ถ้าเด็กกิจกรรมเจอแบบนี้จะทำไงดีคะ??
ขอเกริ่นๆหน่อยคะ ด้วยความที่สมัยเรียนโรงเรียนเรามักสอนเสมอว่า "การศึกษาคือการพัฒนาอุปนิสัย" ทำให้เริ่มที่จะทำกิจกรรมต่างๆมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม แรกๆที่บ้านก็ไม่ให้ทำคะ กลัวว่าทำแล้วจะเสียการเรียน แต่เราก็ต่อรองว่าถ้าเราทำให้เห็นได้ว่าการทำกิจกรรมของเราไม่ทำให้การเรียนเสีย ต้องยอมให้เราทำนะ เราเลยยึดหลักว่า"อย่าทำให้การเรียนมาทำให้เสียกิจกรรม"

คือถ้าการเรียนเสียอดทำกิจกรรมไง--') แล้วสุดท้ายที่บ้านก็สนับสนุนให้ทำกิจกรรมที่มันสร้างสรรค์มาตลอด(ต้องสร้างสรรค์นะ เน้นๆ)
จนเราเข้ามหาลัย เป็นมหาลัยที่มีหอในและกฎล้านแปดข้อ(ขอเว่อร์นิดนึ่ง) ซึ่งจะไปไหนมาไหนต้องเซ็นชื่อเข้า-ออก ซึ่งเวลาทำกิจกรรมบ้างครั้งเราต้องแอบไปแบบลับๆ เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ไป ตัวเราเองตอนมาอยู่แรกๆเราก็ช่วยมหาลัยทำกิจกรรมแทบทุกอย่าง เรียกได้ว่าเห็นหน้าเราได้ทุกงาน อาจารย์ก็เริ่มรู้จักมากขึ้น ก็เริ่มชวนเราไปทำนั่นโน่นนิ่ เราก็โอเคนะ แฮปปี้ดีเราชอบอยู่แล้วถ้าเราว่าง จนมีช่วงหนึ่งเราก็ได้ไปร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานภายนอกบ้าง เราก็เลยทำเรื่องขอไปเพราะกลับไม่ทันตามเวลาเข้า-ออกหอปกติ เรามีหนังสือขอตัวอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่อาจารย์ไม่ยอมให้ไปให้เหตุผลว่า...
"ไปช่วยเค้าแล้ว มหาลัยจะได้อะไร?"
ตอนเจอคำถามนี้ไป คือเราไปไม่ถูกเลย ถ้าเราไปทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมเราต้องได้อะไรตอบแทนด้วยหรอ??? หลังจากนั้นเค้าก็เอาข้อมูลที่เป็นเกณฑ์การประเมินมหาลัยมาให้เรา แล้วบอกว่า "ถ้าเธอทำตามนี้ได้ฉันจะให้เธอไป" ซึ่งเกณฑ์บอกประมาณว่า ถ้าทำโครงการเป็นสถาบันร่วมประมาณว่าเป็นผู้จัดร่วมกันอะไรประมาณนั้น เราเลยบอกไปว่า ถ้าอย่างนั้นต้องสนับสนุนร่วมกันเหมือนกันนะ อาจเป็นกำลังทรัพย์ สถานที่ อุปกรณ์ หรือ รถก็ได้ เค้าก็เงียบแล้วก็จบประเด็นไปงั้นเฉยๆเลย สรุปคือ เราก็แอบไปแล้วกลับมาให้ทัน ทำแบบนี้บ่อยมาก คือเอาจริงๆก็ไม่ผิดหรอกนะ เพราะถ้าเป็นเวลาที่เราว่าง เราก็มีสิทธ์จะไปไหนก็ได้ เป็นสิทธ์ของเราอยู่แล้ว แต่ก็มีอาจารย์หลายๆคนที่พยายามจ้องจะจับผิดพวกเพื่อนๆที่ทำกิจกรรมด้วยกันรวมถึงเราด้วย หลายๆคนถอดใจก็เลิกทำกิจกรรมไป คำหนึ่งที่เพื่อนที่ถอดใจพูดไว้ว่า "คือถ้ากูไปทำกิจกรรมดีๆเพื่อสังคมแล้วโดนจ้องจับผิดขนาดนี้ แล้วกูจะทำดีเพื่อ?? สู้กูเอาเวลาว่างกูไปเที่ยวเล่นกูสบายใจกว่ามั้ย" ซึ่งตัวเราเองก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ เพราะเรื่องการที่เราไปทำกิจกรรมมันเริ่มมีผลต่อการเรียน อาจารย์ชอบจับจ้องแล้วเริ่มมาแหนบแนมเรามากขึ้นๆ จนเราเองก็ไม่ไหวแล้วหยุดไป
