Interstellar
เรื่องย่อคร่าวๆ ตามตัวอย่าง เมื่อโลกถึงคราวอวสารเพราะพายุฝุ่น และโรคทำลายพืชมากมาย ทำให้มนุษย์โลกขาดแคลนอาหาร พระเอกพ่อหม้ายลูก 2 Cooper (คนนะไม่ใช่รถ) จึงต้องออกเดินทางทำภารกิจสุดลึกลับซ่อนเงื่อน ในการค้นหาดาวเคราะห์ใหม่ ที่จะใช้นอนตีพุงปลูกข้าวโพดอย่างสบายใจ เค้าจะหาดาวอยู่ใหม่ได้หรือไม่? ทำไมไม่ไปอยู่ใต้น้ำหรือใต้ดินแทน? ติดตามได้ใน Interstellar
ต้องขอบอกว่าก็เป็น 1 คนที่ชอบผลงานของ Christopher Nolan และติดตามมาตลอด ก็ต้องขอบอกเลย Christopher Nolan ก็ยังคงทำหนังได้รักษามาตราฐานของตัวเองไว้ได้ คือเป็นหนังที่ตลาด แต่ก็ทำบทให้แข็งแรงได้ แต่การกำกับของเค้านั้น พวกฉากแอคชั่นจะไม่ค่อยมันมากนัก ถ้าใครเคยดูหนังของเค้าจะเห็นว่าหนังจะเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยที่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องและจะปล่อยออกมาตลอดเรื่องโยงไปมา และดำเนินเรื่องเร็ว ทำให้เมื่อเราพลาดหรือไม่เข้าใจอะไรไปสักอย่าง ก็จะทำให้ตามไม่ทันทั้งหมด (มันก็เหมือนกับบันไดที่ต้องค่อยๆขึ้นที่ละขั้น) แต่ว่าตัวเนื้อเรื่องก็แน่นทำการบ้านกันมาอย่างดี (ก็ไปจ้างนักวิทยาศาสตร์มาช่วยด้วยนี่) แต่ก็กลายเป็นข้อเสียที่ว่าทำให้การดำเนินเรื่องของหนังเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคเฉพาะเยอะมาก ซึ่งใครที่เรียนจบมานาน หรือยังเรียนไม่ถึง อาจจะทำให้งงเป็นไก่ตาแตก (แต่ก็อย่างว่า ถ้าเป็นเรื่องจริงจะให้นักวิทยาศาสตร์ที่อัจฉริยะกันขนาดนั้นคุยกันเป็นภาษาบ้านๆ หรืออธิบายกันเองให้ละเอียด ก็ออกจะไม่สมจริงเท่าไหร่) ตัวหนังมีทั้งบทซึ้งที่ทำให้น้ำตาไหลได้เป็นโอ่งได้บางช่วง โดยรวมการดำเนินเรื่องไม่ทำให้เบื่อเลยสักนิด มีมุกตลกนิดหน่อย และมีฉากให้ลุ้นเป็นระยะ แต่ถ้าใครที่หวังจะได้เห็น ฉากแอคชั่นตระกาลตา ก็คงต้องผิดหวังกันไป เพราะนี่น่าจะเรียกเป็นหนังไซไฟผสมพจญภัยมากกว่า หนังไซไฟผสมแอคชั่น โดยรวมแล้วก็ ตัวหนังนั้นกลมกล่อม ทำให้คนดูลุ้นระทึกไปตลอดการเดินทางของทีม และคอยเอาใจช่วยให้ Cooper รอด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ถ้าใครชอบอ่านพวกทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลายเยอะๆ ในภาพยนตร์มีการนำเอาเรื่องของ มิติที่ เหนือกว่า 3 มิติ มาตีความตามจิตนาการของผู้กำกับด้วย ทำให้คนดูหนังหลายคนที่คิดว่าหนังเรื่องนี้จะอยู่กฏแห่งวิทยาศาสตร์กับความจริงในปัจจุบันนั้น อาจจะหงุดหงิด และทำให้ขัดความรู้สึกและไม่พอใจและพาลเกลียดหนังเพราะองค์สุดท้ายก็เป็นได้ แต่มันก็เหมือนกับการที่คนหูหนวกหรือตาบอดสีแต่เกิด พวกเค้าจะไม่มีวันเค้าใจว่า เสียงเป็นยังไง รูปแบบไหน หรือ สีแดงจริงๆ จะเป็นยังไง เพราะในเมื่อพวกเค้าเกิดมารับรู้ได้แค่นั้น มันก็เหมือนกับคนเราเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เราเห็น เรารู้ เราสัมผัส เราพิสูจน์ได้ และไม่เชื่อในอย่างอื่นนอกจากนั้น เพราะไม่เคยมีใครได้รับรู้ นั่นอาจจะทำให้เราพาลปฏิเสธว่า มิติที่ 5 หรืออะไรก็แล้วแต่เป็นเรื่องเพ้อฝันหรือจิตนาการมากเกินไป เพราะยังพิสูจน์ไม่ได้ ทั้งที่ถ้าลองเอาไฟแช็ค ไปจุดไฟให้มนุษย์ยุคหินดู คงตกใจบูชากันเป็นแน่แท้ โดยส่วนตัวแล้ว ตัวผมเป็นพวกชอบอ่าน ทฤษฎีสมคบคิด ต่างๆอยู่แล้ว พอเข้าสู่หลุมดำในช่วงสุดท้าย ทำให้รู้สึกสนุกตื่นเต้น แถมยังมีการเล่นกับเรื่องเส้นเวลาอีกด้วย
*ส่วนที่คิดว่าแย่ที่สุด คงเป็นการที่ Christopher Nolan เลือกทำหนังที่ตัวละครเป็นนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทางขนาดนี้ ทำให้ศัพท์เทคนิคเยอะ แถมการทำหนังของเค้าจะ เน้นรายละเอียดเยอะ ดำเนินเรื่องเร็ว และทำให้คนดูตลาดทั่วไป จะตามไม่ทันหนัง แล้วงงเป็นไก่ตาแตก พองงมากเข้าก็จะพาลทำให้ดูหนังไม่สนุกไป รวมถึงความโง่ของตัวละครบางตัว (จริงๆก็อาจจะเกิดขึ้นได้นะ ถ้าคนมันตกใจบางทีความฉลาดก็ลดลงได้ ฮ่าๆ) ทำให้ดูแล้วรู้สึกขัดๆ
*ส่วนที่คิดว่าดีที่สุด หุ่นยนต์สุดน่ารัก 2 ตัว (น่าหามาเลี้ยงที่บ้าน) ความสวยงามของภาพ การจิตนาการและการตีความรูหนอน หลุมดำ หรือกระทั่งอื่นๆอีกหลายอย่าง รวมถึงบทที่กลมกล่อมและชาญฉลาด ความรักระหว่าง พ่อและลูกที่สื่อออกมา รวมกันกลายเป็นแก่นของเรื่องราวทั้งหมด
***ข้าน้อยขอคารวะตามอารมณ์และทรงผม 5 จอกขอรับ
ฝากเพจหน่อยนะครับ ไม่ได้ขายของ ข่าวหนัง วิจารย์หนัง หนังเข้าใหม่
https://www.facebook.com/MovieButcherTh
[CR] Review แบบบ้านๆ กับ Interstellar เพื่อดาวดวงนั้นที่ฝันที่อยากเป็น
เรื่องย่อคร่าวๆ ตามตัวอย่าง เมื่อโลกถึงคราวอวสารเพราะพายุฝุ่น และโรคทำลายพืชมากมาย ทำให้มนุษย์โลกขาดแคลนอาหาร พระเอกพ่อหม้ายลูก 2 Cooper (คนนะไม่ใช่รถ) จึงต้องออกเดินทางทำภารกิจสุดลึกลับซ่อนเงื่อน ในการค้นหาดาวเคราะห์ใหม่ ที่จะใช้นอนตีพุงปลูกข้าวโพดอย่างสบายใจ เค้าจะหาดาวอยู่ใหม่ได้หรือไม่? ทำไมไม่ไปอยู่ใต้น้ำหรือใต้ดินแทน? ติดตามได้ใน Interstellar
