า "โบราณเขาว่า ร้องเพลงตอนกินข้าวจะได้ผัวแก่" เท่านั้นแหละ ฉันเลิกร้องเพลงตอนกันข้าวเลย ฉันว่านะคุณป้ามั่วแน่ๆ
แต่ในที่สุด.......
เมื่อ 9 ปีที่แล้วฉันก็ได้ตกลงปลงใจแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง สามีของดิฉันอายุมากว่าดิฉันเกือบ 8 ปีค่ะ และแน่นอน เขาไม่ใช่ฑูตตามที่ฉันหวังไว้ตอนที่เลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์หรอกค่ะ แต่ความรู้จากการเรียนคณะนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่าเลยสักนิดเดียวนะคะ แล้วคุณๆจะได้เห็นในตอนต่อๆไปค่ะ ว่าความรู้สำคัญกับดิฉันขนาดไหนในการเอาตัวรอด และใช้ชีวิตในต่างแดน
ขณะนี้ดิฉันพำนัก และทำธุรกิจอยู่ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วค่ะ
ตอนนี้ถ้ามีโอกาสได้เจอคุณป้า ดิฉันอยากจะบอกคุณป้าเหลือเกินค่ะว่า
"คุณป้าแม่นมากๆๆๆ"
ชีวิตนอกกรอบ-แผนที่ประเทศไทย เรื่องจริงจากรวมประสบการณ์และเกร็ดความรู้ในการทำธุรกิจในต่างแดน จากสาวอักษรพลัดถิ่น
ฤาจะเป็นโชคชะตา
ย้อนกลับไปเมื่อสิบสามปีที่แล้ว ปีพ.ศ.2544 สมัยที่ฉันยังเป็นสาวสะพรั่ง ฉันเป็นนิสิตปีหนึ่ง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ใช่แล้ว! คณะที่นางเอกนิยายชอบเรียนกันนั่นแหละ....แต่ฉันไม่ใช่นางเอกแสนหวานเรียบร้อยเหมือนในนิยายรักหวานซึ้งแบบนั้นหรอกนะ ฉันเลือกเรียนคณะนี้เพราะมารดาของดิฉันเคยบอกฉันว่า "เรียนอักษรสิจะได้เป็นเมียฑูต" เอ่อ.....จนถึงตอนนี้ดิฉันยังไม่เคยได้ยินหรือได้รู้จักเด็กอักษรคนไหนที่ได้เป็นภรรยาท่านฑูตเลยค่ะคุณแม่ อาจจะมีก็ได้นะคะแต่เปอร์เซ็นต์คงน้อยมาก....น้อยเสียยิ่งกว่าจำนวนชายแท้ในคณะอักษรก็เป็นได้
วันนั้นเป็นวันที่ดิฉันเข้าเรียนตามปกติ พอเลิกเรียนเพื่อนสนิทก็ชวนไปดูดวงที่คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งจัดเต้นท์กิจกรรมจากสมาคมโหราศาตร์แห่งประเทศไทย จริงๆแล้วฉันไม่ใช่คนที่จะเชื่อเรื่องดวงอะไรมากมายหรอกนะ แต่ในเมื่อเราว่างจากการเรียนแล้วเราก็ควรพักผ่อนคลายเครียดกันบ้าง
และแล้วฉันกับเพื่อนก็เดินไปถึงคณะรัฐศาสตร์ ที่หน้าคณะมีเต้นท์เรียงยาวไปจนสุดทาง ภายในมีโต๊ะเรียงเป็นตับ มีแพทย์ดู เอ้ยไม่ใช่...หมอดูนั่งเรียงเป็นสิบๆคน ด้านหน้าหมอดูทุกคนมีป้ายชื่อและความถนัดของหมอดูแต่ละท่านเขียนอ ธิบายอยู่ บ้างก็ถนัดไพ่ยิปซี บ้างก็ดูเวลาตกฟาก บ้างก็ดูลายมือ ในงานมีนิสิต บุคลากรของมหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไปให้ความสนใจมากมายหลายร้อยคน
ฉันและเพื่อนเลือกที่จะดูลายมือบวกกับดูเวลาตกฟาก คำทำนายของคุณป้าหมอดูยังคงกระจ่างชัดจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในตอนนั้นฉันจะไม่เชื่อเลยก็ตาม คุณป้าหมอดูขอดูเส้นลายมือของฉัน ถามวันเดือนปีเกิด แล้วก็ถามฉันว่าเรียนคณะอะไร แล้วคุณป้าก็ขีดๆเขียนๆอะไรบางอย่างลงในกระดาษ สักพักคุณป้ามองหน้าฉันแล้วก็พูดขึ้นว่า