ชึ่งช่วงที่หยุดไปก็ถูกเสนอชื่อเข้าไปทำงานในสโมสรนักศึกษา บอกตรงๆเลยว่าไม่อยากเป็น เพราะคิดว่าคงเจอเรื่งแบบเดิมๆ แต่ในเมื่อเพื่อนไว้วางใจก็ทำให้ดีที่สุดละกัน เขียนโครงการต่างๆส่งไปซึ่งเป็นโครงการเพื่อการพัฒนานักศึกษาทั้งนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายก็ชอบโครงการณ์ที่คิดไปมาก แต่เหมือนจะมีอาจารย์คนเดิมเลย(คนที่ไม่ให้เราไปทำกิจกรรมข้างนอกอะ)เค้าก็จะไม่ให้ทำ กดดันบ้างหล่ะ ตัดงบบ้างหล่ะ เรียกพบแถบทุกวัน คือเราเหนื่อยมากอะ ทั้งเรื่องเรียน ทั้งเรื่องส่วนตัว แล้วงานส่วนรวมอีก คือเกือบถอดใจ แต่สุดท้ายก็กัดฟันทำต่อจนสำเร็จ พองานเสร็จแล้วคือมันออกมาดีมาก แล้วอาจารย์ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ออกมาพูดใหญ่ว่าพยายามช่วยทำให้งานนี้เกิดขึ้น คือทีมที่ทำงานด้วยกันก็เกิดอาการงง คือไร?? เป็นแบบนี้แทบทุกงานมาแบบเดิมๆก็เกิดซ้ำๆๆๆๆไปเรื่อยๆ จนเราลงจากตำแหน่ง ก็ถูกกดดันให้อยู่ต่อ ซึ่งเราปฎิเสธเสียงแข็งสุดๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเห็นแกตัวมาก แต่เราทำต่อไม่ไหวจริงๆ รู้สึกทำดีเสมอตัว แถมเวลาส่วนตัวแทบไม่มี เราว่าการทำกิจกรรมมันทำให้เรามีความสุขแต่ถ้ามันไม่มีความสุขก็อย่าทำร้ายตัวเองเลย
ที่ผ่านมาเราพยายามไม่เข้าไปอยู่กับสโมสรอีก (คือกลัวโดนเรียกตัวกลับอะ) แล้วไปทำกิจกรรมกับหน่วยงานภายนอกแทน ซึ่งแน่นอนว่าแอบไป จนมาวันนี้(เกริ่นนานมาก) คือมีค่ายของมหาลัยที่จัดโดยสโมสรนักศึกษาเป็นค่ายที่ลงไปพัฒนาพื้นที่ที่หนึ่ง ซึ่งเราก็แอบช่วยๆเพื่อนมาเรื่อยๆแต่ไม่ได้ออกตัวอะไร แต่พอส่งตัวโครงการไปก็ผ่านอาจารย์ที่ปรึกษานะได้ทำ อาจารย์คนที่เคยขัดๆเรามาก็ลาออก แล้วมีคนใหม่มา แต่สไตล์เดิมเลยหนักว่าอีกด้วยซ้ำ คืออาจารย์คนนี้แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไปม่ได้เลย เพื่อนเราก็ไปหาสถานที่ๆทำได้ละ คุยกับชาวบ้านวางงานไว้หมดแล้ว แต่อาจารย์บอกว่าให้ไปทำในที่ที่เป็นหน่อยงานของสามีอาจารย์ดีกว่าอาจารย์จะให้ทำที่นั่น แต่คือพวกเราวางงานกันไปหมดแล้วพึ่งมาบอกก็เลยยืนยันไปว่ายังไงก็จะทำตามที่วางโครงการไว้ พอหลังจากนั้นอาจารย์คนนี้ก็ขัดขวางทุกอย่างทั้ง ตัดงบประมาณ(ซึ่งเราก็พอหาเองได้ ไม่เดือดร้อนกันเท่าไร่) เรื่องคนที่จะไป คืองานเยอะนะ แต่ให้ไปไม่กี่คน วึ่งแน่นอนว่าคนไม่พอ เพื่อนเลยโทรมาขอเราให้ไปช่วย เราก็นะเอาหว่ะ เพื่อนเดือดร้อนก็ช่วยๆกันไป กำลังจะออกไปละเชียว แล้วก็บังเอิญสุดๆที่อาจารย์มาเจอแล้วก็พูดกับเราว่า ฉันไม่ให้เธอไป พรุ่งนี้ฉันจะตามไปเช็คชื่อถ้าเห็นว่ามีเธอเป็นเรื่องแน่!!
คือพวกเราทำผิดหรอ?? จริงๆแล้วมันก็เป็นสิทธ์ของเราปะที่จะไปไหนก็ได้ ไม่คิดบ้างหรอว่าทำแบบนี้แล้วคนที่เค้ามีใจอยากทำอะไรดีๆมันจะหมดกำลังใจเอาสักวันอะ เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นเรื่อยๆเลย ถ้าเราเจออีกเราควรทำไงดีดีคะ??