ต้องขอบอกว่าก็เป็น 1 คนที่ชอบผลงานของ Christopher Nolan และติดตามมาตลอด ก็ต้องขอบอกเลย Christopher Nolan ก็ยังคงทำหนังได้รักษามาตราฐานของตัวเองไว้ได้ คือเป็นหนังที่ตลาด แต่ก็ทำบทให้แข็งแรงได้ แต่การกำกับของเค้านั้น พวกฉากแอคชั่นจะไม่ค่อยมันมากนัก ถ้าใครเคยดูหนังของเค้าจะเห็นว่าหนังจะเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยที่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องและจะปล่อยออกมาตลอดเรื่องโยงไปมา และดำเนินเรื่องเร็ว ทำให้เมื่อเราพลาดหรือไม่เข้าใจอะไรไปสักอย่าง ก็จะทำให้ตามไม่ทันทั้งหมด (มันก็เหมือนกับบันไดที่ต้องค่อยๆขึ้นที่ละขั้น) แต่ว่าตัวเนื้อเรื่องก็แน่นทำการบ้านกันมาอย่างดี (ก็ไปจ้างนักวิทยาศาสตร์มาช่วยด้วยนี่) แต่ก็กลายเป็นข้อเสียที่ว่าทำให้การดำเนินเรื่องของหนังเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคเฉพาะเยอะมาก ซึ่งใครที่เรียนจบมานาน หรือยังเรียนไม่ถึง อาจจะทำให้งงเป็นไก่ตาแตก (แต่ก็อย่างว่า ถ้าเป็นเรื่องจริงจะให้นักวิทยาศาสตร์ที่อัจฉริยะกันขนาดนั้นคุยกันเป็นภาษาบ้านๆ หรืออธิบายกันเองให้ละเอียด ก็ออกจะไม่สมจริงเท่าไหร่) ตัวหนังมีทั้งบทซึ้งที่ทำให้น้ำตาไหลได้เป็นโอ่งได้บางช่วง โดยรวมการดำเนินเรื่องไม่ทำให้เบื่อเลยสักนิด มีมุกตลกนิดหน่อย และมีฉากให้ลุ้นเป็นระยะ แต่ถ้าใครที่หวังจะได้เห็น ฉากแอคชั่นตระกาลตา ก็คงต้องผิดหวังกันไป เพราะนี่น่าจะเรียกเป็นหนังไซไฟผสมพจญภัยมากกว่า หนังไซไฟผสมแอคชั่น โดยรวมแล้วก็ ตัวหนังนั้นกลมกล่อม ทำให้คนดูลุ้นระทึกไปตลอดการเดินทางของทีม และคอยเอาใจช่วยให้ Cooper รอด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
*ส่วนที่คิดว่าแย่ที่สุด คงเป็นการที่ Christopher Nolan เลือกทำหนังที่ตัวละครเป็นนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทางขนาดนี้ ทำให้ศัพท์เทคนิคเยอะ แถมการทำหนังของเค้าจะ เน้นรายละเอียดเยอะ ดำเนินเรื่องเร็ว และทำให้คนดูตลาดทั่วไป จะตามไม่ทันหนัง แล้วงงเป็นไก่ตาแตก พองงมากเข้าก็จะพาลทำให้ดูหนังไม่สนุกไป รวมถึงความโง่ของตัวละครบางตัว (จริงๆก็อาจจะเกิดขึ้นได้นะ ถ้าคนมันตกใจบางทีความฉลาดก็ลดลงได้ ฮ่าๆ) ทำให้ดูแล้วรู้สึกขัดๆ
*ส่วนที่คิดว่าดีที่สุด หุ่นยนต์สุดน่ารัก 2 ตัว (น่าหามาเลี้ยงที่บ้าน) ความสวยงามของภาพ การจิตนาการและการตีความรูหนอน หลุมดำ หรือกระทั่งอื่นๆอีกหลายอย่าง รวมถึงบทที่กลมกล่อมและชาญฉลาด ความรักระหว่าง พ่อและลูกที่สื่อออกมา รวมกันกลายเป็นแก่นของเรื่องราวทั้งหมด
***ข้าน้อยขอคารวะตามอารมณ์และทรงผม 5 จอกขอรับ
ฝากเพจหน่อยนะครับ ไม่ได้ขายของ ข่าวหนัง วิจารย์หนัง หนังเข้าใหม่
https://www.facebook.com/MovieButcherTh