"ดวงนี้จะได้ไปอยู่เมืองนอกเมืองนา"
บอกตามตรงว่าฉันแอบหัวเราะในใจเพราะฉันไม่เชื่อและไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นไปได้ เพราะฉันตั้งใจตั้งแต่เด็กแล้วว่าเมื่อฉันเรียนจบปริญญาตรี ฉันจะไม่ขอเงินจากแม่อีกต่อไป แล้วเด็กจบใหม่จะมีปัญญาส่งตัวเองเรียนเมืองนอกได้อย่างไร ฉันวาดอนาคตตัวเองไว้ว่าฉันคงทำงานเป็นพนักงานบริษัทสักแห่งหนึ่ง แล้วก็คงจะส่งตัวเองเรียนปริญญาโทในประเทศ ตอนนั้นฉันคิดว่าคุณป้ามั่วแน่ๆ คงจะบอกเด็กอักษรทุกคนล่ะสิว่าจะได้เรียนต่อเมืองนอก เพราะตามสถิติแล้วเด็กอักษรส่วนใหญ่มักได้เรียนต่อเมืองนอก คุณป้าดูดวงหรือดูอะไรกันนี่?
"มีอะไรจะถามเพิ่มเติมอีกรึเปล่า" คุณป้าถามฉันหลังจากที่ใจฉันลอยไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่ทราบได้ ตอนนั้นสมาธิไม่ได้จดจ่ออยู่กับการดูดวงเลยเพราะเชื่อแน่แล้วว่าคุณป้า"มั่ว"
"เอ่อ แล้วเนื้อคู่ล่ะคะ" แหมๆๆๆ ร้อยทั้งร้อยใครก็ต้องถามเรื่องนี้ใช่ไหมล่ะ สมาธิกลับมาอีกครั้ง อยากรู้จริงๆว่าคุณป้าจะตอบว่าอะไร
คุณป้าเงียบไปสักพัก มองที่เส้นลายมือของดิฉันแล้วก็พูดว่า
"หนูจะได้คู่ที่อายุห่างกัน เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าหนู"
ไม่มีทางงงงงงงงง ฉันขมวดคิ้ว
ตั้งแต่เล็กจนโต ชายในฝันของฉันจะต้องแก่กว่าฉันไม่ เกินสองปี ฉันไม่ชอบคนที่แก่กว่ามากๆ เพราะเหตุผลแบบเด็กๆที่ว่า ถ้าสามีแก่กว่าเรา เขาก็ต้องตายก่อนเรา ไม่! ฉันไม่อยากอยู่คนเดียววว ฉันไม่อยากมีสามีแก่ถึงขั้นที่ว่าตอนเด็กๆ ฉันชอบร้องเพลงมาก ร้องเพลงตลอดเวลา ร้องแม้กระทั่งตอนกินข้าว จนแม่บอกว่า "โบราณเขาว่า ร้องเพลงตอนกินข้าวจะได้ผัวแก่" เท่านั้นแหละ ฉันเลิกร้องเพลงตอนกันข้าวเลย ฉันว่านะคุณป้ามั่วแน่ๆ
แต่ในที่สุด.......
เมื่อ 9 ปีที่แล้วฉันก็ได้ตกลงปลงใจแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง สามีของดิฉันอายุมากว่าดิฉันเกือบ 8 ปีค่ะ และแน่นอน เขาไม่ใช่ฑูตตามที่ฉันหวังไว้ตอนที่เลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์หรอกค่ะ แต่ความรู้จากการเรียนคณะนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่าเลยสักนิดเดียวนะคะ แล้วคุณๆจะได้เห็นในตอนต่อๆไปค่ะ ว่าความรู้สำคัญกับดิฉันขนาดไหนในการเอาตัวรอด และใช้ชีวิตในต่างแดน
ขณะนี้ดิฉันพำนัก และทำธุรกิจอยู่ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วค่ะ
ตอนนี้ถ้ามีโอกาสได้เจอคุณป้า ดิฉันอยากจะบอกคุณป้าเหลือเกินค่ะว่า
"คุณป้าแม่นมากๆๆๆ"