เด็กกิจกรรมเจอแบบนี้ทำไงดีคะ??
ขอเกริ่นๆหน่อยคะ ด้วยความที่สมัยเรียนโรงเรียนเรามักสอนเสมอว่า "การศึกษาคือการพัฒนาอุปนิสัย" ทำให้เริ่มที่จะทำกิจกรรมต่างๆมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม แรกๆที่บ้านก็ไม่ให้ทำคะ กลัวว่าทำแล้วจะเสียการเรียน แต่เราก็ต่อรองว่าถ้าเราทำให้เห็นได้ว่าการทำกิจกรรมของเราไม่ทำให้การเรียนเสีย ต้องยอมให้เราทำนะ เราเลยยึดหลักว่า"อย่าทำให้การเรียนมาทำให้เสียกิจกรรม"
จนเราเข้ามหาลัย เป็นมหาลัยที่มีหอในและกฎล้านแปดข้อ(ขอเว่อร์นิดนึ่ง) ซึ่งจะไปไหนมาไหนต้องเซ็นชื่อเข้า-ออก ซึ่งเวลาทำกิจกรรมบ้างครั้งเราต้องแอบไปแบบลับๆ เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ไป ตัวเราเองตอนมาอยู่แรกๆเราก็ช่วยมหาลัยทำกิจกรรมแทบทุกอย่าง เรียกได้ว่าเห็นหน้าเราได้ทุกงาน อาจารย์ก็เริ่มรู้จักมากขึ้น ก็เริ่มชวนเราไปทำนั่นโน่นนิ่ เราก็โอเคนะ แฮปปี้ดีเราชอบอยู่แล้วถ้าเราว่าง จนมีช่วงหนึ่งเราก็ได้ไปร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานภายนอกบ้าง เราก็เลยทำเรื่องขอไปเพราะกลับไม่ทันตามเวลาเข้า-ออกหอปกติ เรามีหนังสือขอตัวอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่อาจารย์ไม่ยอมให้ไปให้เหตุผลว่า...
"ไปช่วยเค้าแล้ว มหาลัยจะได้อะไร?"
ตอนเจอคำถามนี้ไป คือเราไปไม่ถูกเลย ถ้าเราไปทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมเราต้องได้อะไรตอบแทนด้วยหรอ??? หลังจากนั้นเค้าก็เอาข้อมูลที่เป็นเกณฑ์การประเมินมหาลัยมาให้เรา แล้วบอกว่า "ถ้าเธอทำตามนี้ได้ฉันจะให้เธอไป" ซึ่งเกณฑ์บอกประมาณว่า ถ้าทำโครงการเป็นสถาบันร่วมประมาณว่าเป็นผู้จัดร่วมกันอะไรประมาณนั้น เราเลยบอกไปว่า ถ้าอย่างนั้นต้องสนับสนุนร่วมกันเหมือนกันนะ อาจเป็นกำลังทรัพย์ สถานที่ อุปกรณ์ หรือ รถก็ได้ เค้าก็เงียบแล้วก็จบประเด็นไปงั้นเฉยๆเลย สรุปคือ เราก็แอบไปแล้วกลับมาให้ทัน ทำแบบนี้บ่อยมาก คือเอาจริงๆก็ไม่ผิดหรอกนะ เพราะถ้าเป็นเวลาที่เราว่าง เราก็มีสิทธ์จะไปไหนก็ได้ เป็นสิทธ์ของเราอยู่แล้ว แต่ก็มีอาจารย์หลายๆคนที่พยายามจ้องจะจับผิดพวกเพื่อนๆที่ทำกิจกรรมด้วยกันรวมถึงเราด้วย หลายๆคนถอดใจก็เลิกทำกิจกรรมไป คำหนึ่งที่เพื่อนที่ถอดใจพูดไว้ว่า "คือถ้ากูไปทำกิจกรรมดีๆเพื่อสังคมแล้วโดนจ้องจับผิดขนาดนี้ แล้วกูจะทำดีเพื่อ?? สู้กูเอาเวลาว่างกูไปเที่ยวเล่นกูสบายใจกว่ามั้ย" ซึ่งตัวเราเองก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ เพราะเรื่องการที่เราไปทำกิจกรรมมันเริ่มมีผลต่อการเรียน อาจารย์ชอบจับจ้องแล้วเริ่มมาแหนบแนมเรามากขึ้นๆ จนเราเองก็ไม่ไหวแล้วหยุดไป
ชึ่งช่วงที่หยุดไปก็ถูกเสนอชื่อเข้าไปทำงานในสโมสรนักศึกษา บอกตรงๆเลยว่าไม่อยากเป็น เพราะคิดว่าคงเจอเรื่งแบบเดิมๆ แต่ในเมื่อเพื่อนไว้วางใจก็ทำให้ดีที่สุดละกัน เขียนโครงการต่างๆส่งไปซึ่งเป็นโครงการเพื่อการพัฒนานักศึกษาทั้งนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายก็ชอบโครงการณ์ที่คิดไปมาก แต่เหมือนจะมีอาจารย์คนเดิมเลย(คนที่ไม่ให้เราไปทำกิจกรรมข้างนอกอะ)เค้าก็จะไม่ให้ทำ กดดันบ้างหล่ะ ตัดงบบ้างหล่ะ เรียกพบแถบทุกวัน คือเราเหนื่อยมากอะ ทั้งเรื่องเรียน ทั้งเรื่องส่วนตัว แล้วงานส่วนรวมอีก คือเกือบถอดใจ แต่สุดท้ายก็กัดฟันทำต่อจนสำเร็จ พองานเสร็จแล้วคือมันออกมาดีมาก แล้วอาจารย์ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ออกมาพูดใหญ่ว่าพยายามช่วยทำให้งานนี้เกิดขึ้น คือทีมที่ทำงานด้วยกันก็เกิดอาการงง คือไร?? เป็นแบบนี้แทบทุกงานมาแบบเดิมๆก็เกิดซ้ำๆๆๆๆไปเรื่อยๆ จนเราลงจากตำแหน่ง ก็ถูกกดดันให้อยู่ต่อ ซึ่งเราปฎิเสธเสียงแข็งสุดๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเห็นแกตัวมาก แต่เราทำต่อไม่ไหวจริงๆ รู้สึกทำดีเสมอตัว แถมเวลาส่วนตัวแทบไม่มี เราว่าการทำกิจกรรมมันทำให้เรามีความสุขแต่ถ้ามันไม่มีความสุขก็อย่าทำร้ายตัวเองเลย
ที่ผ่านมาเราพยายามไม่เข้าไปอยู่กับสโมสรอีก (คือกลัวโดนเรียกตัวกลับอะ) แล้วไปทำกิจกรรมกับหน่วยงานภายนอกแทน ซึ่งแน่นอนว่าแอบไป จนมาวันนี้(เกริ่นนานมาก) คือมีค่ายของมหาลัยที่จัดโดยสโมสรนักศึกษาเป็นค่ายที่ลงไปพัฒนาพื้นที่ที่หนึ่ง ซึ่งเราก็แอบช่วยๆเพื่อนมาเรื่อยๆแต่ไม่ได้ออกตัวอะไร แต่พอส่งตัวโครงการไปก็ผ่านอาจารย์ที่ปรึกษานะได้ทำ อาจารย์คนที่เคยขัดๆเรามาก็ลาออก แล้วมีคนใหม่มา แต่สไตล์เดิมเลยหนักว่าอีกด้วยซ้ำ คืออาจารย์คนนี้แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไปม่ได้เลย เพื่อนเราก็ไปหาสถานที่ๆทำได้ละ คุยกับชาวบ้านวางงานไว้หมดแล้ว แต่อาจารย์บอกว่าให้ไปทำในที่ที่เป็นหน่อยงานของสามีอาจารย์ดีกว่าอาจารย์จะให้ทำที่นั่น แต่คือพวกเราวางงานกันไปหมดแล้วพึ่งมาบอกก็เลยยืนยันไปว่ายังไงก็จะทำตามที่วางโครงการไว้ พอหลังจากนั้นอาจารย์คนนี้ก็ขัดขวางทุกอย่างทั้ง ตัดงบประมาณ(ซึ่งเราก็พอหาเองได้ ไม่เดือดร้อนกันเท่าไร่) เรื่องคนที่จะไป คืองานเยอะนะ แต่ให้ไปไม่กี่คน วึ่งแน่นอนว่าคนไม่พอ เพื่อนเลยโทรมาขอเราให้ไปช่วย เราก็นะเอาหว่ะ เพื่อนเดือดร้อนก็ช่วยๆกันไป กำลังจะออกไปละเชียว แล้วก็บังเอิญสุดๆที่อาจารย์มาเจอแล้วก็พูดกับเราว่า ฉันไม่ให้เธอไป พรุ่งนี้ฉันจะตามไปเช็คชื่อถ้าเห็นว่ามีเธอเป็นเรื่องแน่!!
คือพวกเราทำผิดหรอ?? จริงๆแล้วมันก็เป็นสิทธ์ของเราปะที่จะไปไหนก็ได้ ไม่คิดบ้างหรอว่าทำแบบนี้แล้วคนที่เค้ามีใจอยากทำอะไรดีๆมันจะหมดกำลังใจเอาสักวันอะ เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นเรื่อยๆเลย ถ้าเราเจออีกเราควรทำไงดีดีคะ??